จับตา: แผนประทุษกรรมแก๊งคอลเซนเตอร์ แยกสายงาน 'กลุ่มหลอกลวง' และ 'กลุ่มฟอกเงิน'

กองบรรณาธิการ TCIJ 23 ม.ค. 2569 | อ่านแล้ว 116 ครั้ง


กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดแผนประทุษกรรมแก๊งคอลเซนเตอร์ มีการแยกสายงาน “กลุ่มหลอกลวง” และ “กลุ่มฟอกเงิน” พบต่างคนต่างทำหน้าที่ชัดเจน เพื่อเลี่ยงการจับกุมของตำรวจ

กลุ่มที่ 1 ฝั่งหลอกลวง

ใช้จิตวิทยาหลอกลวงเหยื่อ โดยหน้าที่หลักคือการ “ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงิน” ส่วนนี้มักมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา มีผู้บริหารเป็นบอสชาวจีน มีการบริหารงานเหมือนออฟฟิศ มีสคริปต์บทพูดตามรูปแบบการหลอกลวงที่เตรียมไว้ และการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ

พบมีการแบ่งหน้าที่เป็น 4 ระดับ
•​ระดับสั่งการ: ผู้วางแผนและควบคุมภาพรวม
•​ทีมสนับสนุน: จัดหาข้อมูลเหยื่อ (Data) และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น Simbox, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์ ฯลฯ
•​ทีมสร้างตัวตน: สร้างโปรไฟล์ปลอม เว็บไซต์ปลอม หรือใช้โลโก้หน่วยงานราชการ/เอกชน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
•​ทีมหลอกลวง: จะได้เข้ารับการฝึกงานก่อน เช่น การโทรคุยกับเหยื่อ, การพิมพ์แชทหลอกเหยื่อ ฯลฯ ที่จะทำหน้าที่สื่อสารกับเข้าหาเหยื่อ โดยใช้จิตวิทยาหว่านล้อมเพื่อให้เหยื่อโอนเงิน ซึ่งเมื่อเหยื่อหลงเชื่อ และเตรียมจะโอนเงิน จะประสานงานกับ กลุ่มที่ 2 ฝั่งการเงิน เพื่อขอช่องทางการโอนเข้าบัญชีม้าในทันที

กลุ่มที่ 2 ฝั่งการเงิน

รับฟอกเงิน หน้าที่หลัก คือ “รับเงินโอนจากเหยื่อ โยกย้าย และนำเงินออกจากระบบให้เร็วที่สุด” เพื่อตัดเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ โดยมีการบริหารงานเป็นธุระจัดหา, รวบรวม, หาคนมาเปิด, ทดสอบบัญชี, โอนเงิน หรือถอนเงินออกจากบัญชีม้า ปัจจุบันจากการสืบสวนจับกุมทำให้ทราบว่า จะได้รับส่วนแบ่งประมาณ 10–20% ของยอดเงินที่หลอกเหยื่อได้ โดยต้องได้รับความไว้วางใจจาก กลุ่มที่ 1 - ฝั่งหลอกลวง หรือบอสชาวจีน และมีการวางเงินมัดจำก่อน จำนวน 3 – 5 ล้านบาท เพื่อป้องกันการโกงกันเอง

พบมีการแบ่งหน้าที่อีก 4 ระดับ คือ
•​ระดับสั่งการ(ผู้ควบคุมฝั่งการเงิน): ผู้วางแผนและควบคุมภาพรวม
•​ฝ่ายจัดหาบัญชีม้า: รวบรวมและหาคนเพื่อจ้างเปิดบัญชี
•​บัญชีม้า: มีทั้งแบบ "ขายขาด" คือ ให้คนซื้อบัญชีเอาไปใช้เลย และ "แบบเฉพาะกิจ" คือ ถือบัญชีเอง แต่รับจ้างโอนหรือกดเงินเป็นครั้งๆ
•​คนกดเงิน และคนรวบรวมเงิน: ทำหน้าที่ตระเวนกดเงินสดหรือรวบรวมเงินส่งต่อให้เครือข่าย

กลุ่มฟอกเงิน - เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ก็พบว่ามีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปจากเดิม จากการสืบสวนและรวมรวมข้อมูลของตำรวจ พบว่าในปัจจุบันขบวนการเหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการฟอกเงินตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการสกัดกั้น หรือการสืบสวนจับกุมของเจ้าหน้าที่

•​การโอนต่อหลายทอด
•​การใช้สินทรัพย์ดิจิทัล: เปลี่ยนเงินเป็นคริปโทเคอร์เรนซีผ่านระบบ P2P หรือกระเป๋านิรนามที่ไม่ได้ผูกกับ exchange
•​การสแกนใบหน้า: พาเจ้าของบัญชีม้าข้ามแดนไปสแกนใบหน้าเพื่อทำธุรกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน
•​การใช้บัญชีม้านิติบุคคล: มีการตั้งบริษัทปลอม แล้วนำไปเปิดเป็นบัญชีม้า
•​ผ่านการซื้อขายสินค้าและบริการ
•​การลงทุนปลอม: ฟอกเงินผ่านโบรกเกอร์หุ้น หรือซื้อทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

โดยทั้ง 2 กลุ่ม มีการแยกส่วนการปฏิบัติออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ได้อยู่ร่วมกัน จึงทำให้ยากต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน การติดตามจับ การขยายผล รวมถึงการพิจารณาดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจาก ในการหลอกลวงผู้เสียหายใน 1 คดี กลุ่มที่ 1 ฝั่งหลอกลวง อาจจะมี กลุ่มที่ 2 ฝั่งการเงิน – รับฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม


ที่มา : กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: