แนวกันไฟป่าบ้านหนองคริซูใน: เสียง ความต้องการ และข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม

ศิริวรรณ พรอินทร์ I เยาวชนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่นิยามตนเองว่าไบเซ็กซวลเฟมินิสต์และนักวิ่งเทรล เจ้าหน้าที่โปแกรมการศึกษาเฟมินิสต์ สิทธิมนุษยชน และสิทธิทางดิจิทัล มูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน 19 มี.ค. 2569 | อ่านแล้ว 176 ครั้ง


ในทุกปี เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนธันวาคมถึงเมษายน พื้นที่ป่าในภาคเหนือของประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ จะเข้าสู่วัฏจักรการผลัดใบของไม้หลายชนิด ใบไม้และกิ่งไม้แห้งจะค่อยๆ สะสมทับถมกันบนพื้นป่า กลายเป็นเชื้อเพลิงปริมาณมหาศาลที่พร้อมจะลุกติดไฟได้ในทันทีที่มีประกายไฟเพียงเล็กน้อย ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนและมีแนวลาดชันสูง ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ไฟสามารถลุกลามขึ้นตามไหล่เขาได้อย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามภูเขาและชายขอบป่ามาหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ม้ง ลาหู่ อาข่า หรือลีซู ต่างเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเข้าใจธรรมชาติของป่าและไฟป่าอย่างลึกซึ้ง

สำหรับชนเผ่าพื้นเมือง ไฟไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะภัยพิบัติที่ต้องหลีกเลี่ยง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมด้วย ภูมิปัญญาของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองสะท้อนผ่านวิธีการจัดการไฟป่าแบบดั้งเดิมที่สั่งสมกันมายาวนาน หนึ่งในนั้นคือการทำ "แนวกันไฟ" ซึ่งเป็นการเคลียร์เศษใบไม้ กิ่งไม้ และวัสดุแห้งออกจากแนวป่าเพื่อสร้างพื้นที่ว่างที่ไฟไม่สามารถลุกลามผ่านได้ แนวกันไฟมักถูกทำขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูไฟป่า โดยอาศัยแรงงานร่วมกันของคนในชุมชน ถือเป็นทั้งกิจกรรมการป้องกันภัยและการสร้างความร่วมมือของผู้คนในหมู่บ้าน

ชุมชนบ้านหนองคริซูใน เป็นชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ที่ตั้งอยู่ในตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงรักษาแนวปฏิบัติในการดูแลป่าชุมชนสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง และในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ชุมชนจะมีวันสำคัญที่สมาชิกในชุมชนต่างให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นั่นคือ "วันทำแนวกันไฟของชุมชน" ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันนั้นคนทั้งชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน ผู้หญิงและผู้หญิงที่มีความหลากหลายทางเพศ (LBQT+)และผู้สูงอายุ ต่างออกมารวมตัวกันเพื่อช่วยกันดูแลผืนป่าที่เป็นแหล่งทรัพยากรของชุมชน

ซึ่งในปี  พ.ศ. 2569 นี้ การทำแนวกันไฟของชุมชนบ้านหนองคริซูใน จัดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม โดยตลอดทั้งเช้า คนในชุมชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันกวาด เก็บ และเคลียร์ใบไม้แห้งและกิ่งไม้ต่างๆ ที่อาจเป็นเชื้อเพลิง เพื่อสร้างพื้นที่กันชนไม่ให้ไฟสามารถลุกลามเข้าสู่พื้นที่ป่าชุมชนและชุมชนได้ โดยแนวกันไฟของชุมชนมีระยะทางรวมประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งต้องอาศัยน้ำแรงและความร่วมมือของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก ท่ามกลางบรรยากาศของการช่วยเหลือกัน ผู้เฒ่าในหมู่บ้านคนหนึ่งที่กวาดใบไม้อยู่ ได้ชี้ไปยังแนวป่าด้านหน้าพร้อมบอกว่า "ตรงนี้ ในสมัยเมื่อก่อนคือสถานที่ต่อสู้ของชุมชนเรา จากการเข้ามาของกฎหมายอุทยานแห่งชาติที่จะมาทับที่ชุมชน"

คำพูดสั้นๆ สะท้อนทั้งความภาคภูมิใจและการต่อสู้ของคนที่ต้องพิสูจน์การมีตัวตนในแผ่นดินที่ตนเองเกิดและเติบโตมา การทำแนวกันไฟจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมป้องกันไฟป่า แต่ยังเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้ การชี้ให้เห็นพื้นที่สำคัญต่างๆ บนเส้นทาง รวมถึงการเล่าถึงสถานที่ที่เคยเป็นหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมายที่ดินและป่าไม้ของรัฐ

ปภาวดี กองสูงเนิน แกนนำเยาวชนผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองและผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ(LBQT+) ชุมชนบ้านหนองคริซูใน และเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มสมาชิกในชุมชนของเธอ มือถือไม้ง้ามสำหรับกวาดใบสนที่ร่วงหล่นเป็นชั้นๆ บนพื้นป่า เธอยืนอย่างมั่นคง และเคียงข้างคนในชุมชน ระหว่างที่มือกวาดแกว่งไปตามแนวป่าเพื่อสร้างแนวกันไฟ บทสนทนาระหว่างเธอกับผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองบ้านหนองคริซูใน มีความเลื่อนไหล และครอบคลุมถึงสถานการณ์ที่ชุมชนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งความกังวลเรื่องการถูกจำกัดสิทธิที่ดินทำกิน ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาระที่ผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองในชุมชนแบกรับ ทั้งงานดูแล (Care Work) ในครอบครัว งานภาคเกษตรกรรมนอกบ้าน และงานดูแลป่า โดยที่ถูกกีดกัน ทำให้แทบไม่มีเสียงและส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างมีความหมาย ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับกฎหมายและนโยบายของภาครัฐ

เรื่องเล่าเหล่านี้ยังคงไหลเวียนต่อเนื่องเข้าสู่วงอาหารกลางวัน บางเรื่องเป็นความทรงจำเกี่ยวกับผืนป่าก่อนที่จะมีเส้นแบ่งเขตทางกฎหมาย บางเรื่องเป็นการต่อสู้เพื่อยืนหยัดอยู่บนผืนดินที่บรรพบุรุษฝากไว้

คุณปภาวดีบอกเล่าถึงสิ่งที่เธออยากเห็นเปลี่ยนแปลงในสังคมว่า “สิ่งที่อยากได้รับมากที่สุดคือความเข้าใจ อยากให้คนในสังคมได้เห็นว่าชนเผ่าพื้นเมืองมีวิถีชีวิต มีความรู้ และมีความผูกพันกับผืนป่า ไม่ใช่ผู้ทำลายอย่างที่ถูกกล่าวหา” เธอฝากไว้ว่า “หากสังคมยังคงมองชนเผ่าพื้นเมืองผ่านอคติเดิมๆ โดยไม่เปิดใจเรียนรู้วิถีชีวิตและภูมิปัญญาที่สั่งสมมา ความไม่เป็นธรรมก็จะยังคงวนซ้ำต่อไป อยากให้คนในสังคมได้เปิดใจเรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าของชนเผ่าพื้นเมือง แล้วช่วยกันส่งต่อความเข้าใจนั้นออกไปให้กว้างขึ้น

ประสบการณ์ในครั้งนี้ได้สร้างความตระหนักรู้ว่า ในหลายพื้นที่ที่ยังคงมีผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ มักมีชนเผ่าพื้นเมืองเป็นผู้ดูแลและอยู่ร่วมกับป่ามาอย่างยาวนาน และยังเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของการเป็น "ผู้รักษาป่า" ที่คำนึงถึงคุณค่าของผืนป่าในทุกมิติ ทั้งในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของชุมชน และรากฐานทางจิตวิญญาณของการดำรงอยู่ของชนเผ่าพื้นเมือง แต่ภาพนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่สังคมไทยมองเห็น วาทกรรมที่มองชนเผ่าพื้นเมืองด้วยอคติถูกผลิตซ้ำมาอย่างยาวนานผ่านนโยบายของรัฐ การนำเสนอของสื่อมวลชน และกระแสสังคมกระแสหลัก จนทำให้ชุมชนที่ดูแลป่ามาหลายชั่วอายุคนกลับกลายเป็น "ผู้บุกรุก" ในทางกฎหมาย เพราะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน

ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติของไทยถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดว่าป่าที่สมบูรณ์คือป่าที่ปราศจากมนุษย์ โดยไม่มีกระบวนการทบทวนและรับฟังเสียงของชุมชน ชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่มาก่อนตามหลักการ Free, Prior and Informed Consent (FPIC) หรือ การยินยอม ที่ได้รับการบอกแจ้ง ล่วงหน้า และเป็นอิสระ เมื่อพูดถึงไฟป่าในภาคเหนือ คำว่า "ชาวเขา" หรือ “คนดอย” มักปรากฏในฐานะผู้ต้องสงสัยโดยปริยาย ในขณะที่แรงจูงใจทางเศรษฐกิจของนายทุนหรือนักการเมืองที่บุกรุกพื้นที่ป่าในขนาดที่ใหญ่กว่ามากกลับแทบไม่ถูกพูดถึง

ผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง ในชุมชนฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำการทำแนวกันไฟเล่าให้ฟังระหว่างพักหายใจว่า "ทุกปีเราทำแนวกันไฟ แต่พอมีข่าวหมอกควัน คนในเมืองก็ยังโทษพวกเรา ทั้งที่เราเป็นคนป้องกันไฟป่ามาตลอด เราเองก็เสียใจที่ถูกกล่าวหาแบบนี้" ความรู้สึกที่ว่าความพยายามของชุมชนไม่เคยได้รับการมองเห็นนั้น สะท้อนถึงช่องว่างลึกๆ ระหว่างความเป็นจริงในพื้นที่กับภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากภายนอก และผู้ที่แบกรับผลกระทบเหล่านี้อย่างหนักที่สุดคือผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง และผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ (LBQT+) ซึ่งคือกำลังหลักในการดูแลป่า แหล่งน้ำ และความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวและชุมชน แต่กลับถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจในทุกระดับ

จากการทำงานของมูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน ผ่านโรงเรียนผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง บ้านหนองคริซูนใน โดยมีกลุ่มผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง ตลอดจนผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ ในชุมชน ได้พัฒนาข้อเสนอในการส่งเสริมความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้

  1. ยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่ละเมิดสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ปัจจุบันยังมีชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากที่อาศัยอยู่บนผืนดินที่บรรพบุรุษดูแลมาหลายชั่วรุ่น แต่กลับถูกรัฐมองว่าเป็น “ผู้บุกรุก” กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ที่บังคับใช้อยู่ต้องได้รับการทบทวนแก้ไข ยกเลิก โดยคำนึงถึงสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเป็นธรรม และต้องยุติการดำเนินคดีกับชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มาก่อนการประกาศเขตของภาครัฐ
  2. เคารพวิถีชีวิตและสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ตลอดจนรับรองสิทธิชุมชน ชนเผ่าพื้นเมือง ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การทำแนวกันไฟ การดูแลป่าชุมชน การทำไร่หมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นวิธีการจัดการทรัพยากรที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วหลายชั่วอายุคน 
  3. สร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยให้ชนเผ่าพื้นเมือง โดยเฉพาะผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง และผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ (LBQT+) มีอำนาจในการตัดสินใจร่วมในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับที่ดิน ป่าไม้ น้ำและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการอนุมัติโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตชนเผ่าพื้นเมือง
  4. ส่งเสริมความเป็นธรรมทางเพศ ของผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองและผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ เนื่องจากเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศและถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ ทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ
  5. หยุดผลิตซ้ำวาทกรรมที่ตีตราชนเผ่าพื้นเมือง สื่อมวลชน หน่วยงานรัฐ และระบบการศึกษาต้องหยุดนำเสนอภาพชนเผ่าพื้นเมืองในฐานะ "ปัญหา" และเริ่มสื่อสารความจริงที่ว่าพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศมักอยู่ในมือของชุมชนที่ดูแลมันมาโดยตลอด

การเรียนรู้จากชุมชนหนองคริซูในทั้งหมดที่ว่ามานี้ มิได้มีแค่เรื่องของการทำแนวกันไฟป่าเท่านั้น แต่คือ การสะท้อนภาพของชุมชนที่รักและดูแลผืนป่ามาโดยตลอด ผ่านมือของทุกคน ทั้งผู้เฒ่า เด็ก ผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง และผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ (LBQT+) ที่ยืนกวาดใบสนอยู่เคียงข้างกัน สิ่งที่ชุมชนต่อสู้ คือ การยืนยันว่าสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง คือ สิทธิมนุษยชน คนชนเผ่าพื้นเมือง มีสิทธิที่จะอยู่บนผืนดินของตัวเอง และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาต้องได้รับการยอมรับ ทั้งนี้ เสียงของคนในชุมชน โดยเฉพาะเสียงของผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง และผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศ (LBQT+) ต้องถูกรับฟังอย่างแท้จริง และต้องมีส่วนร่วมทุกการตัดสินใจที่เกี่ยวกับชีวิต ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ

“สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง คือ สิทธิมนุษยชน ดังนั้นชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนย่อมมีอำนาจและส่วนร่วมในการตัดสินใจ เรื่องการปกป้องและใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของตนเองอย่างเป็นธรรม และต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรมทางเพศ ที่ครอบคลุมสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQAN+) โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง”

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ

  

Like this article:
Social share: