แอมเนสตี้เรียกร้องไทยปล่อยตัวนักกิจกรรมเวียดนาม หวั่นละเมิดสิทธิข้ามพรมแดน

กองบรรณาธิการ TCIJ 19 มี.ค. 2569 | อ่านแล้ว 99 ครั้ง

แอมเนสตี้เรียกร้องไทยปล่อยตัวนักกิจกรรมเวียดนาม หวั่นละเมิดสิทธิข้ามพรมแดน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลชี้การควบคุมตัว “เล จี๋ แถ่ง” ในไทย สะท้อนความร่วมมือปราบปรามผู้เห็นต่างระหว่างไทย-เวียดนามที่น่ากังวล ย้ำห้ามส่งกลับประเทศต้นทาง เสี่ยงเผชิญการละเมิดสิทธิร้ายแรง ขัดหลักไม่ผลักดันกลับตามกฎหมายระหว่างประเทศ

19 มีนาคม 2569 สืบเนื่องจากรายงานความร่วมมือระหว่างทางการไทยและเวียดนาม ซึ่งนำไปสู่การจับกุมและควบคุมตัว เล จี๋ แถ่ง (Le Chi Thanh) นักกิจกรรมต่อต้านคอร์รัปชั่นชาวเวียดนาม ที่ขณะนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ ผู้อำนวยการร่วมระดับภูมิภาคขององค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า การควบคุมตัว เล จี๋ แถ่ง เป็นอีกตัวอย่างที่น่ากังวลล่าสุดของการปราบปรามข้ามพรมแดนโดยทางการไทยและเวียดนาม การเพิกถอนหนังสือเดินทางของเล จี๋ แถ่งโดยพลการเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และบ่งชี้ถึงความพยายามของทางการเวียดนามในการกดดันให้นักกิจกรรมที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศต้องกลับประเทศ และเผชิญกับการประหัตประหาร

“ทางการไทยต้องปล่อยตัว เล จี๋ แถ่ง โดยทันที และต้องไม่ส่งตัวเขากลับไปยังเวียดนาม ซึ่งเขาอาจต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ เรายังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศออกมาประณามรัฐบาลเวียดนามจากความพยายามปิดปากผู้เห็นต่างที่ใช้วิธีเรียกร้องอย่างสันติในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง”

“ไม่ควรมีใครถูกส่งกลับไปยังประเทศที่พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง การส่งกลับในลักษณะดังกล่าวจะเป็นการละเมิดหลักการ ‘ไม่ผลักดันกลับ’ (non-refoulement) ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ”

ข้อมูลพื้นฐาน
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยได้จับกุม เล จี๋ แถ่ง และควบคุมตัวเขาไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 โดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รับรายงานที่น่าเชื่อถือว่าเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทยได้เข้าเยี่ยมสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดังกล่าวในวันเดียวกัน

ตามข้อมูลจากตัวแทนทางกฎหมายของ เล จี๋ แถ่ง ระบุว่าเขาได้เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายโดยใช้หนังสือเดินทางเวียดนามที่ยังมีอายุถึงปี 2574 และต่อมาได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ทางการไทยได้จับกุมเขาโดยอ้างว่าใบอนุญาตทำงานของเขาเป็นโมฆะเนื่องจากทางการเวียดนามได้ยกเลิกหนังสือเดินทางของเขา ทั้งนี้ เล จี๋ แถ่ง ไม่เคยได้รับการแจ้งจากทางการเวียดนามเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าวเลยก่อนที่จะถูกจับกุม

เล จี๋ แถ่ง เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจและนักกิจกรรมที่มีชื่อเสียง ซึ่งใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ในการวิพากษ์วิจารณ์รายงานเกี่ยวกับการทุจริตและการประพฤติมิชอบภายในภาคส่วนความมั่นคงสาธารณะ

ในเดือนเมษายน 2564 เขาถูกจับกุมในข้อหาถูกกล่าวหาว่า “ขัดขืนเจ้าพนักงาน” ระหว่างเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตำรวจจราจรในเมืองทูดึ๊ก (Thu Duc City) ต่อมาในเดือนมกราคม 2565 ศาลได้พิพากษาจำคุกเขาเป็นเวลา 2 ปี และต่อมาเขาถูกตัดสินโทษจำคุกเพิ่มอีก 3 ปี ในข้อหา “ใช้เสรีภาพประชาธิปไตยในทางที่ละเมิดสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของรัฐและบุคคล” ตามมาตรา 331 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของเวียดนามจากโพสต์ที่วิพากษ์วิจารณ์ทางการเวียดนามบนเฟซบุ๊กของเขา

ระหว่างการพิจารณาคดีในศาล แถ่งรายงานว่าเขาถูกทรมานเพื่อบังคับให้รับสารภาพในช่วงการควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดี โดยรวมถึงการถูกทำร้ายร่างกายและถูกจับแขวนแขนและขาเป็นเวลานานถึง 7 วัน

ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลเวียดนามเพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อกล่าวอ้างเรื่องการถูกทรมานของเขา กรณีของเขาสะท้อนถึงข้อค้นพบก่อนหน้านี้ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ระบุว่านักโทษทางความคิดในเวียดนาม รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มีความเสี่ยงอย่างเป็นระบบต่อการถูกทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ ในระหว่างการควบคุมตัว

ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติเคยบันทึกรูปแบบพฤติกรรมที่เจ้าหน้าที่เวียดนามเข้าไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด (Montagnard) และชาวม้ง (Hmong) ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานกักกันของไทย เพื่อกดดันให้พวกเขา “สมัครใจ” เดินทางกลับไปยังเวียดนาม เหตุการณ์ลักษณะนี้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างร้ายแรงต่อความสามารถและความตั้งใจของประเทศไทยในการให้การคุ้มครองอย่างมีประสิทธิภาพต่อผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ซึ่งยังคงมีความเปราะบางอย่างยิ่งต่อการข่มขู่และการบีบบังคับจากเจ้าหน้าที่เวียดนาม

กลุ่มภาคประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นระหว่างทางการไทยและเวียดนามในการมุ่งเป้าไปที่ผู้เห็นต่าง ความกังวลดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงจากเหตุการณ์ที่น่าตกใจหลายกรณี เช่น การถูกบังคับให้สูญหายของนักกิจกรรมชาวไทยในเวียดนามเมื่อเดือนมกราคม 2562 การลักพาตัวบล็อกเกอร์ชาวเวียดนาม เจือง ซุย เญิ๊ต (Truong Duy Nhat) ในประเทศไทยในเดือนเดียวกัน และการถูกบังคับให้สูญหายของนักข่าวอิสระชาวเวียดนาม ดอง วัน ไทย (Duong Van Thai) ในเดือนเมษายน 2566

ล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทางการไทยได้บังคับส่งตัว อี ควิน เบดั๊บ (Y Quynh Bdap) นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมืองมองตานญาด กลับไปยังเวียดนาม ซึ่งตอกย้ำถึงรูปแบบการปราบปรามข้ามพรมแดนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: