'ล้งชุมชน' ยะลาเพิ่มรายได้เกษตรกร 30% สร้างโมเดลทุเรียนชายแดนใต้ยั่งยืน

กองบรรณาธิการ TCIJ 28 พ.ค. 2569 | อ่านแล้ว 143 ครั้ง

'ล้งชุมชน' ยะลาเพิ่มรายได้เกษตรกร 30% สร้างโมเดลทุเรียนชายแดนใต้ยั่งยืน

การส่งออกทุเรียนไทยที่เติบโต 18 เท่าใน 11 ปี แต่รายได้กลับกระจุกที่พ่อค้าคนกลาง วิสาหกิจชุมชนบ้านบาตูปูเต๊ะ จังหวัดยะลา ได้พัฒนา "ล้งชุมชน" ต้นแบบที่สามารถเพิ่มสัดส่วนทุเรียนคุณภาพจาก 40% เป็น 70% เพิ่มราคาขายเฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม และเพิ่มรายได้เกษตรกรสมาชิกกว่า 30% โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการวิจัยของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ตั้งแต่ปี 2563

ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย “ล้งทุเรียน” ได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมต่อผลผลิตจากสวนไปสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคหลักของทุเรียนไทยในปัจจุบัน การมีล้งที่ทำหน้าที่รวบรวม คัดคุณภาพ และส่งต่อผลผลิตสู่ผู้ส่งออก ทำให้มูลค่าการส่งออกทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นจาก 243.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 4,404.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567 หรือเติบโตถึง 18 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 11 ปี

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขความสำเร็จดังกล่าว ยังมีคำถามสำคัญว่า รายได้มหาศาลที่เกิดขึ้นนั้น ถูกกระจายกลับคืนสู่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอย่างเป็นธรรมเพียงใด เพราะล้งจำนวนมากที่ตั้งจุดรับซื้อในพื้นที่เพาะปลูก มักเป็นของพ่อค้าคนกลางหรือกลุ่มทุนจากประเทศผู้ซื้อ ซึ่งให้ความสำคัญกับ “กำไร” เป็นหลัก ขณะที่ “ล้งชุมชน” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง กลับยังไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ได้มากนัก

ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. จึงได้สนับสนุนให้นายมะเสาวดี ไสสากา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ดำเนิน “โครงการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดทุเรียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ในปี พ.ศ. 2563 และต่อยอดด้วย “โครงการวิจัยการพัฒนาและยกระดับล้งทุเรียนสู่เครือข่ายธุรกิจในจังหวัดยะลาและนราธิวาส เพื่อยกระดับรายได้” ในปี พ.ศ. 2566

โครงการดังกล่าวมุ่งศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจของ “วิสาหกิจชุมชนพัฒนาคุณภาพทุเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ (ธารโต)” ซึ่งสามารถพัฒนาล้งชุมชนให้ได้มาตรฐานการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพ ทั้ง GMP และ Organic-like รวมถึงสร้างเครือข่ายธุรกิจกับเทรดเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ จนกลายเป็นต้นแบบสำคัญที่กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นสามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้

นายมะเสาวดี หัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ล้งชุมชนไม่สามารถแข่งขันกับล้งของพ่อค้าคนกลางได้ คือปัญหาคุณภาพผลผลิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด ทำให้มีปริมาณทุเรียนคุณภาพในสัดส่วนต่ำ ส่งผลต่อสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนของกลุ่ม ซึ่งจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการ “เปลี่ยนทัศนคติ” ของเกษตรกร ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ผลิตทุเรียนมืออาชีพ จากนั้นจึงถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการผลิตทุเรียนคุณภาพ ผ่านกระบวนการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการโรคและแมลง การปรับสูตรปุ๋ย และการดูแลสวนอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มมีผลผลิตคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเกษตรกรจากหลายพื้นที่สมัครเข้าร่วมเครือข่าย โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 30 เครือข่าย ครอบคลุม 5 อำเภอในจังหวัดยะลา ได้แก่ ธารโต เบตง บันนังสตา กรงปินัง และรามัน รวมถึงอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 3,500 ไร่ ในปี 2567

เมื่อคุณภาพผลผลิตดีขึ้น เกษตรกรก็สามารถต่อรองราคาได้มากขึ้น จากเดิมที่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 90–110 บาท ในปี 2567 สามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 125 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 87 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้ถูกนำมาแบ่งปันในระยะสั้น แต่ถูกนำกลับไปลงทุนเพื่อสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับกลุ่ม ทั้งการยกระดับล้งจากพื้นที่เช่าเก็บแผ่นยางชั่วคราว ไปสู่โรงรวบรวมผลผลิตมาตรฐาน การสร้าง “ห้องเย็น” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ทุเรียนตกเกรด ด้วยการแปรรูปเป็นทุเรียนแกะเนื้อ ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนฟรีซดราย เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ผ่านบริษัทที่ร่วมลงทุนระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับภาคเอกชน

นอกจากนี้ กลุ่มยังขยายการดำเนินงานไปสู่หน่วยธุรกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น “คลินิกทุเรียน” ที่ช่วยจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา และอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้สมาชิกสามารถนำไปใช้ก่อน รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ ตั้งแต่การตัดทุเรียน การคัดเกรด ไปจนถึงการแกะเนื้อเพื่อแปรรูป สร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

และอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่กำลังถูกผลักดันคือ “Zero Waste” หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อทุเรียนตกเกรด เช่น คุกกี้ ไส้ขนมเปี๊ยะ และไอศกรีมแล้ว ยังมีการศึกษาการนำเปลือกและเศษทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ซึ่งช่วยทั้งลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสะท้อนจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อคู่ค้าและผู้บริโภค

ปัจจุบัน นายมะเสาวดี ซึ่งย้ายไปปฏิบัติงานที่สภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส มองว่า ความสำเร็จของล้งทุเรียนยะลาเกิดจาก “โครงสร้างการทำงานที่โปร่งใส” และการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการเงิน การตลาด และการผลิต โดยเฉพาะการผสมผสานหลักศาสนาอิสลามเข้ากับแนวคิดการทำธุรกิจอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น “หลักอมานะฮ์” ที่เน้นความรับผิดชอบและการร่วมกันทำความดี “หลักมุฮาซาบะห์” ที่ส่งเสริมการทบทวนตนเอง และ “หลักมุฎอเราะบะฮ์” ที่ยึดแนวคิดหุ้นส่วนและความเป็นเจ้าของร่วมกัน หลักคิดเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก และทำให้ทุกคนพร้อมเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้พื้นที่อย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสสู่ตลาดตะวันออกกลางในอนาคต

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน ทั้งการเพิ่มสัดส่วนทุเรียนคุณภาพจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 70 การลดต้นทุนการขนส่งลงร้อยละ 20 และการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรสมาชิกขึ้นร้อยละ 30 รวมถึงการสร้างอาชีพใหม่ให้คนในพื้นที่จำนวนมาก

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวว่า ล้งชุมชนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวกลางในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “เครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม” หรือ Social Integrated Enterprises (SIE) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ และนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

เรื่องราวของล้งทุเรียนยะลา จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของธุรกิจทุเรียน แต่คือภาพสะท้อนของพลังชุมชน ที่ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจของตนเอง ด้วยองค์ความรู้ ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นร่วมกันว่า “ผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ควรกลับคืนสู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง”

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: