มจธ. ชูโมเดล ไทยโคเซ็น สร้างวิศวกรนักปฏิบัติ ลดช่องว่างทักษะรองรับอุตสาหกรรมใหม่

กองบรรณาธิการ TCIJ 26 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 116 ครั้ง

มจธ. ชูโมเดล ไทยโคเซ็น สร้างวิศวกรนักปฏิบัติ ลดช่องว่างทักษะรองรับอุตสาหกรรมใหม่

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนผ่านสถาบันไทยโคเซ็น ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาวิศวกรนักปฏิบัติที่เรียนควบคู่การทำงานจริงกับภาคอุตสาหกรรม หวังลดปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตได้กับความต้องการของตลาดแรงงาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมผลักดันการพัฒนากำลังคนผ่านโมเดลการศึกษาแบบไทยโคเซ็น (Thai-KOSEN) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น ผ่านสถาบัน KOSEN KMUTT และ KOSEN-KMITL เพื่อผลิต "วิศวกรนักปฏิบัติ" ที่เชื่อมโยงการเรียนการสอนกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม

ข้อมูล Talent Landscape 2025-2029 ของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สะท้อนความต้องการกำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลายด้าน ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาช่องว่างระหว่างทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตได้กับความต้องการของอุตสาหกรรม (Skills Mismatch) โดยโจทย์สำคัญของประเทศไม่ใช่เพียงการผลิตวิศวกรให้มีจำนวนมาก แต่ต้องสร้างบุคลากรที่มีทักษะตรงงาน ปฏิบัติได้จริง และพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่

นางวัฒนาโสภี สุขสอาด ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการสถาบันไทยโคเซ็น สำนักงานปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า หลังดำเนินโครงการมากว่า 8 ปี การจัดการศึกษาในรูปแบบโคเซ็นเริ่มได้รับการตอบรับจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่น จุดเด่นคือการสร้างวิศวกรนักปฏิบัติตั้งแต่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนสำเร็จการศึกษาในระยะเวลา 5 ปี โดยเรียนทฤษฎีควบคู่กับการทำโครงงาน การฝึกงาน และการแก้โจทย์จริงร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างบุคลากรตั้งแต่ยังอยู่ในระบบการศึกษา

โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตวิศวกรที่มีสมรรถนะสูง สามารถคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และพร้อมทำงานได้ตั้งแต่วันแรกหลังสำเร็จการศึกษา

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ในปีนี้ KOSEN KMUTT มีผู้สำเร็จการศึกษารุ่นที่ 2 จำนวน 45 คน ซึ่งทุกคนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการก่อนจบการศึกษา ปัจจุบันมีนักศึกษารวม 378 คน ใน 3 สาขาวิชา ได้แก่ วิศวกรรมอัตโนมัติ วิศวกรรมชีวภาพ และวิศวกรรมเกษตรอัจฉริยะ

หัวใจสำคัญของ KOSEN KMUTT คือการดึงภาคอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมพัฒนาผู้เรียน โดยปีนี้มีบริษัทกว่า 30 แห่งเข้ามาเชื่อมต่อกับผู้เรียน ตั้งแต่การฝึกประสบการณ์จริงไปจนถึงโอกาสจ้างงาน ครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและชีวภาพ ซอฟต์แวร์ และเคมี

ในส่วนของผู้สำเร็จการศึกษา นายณัฐภัทร แสงสุวรรณ์ ผู้สำเร็จการศึกษา KOSEN KMUTT รุ่นที่ 2 ซึ่งปัจจุบันทำงานที่บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ควบคู่กับการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 ด้านวิศวกรรมอัตโนมัติที่ มจธ. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีของการศึกษาได้ช่วยเปลี่ยนแปลงทั้งทักษะและวิธีคิด ให้มีความรอบคอบและกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น

ขณะที่ น.ส.สุกฤตา ประเสริฐโชค ผู้สำเร็จการศึกษารุ่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันทำงานด้านระบบอัตโนมัติ ออกแบบวงจรและเขียนโปรแกรมที่บริษัท Inspire Tech Co., Ltd. พร้อมกับศึกษาต่อ กล่าวว่า จุดเด่นของโคเซ็นคือการเชื่อมความรู้หลายด้านเข้ากับการทำโครงงาน และการได้เรียนทักษะวิศวกรรมตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รวมถึงการฝึกทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นางวัฒนาโสภี กล่าวว่า ความสำเร็จของสถาบันไทยโคเซ็นในระยะแรกยังมีจำนวนจำกัด โดยมีเป้าหมายผู้เรียนประมาณ 1,080 คน เปิดสอน 6 หลักสูตร ซึ่งยังมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

สำหรับโครงการระยะที่ 2 จึงเตรียมขยายผลสถาบันไทยโคเซ็นไปสู่สถาบันการศึกษาในภูมิภาคต่างๆ พร้อมดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาหลักสูตร เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับบัณฑิตเป็นผู้ร่วมสร้างคน ตั้งแต่การให้โจทย์จริง การเปิดพื้นที่ฝึกงาน ไปจนถึงการร่วมพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยข้อเสนอโครงการระยะที่ 2 อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: