ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในระบบสาธารณสุขไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่รับรู้ ทว่าสถานการณ์กลับยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง บทความนี้มุ่งชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งเสริมกันจนกลายเป็น "วงจรอุบาทว์" ซึ่งกำลังกัดเซาะระบบสุขภาพของประเทศจากภายใน
ต้นตอของวิกฤต 'เมื่อระบบสูญเสียคนมากกว่าที่ผลิตได้'
ประเทศไทยผลิตพยาบาลได้ราว 10,000 คนต่อปี แต่อัตราการสูญเสียบุคลากรออกจากระบบกลับเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างยิ่ง องค์กรด้านสาธารณสุขทราบดีว่าในช่วง 1 ถึง 2 ปีแรกของการทำงาน พยาบาลจบใหม่มีโอกาสลาออกในสัดส่วนที่สูงมาก และในปัจจุบัน การ "ย้ายประเทศ" ได้กลายเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การสูญเสียบุคลากรมีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้ ปัญหานี้หมุนวนใน 3 ประเด็นหลักที่ต่างเป็นเหตุและผลของกันและกัน
3 ประเด็นที่ต้องแก้ไขพร้อมกัน
(1) อัตรากำลังคนที่ไม่เพียงพอ เมื่อบุคลากรลดลง ภาระงานของผู้ที่ยังคงอยู่ในระบบย่อมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่มาตรฐานสากลกำหนดให้แรงงานทั่วไปทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พยาบาลไทยจำนวนมากต้องแบกรับภาระงานระหว่าง 60 ถึง 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และบางรายสูงถึงกว่า 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยแทบไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เนื่องจากอำนาจการจัดตารางเวรอยู่ในมือของผู้บริหาร มิใช่ของตัวผู้ปฏิบัติงานเอง
(2) ค่าตอบแทนที่ไม่สมเหตุสมผล แม้ปี 2566 จะมีการประกาศปรับอัตราค่าตอบแทนหลังจากที่ค้างมาตั้งแต่ปี 2551 แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงดำรงอยู่ ระบบค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาใช้หลัก "โรงพยาบาลไหนมีมาก จ่ายมาก โรงพยาบาลไหนมีน้อย จ่ายน้อย" ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน โดยโรงพยาบาลสาธารณสุขจำนวนมากยังจ่ายค่าล่วงเวลาต่ำกว่า 1,000 บาท ในขณะที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลสังกัด กทม. จ่ายที่ 1,200 บาทมานานแล้ว ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเมื่อคำนวณอัตราค่าแรงในระบบเวร 12 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงที่เกินมาจากเวรปกติมีมูลค่าเพียง 45 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งต่ำกว่าค่าแรงของพนักงานร้านกาแฟทั่วไปเสียอีก สภาพเช่นนี้ทำให้พยาบาลจำนวนมากจำต้องขึ้นเวรเพิ่มเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหนื่อยล้าให้รุนแรงขึ้น และไม่น่าแปลกใจที่หลายคนเลือกลาออกไปรับค่าล่วงเวลา 1.5 เท่าที่โรงพยาบาลเอกชนแทน นอกจากนี้ยังพบว่าหลายโรงพยาบาลที่เคยประกาศปรับค่าตอบแทนล่วงเวลาแล้ว ภายหลังกลับปรับลดลงด้วยเหตุผลด้านสภาพคล่องทางการเงิน โดยที่พยาบาลไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคัดค้านหรือต่อรอง เพราะไม่มีกลไกรองรับการรวมกลุ่มของแรงงานอย่างเป็นทางการ
(3) การขาดมาตรฐานกำหนดภาระงาน ในสหรัฐอเมริกา มีกฎหมายบังคับใช้กำหนดอัตราส่วนพยาบาลต่อผู้ป่วย (Nurse to Patient Ratio) อย่างชัดเจน เช่น ในหอผู้ป่วยวิกฤตพยาบาล 1 คนดูแลผู้ป่วยได้ไม่เกิน 2 คน และในหอผู้ป่วยสามัญไม่เกิน 4 ถึง 5 คน ทั้งนี้มีงานวิจัยรองรับว่าการที่พยาบาลต้องดูแลผู้ป่วยมากเกินไปส่งผลให้อัตราการติดเชื้อและการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทว่าในไทย พยาบาลหอผู้ป่วยสามัญต้องรับผิดชอบผู้ป่วยมากถึง 10 คนต่อคน ภายใต้ค่าตอบแทนไม่ถึง 1,000 บาทต่อเวร คุณภาพการดูแลรักษาย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง และผลลัพธ์นั้นในที่สุดก็ตกอยู่กับผู้ป่วยที่ไม่มีทางเลือกเพียงพอที่จะใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน
ทางออกที่ไม่อาจรอต่อไปได้
การปรับเปลี่ยนในระดับปฏิบัติการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การเปลี่ยนเป็นระบบเวร 12 ชั่วโมงแม้จะมีข้อดีในแง่การลดข้อผิดพลาดขณะส่งเวรและบรรเทาความเหนื่อยล้าจากเวร 16 ชั่วโมง แต่งานวิจัยจากประเทศพัฒนาแล้วยังพบว่าในช่วงชั่วโมงที่เกินจาก 8 ชั่วโมงไป โอกาสเกิดความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้ายังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยวิกฤต และบริบทของระบบสาธารณสุขไทยก็ไม่ได้เอื้ออำนวยเทียบเท่ากับประเทศที่มีการวิจัยเหล่านั้น หากปัญหาเรื่องภาระงานและค่าตอบแทนยังไม่ได้รับการแก้ไขควบคู่กันไป ภาวะหมดไฟในพยาบาลก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือการแก้ไขทั้ง 3 ประเด็นพร้อมกัน ได้แก่ การเพิ่มอัตรากำลังคน การปรับค่าตอบแทนให้เป็นธรรมและเท่าเทียม และการบัญญัติมาตรฐานภาระงานที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย เพื่อหยุดวงจรอุบาทว์และดึงบุคลากรที่หลุดออกจากระบบให้กลับมาได้อย่างรวดเร็วที่สุด ก่อนที่ระบบสุขภาพไทยจะเสื่อมถอยไปกว่าที่เป็นอยู่
ท้ายที่สุด ขอแสดงความชื่นชมต่อพยาบาลทุกคนที่มีความกล้าหาญในการรวมกลุ่มกันเพื่อพูดถึงปัญหาเหล่านี้อย่างเปิดเผย การกระทำดังกล่าวมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะพยาบาลคือวิชาชีพที่มีจำนวนมากที่สุดในระบบสาธารณสุข และเสียงของบุคลากรกว่าแสนคนมีพลังเพียงพอที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

