PMAC 2026 เวทีเสวนา “ระบบเศรษฐกิจการดูแลที่เหมาะสม: ก้าวต่อไปและอนาคต” ถกทางออกรับมืองสังคมสูงวัย ไทย-ชูระบบดูแลสาธารณสุขระยะยาวร่วมมือ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ครอบคลุมเข้าถึงผู้สูงอายุทุกพื้นที่ ด้าน สิงคโปร์-รัฐหนุนงบดูแลผู้ป่วยที่บ้าน จัดตั้ง “อพาร์ตเมนต์ดูแลชุมชน” เช่าระยะยาว 15–35 ปีพร้อมแพ็กเกจบริการพื้นฐาน ขณะที่ ญี่ปุ่น-ใช้ภาษีบริโภคเป็นแหล่งทุนขับเคลื่อน รัฐ-เอกชน จับมือพัฒนาระบบประกันการดูแลระยะยาว
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ ระบบเศรษฐกิจการดูแลที่เหมาะสม: ก้าวต่อไปและอนาคต (The Appropriate Care Economy System and Beyond) จัดโดย ASEAN Centre for Active Aging and Innovation, Active Aging Consortium in Asia Pacific (ACAP), มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) และภาคีเครือข่าย
การเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ “การประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569” (Prince Mahidol Award Conference: PMAC) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศในเอเชีย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดระบบดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมหารือแนวทางพัฒนาระบบการดูแลให้มีความยั่งยืน
นพ.จเด็จกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2565 มีผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 19 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในปี 2583
ข้อมูลจาก สปสช. ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านผู้ป่วยในของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นราว 8,000 ล้านบาทในช่วงปี 2565–2568 สะท้อนแรงกดดันด้านงบประมาณ ขณะที่แม้คนไทยจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่หลายปีของชีวิตยังต้องอยู่กับภาวะสุขภาพที่ไม่ดี
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว สปสช. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่าย ได้พัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (Long-term Care) และการดูแลที่บ้าน (Home-based Care) ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมุ่งเสริมสร้างกำลังคนด้านการดูแล ส่งเสริมบทบาทผู้ดูแล (caregivers) และผู้จัดการการดูแล (care managers) ควบคู่กับการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ ผ่านกลไกการสมทบงบประมาณร่วมกัน
ทั้งนี้จากข้อมูล ณ วันที่ 25 มกราคม 2569 ประเทศไทยมีผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมแล้ว 122,240 คน และผู้จัดการการดูแล 20,781 คน รวมทั้งมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านกว่า 1 ล้านคน ร่วมติดตามและดูแลผู้ป่วยถึงบ้าน ผลการดำเนินงานดังกล่าวทำให้จำนวนผู้สูงอายุในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ได้รับการดูแลระยะยาว เพิ่มขึ้นจาก 75,004 คนในปี 2562 เป็น 335,823 คนในปี 2568 ครอบคลุมราวครึ่งหนึ่งของผู้ที่ควรอยู่ในระบบ ขณะเดียวกัน คะแนนเฉลี่ยการประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน (Activities of Daily Living: ADL) เพิ่มขึ้นจาก 19.90 ในปี 2562 เป็น 24.20 ในปี 2567 สะท้อนคุณภาพการดูแลที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน ซินเธีย เฉิน (Cynthia Chen) รองศาสตราจารย์จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ Saw Swee Hock มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่า สิงคโปร์กำลังเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากรเช่นกัน โดยมีอัตราการเจริญพันธุ์รวมเพียง 0.97 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ต่ำที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 17.30 สูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ภาระโรคเรื้อรังและความพิการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิงคโปร์ได้พัฒนาระบบการดูแลระยะยาวในสองรูปแบบหลัก ได้แก่ การดูแลแบบฐานชุมชน ซึ่งครอบคลุมการดูแลที่บ้านและศูนย์บริการสุขภาพในชุมชน และการดูแลในสถานที่พักอาศัย เช่น บ้านพักคนชรา สถานพยาบาลเฉพาะทาง และที่อยู่อาศัยแบบมีผู้ช่วยดูแล นอกจากนี้ รัฐยังจัดตั้ง “อพาร์ตเมนต์ดูแลชุมชน” เปิดให้เช่าระยะยาว 15–35 ปี พร้อมแพ็กเกจบริการพื้นฐาน โดยค่าใช้จ่ายบ้านพักคนชราอยู่ที่ประมาณ 2,200–4,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังสนับสนุนการดูแลระยะยาวผ่านเงินอุดหนุนการดูแลที่บ้าน การฝึกอบรมผู้ดูแล อุปกรณ์ช่วยเหลือ และเวชภัณฑ์จำเป็น รวมถึงดำเนินโครงการระดับชาติ “Age Well SG” ด้วยงบประมาณราว 800 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ระหว่างปี 2567–2571 เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยดูแลสุขภาพตนเอง ขยายบริการดูแลที่บ้าน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ
ขณะที่ศาสตราจารย์ ดร.ทาเคโอะ โอฮาวะ ผู้ก่อตั้งและประธาน Active Aging Consortium in Asia Pacific (ACAP) ระบุว่า เอเชียตะวันออกได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเป็นทางการในปี 2568 โดยญี่ปุ่นเผชิญการเปลี่ยนผ่านนี้มาตั้งแต่ทศวรรษ 2510 จากเดิมคนวัยทำงานหนึ่งคนดูแลผู้สูงอายุแปดคน ปัจจุบันเหลือเพียงสองคนต่อผู้สูงอายุหนึ่งคน พร้อมเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้โครงสร้างประชากรกลายเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจรัฐบาลญี่ปุ่นจึงจัดตั้งภาษีการบริโภคเป็นแหล่งเงินทุนหลัก และพัฒนาระบบประกันการดูแลระยะยาว (Long-term Care Insurance) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินของระบบดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

