อนุ กมธ. ศึกษาห่วงโซ่อุปทานส่งออกฯ ชี้ 6 โจทย์ใหญ่ปัญหาลำไยไทย เตรียมเสนอรัฐบาล-ดัน พ.ร.บ.ลำไย

กองบรรณาธิการ TCIJ 28 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 72 ครั้ง

อนุ กมธ. ศึกษาห่วงโซ่อุปทานส่งออกฯ ชี้ 6 โจทย์ใหญ่ปัญหาลำไยไทย เตรียมเสนอรัฐบาล-ดัน พ.ร.บ.ลำไย

รองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้าเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค เผยผลศึกษาปัญหาลำไยไทย 6 ด้าน ตั้งแต่การผลิตระดับสวนจนถึงระบบโลจิสติกส์ เตรียมจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่งรัฐบาล ผลักดัน พ.ร.บ.ลำไย เพื่อสร้างระบบรองรับทางกฎหมายในระยะยาว

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นางสาวการณิก จันทดา รองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้าเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค เปิดเผยถึงการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งอยู่ในช่วงการจัดทำร่างรายงานการศึกษา โดยคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ศึกษา ลงพื้นที่ และสอบถามข้อมูลจากหน่วยงาน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ในสินค้าผลไม้ 4 ประเภท ได้แก่ มังคุด ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และลำไย

สำหรับประเด็นปัญหาของลำไยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาวสวนลำไยในพื้นที่ นางสาวการณิกได้แบ่งออกเป็น 6 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย

ประเด็นที่ 1 การผลิตระดับสวนและข้อจำกัดของเกษตรกรรายย่อย พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ขาดข้อมูลตลาดและอำนาจต่อรอง โดยต้นลำไยกว่าร้อยละ 60 เป็นต้นแก่ที่ให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ อีกทั้งผลผลิตยังกระจุกตัวออกพร้อมกันในช่วงพีคซีซัน ส่งผลให้ราคาตกต่ำ

ประเด็นที่ 2 มาตรฐาน GAP ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พบปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำที่การออกใบรับรองแปลง GAP ให้เกษตรกรล่าช้า กลางน้ำที่มีช่องโหว่ทางกฎหมายเรื่องการสวมสิทธิ์ใบ GAP ไปจนถึงปลายน้ำที่ติดปัญหาการสุ่มตรวจเปลือกและเนื้อลำไย รวมถึงสารตกค้างตามมาตรฐานจีนและมาตรฐานสากล

ประเด็นที่ 3 กลไกตลาดและยุทธศาสตร์ปลายทางเชิงลึก พบว่าลำไยไทยพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไป มีความเสี่ยงสูงหากเกิดปัญหาทางการค้าหรือด่านส่งออกติดขัด ขณะที่การวางขายในห้างหรือโมเดิร์นเทรดทำได้ยากเพราะถูกหักค่า GP สูงและได้รับเงินช้า อีกทั้งยังขาดการส่งเสริมลำไยนอกฤดูอย่างจริงจัง และขาดความเข้าใจในการสร้างระบบสหกรณ์

ประเด็นที่ 4 ระบบราคาและความล้มเหลวของการสื่อสารข้อมูล พบว่าการแจ้งราคาล่วงหน้าไม่สะท้อนความเป็นจริง เกษตรกรไม่สามารถตรวจสอบราคาขายจริงหน้าโรงรับซื้อ (ล้ง) ได้ และลำไยออร์แกนิกยังขายได้ราคาไม่ต่างจากลำไยที่ใช้สารเคมีทั่วไป

ประเด็นที่ 5 กลไกบริหารจัดการราคาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและเป้าหมาย พบว่า Fruit Board และการใช้งบประมาณเข้าแทรกแซงราคาทำงานล่าช้าไม่ทันการณ์ ยังไม่มีเป้าหมายประกันรายได้และเสถียรภาพราคาที่มั่นคงให้เกษตรกร จึงมีข้อเสนอให้ผลักดัน พ.ร.บ.ลำไย เพื่อสร้างระบบรองรับทางกฎหมายในระยะยาว

และประเด็นที่ 6 โลจิสติกส์และห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) พบว่าขาดเทคโนโลยีและเครื่องจักรแช่แข็งเร็ว (Quick Freeze) สำหรับยืดอายุสินค้า ห้องเย็นมีไม่เพียงพอทำให้เกษตรกรเสียอำนาจต่อรอง และยังพบปัญหาซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในผลสด รวมถึงการควบคุมอุณหภูมิระหว่างขนส่งที่ไม่คงที่

นางสาวการณิก ระบุว่า ทั้ง 6 ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อมูลที่คณะอนุกรรมาธิการฯ รวบรวมจากการลงพื้นที่จริงและรับฟังความเดือดร้อนจากเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยตรง พร้อมย้ำว่าลำไยไม่ใช่เพียงเรื่องของเกษตรกร แต่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจภูมิภาค โดยคณะอนุกรรมาธิการฯ จะนำข้อมูลทั้งหมดจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในรายงานการศึกษา เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติจริง ให้ลำไยไทยกลับมาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มั่นคงและคืนศักดิ์ศรีให้เกษตรกรอย่างแท้จริง

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: