บอร์ด สปสช. เห็นชอบ ปรับยารักษาโรคหายาก “โกเช่ร์” ตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ขยายการดูแลรักษา ในชนิดที่ 1 และ 3b ทั้งช่วยประหยัดงบประมาณจัดซื้อยากว่า 48 ล้านบาท มอบ สปสช. ดำเนินการทันที
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีมติเห็นชอบให้ ยาวีลากลูเซอเรส (velaglucerase) เป็นบริการตามประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) สำหรับการรักษาโรคโกเช่ร์ (Gaucher disease) ชนิดที่ 1 และ 3b และให้ตัดรายการยา อิมิกลูเซอเรส (imiglucerase) ออกจากประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขในระบบบัตรทอง
ในส่วนของงบประมาณรองรับนั้น บอร์ด สปสช. ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ ภายใต้บอร์ด สปสช. ปรับแผนการจัดหายา เวชภัณฑ์ฯ สำหรับจัดหายาวีลากลูเซอเรส ในปีงบประมาณ 2569 ภายในวงเงินไม่เกิน 31.05 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจากการยกเลิกการจัดหายาอิมิกลูเซอเรส พร้อมทั้งเตรียมงบประมาณรองรับในปีงบประมาณถัดไป
นอกจากนี้ บอร์ด สปสช. ยังได้มีมติให้ สปสช. ดำเนินการจัดเตรียมระบบสนับสนุน และปรับปรุงประกาศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามและประเมินผลการใช้ยาวีลากลูเซอเรสในปีที่ 2 และนำผลการดำเนินงานเสนอคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตการให้บริการสาธารณสุขต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยและการใช้งบประมาณ
“ระบบบัตรทองได้ครอบคลุมการรักษาผู้ป่วยโรคโกเช่ร์มาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งการปรับเปลี่ยนยารักษาในครั้งนี้เนื่องจากทางคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่12/2568 เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ได้บรรจุยาวีลากลูเซอเรสเพิ่มเติม ในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ ทาง สปสช. จึงได้เข้าสู่กระบวนการเพื่อให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองได้เข้าถึงยา นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรคโกเช่ร์แล้ว ยังประหยัดงบประมาณได้มาก เดิมทีการใช้ยาอิมิกลูเซอเรสในการรักษาผู้ป่วย 17 ราย ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 121 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อปรับมาใช้ยาวีลากลูเซอเรสจะลดลงเหลือเพียง 62.10 ล้านบาท หรือประหยัดได้อย่างน้อย 48 ล้านบาท ถือว่าประหยัดงบประมาณได้มากขึ้น แล้วยังขยายการใช้ไปยังผู้ป่วยชนิดอื่นได้อีกด้วย” รมว.สาธารณสุข กล่าว
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า โรคโกเช่ร์ เป็นโรคพันธุกรรมหายากที่เกิดจากการขาดเอนไซม์กลูโคซีรีโบรซิเดส (Glucocerebrosidase) ภายใน ไลโซโซม (lysosome) ส่งผลให้เกิดการสะสมของสารประเภทไขมันภายในเซลล์ ทำให้เซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีรูปร่างผิดปกติ และส่งผลกระทบต่อหลายระบบของร่างกาย โดยอาการทางคลินิกที่พบได้ เช่น ตับโต ม้ามโต ความผิดปกติของระบบเลือด และความผิดปกติของกระดูก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมายารักษาโรคโกเช่ร์ที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติมี 1 รายการ คือยาอิมิกลูเซอเรส ซึ่งใช้รักษาได้เฉพาะโกเช่ร์ ชนิดที่ 1 ต่อมามีการเสนอให้ยาวีลากลูเซอเรส เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติและมีการขยายข้อบ่งชี้การรักษาไปถึง โกเช่ร์ ชนิดที่ 3b โดยจากการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหายาก รวมถึงคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ได้ยืนยันว่าสามารถเปลี่ยนการรักษาจากยาอิมิกลูเซอเรส มาเป็นยาวีลากลูเซอเรสได้ทันที จึงนำมาสู่การปรับเปลี่ยนรายการยาในระบบบัตรทองครั้งนี้
“ย้ำว่าการปรับเปลี่ยนรายการยาดังกล่าว เป็นไปตามข้อมูลทางวิชาการและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหายาก รวมทั้งข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ยืนยันว่าการเปลี่ยนมาใช้ยาวีลากลูเซอเรสสามารถดำเนินการได้ทันที และยังครอบคลุมการรักษาโรคโกเช่ร์ได้มากขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยในระบบบัตรทองได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า” เลขาธิการ สปสช. กล่าว
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

