Big Tech ผลักดัน กม. EU มาตราปิดบังข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ 'ดาต้าเซ็นเตอร์'

กองบรรณาธิการ TCIJ 21 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 46 ครั้ง


ข่าวสืบสวนจากสื่อ Investigate Europe เปิดเผยว่า Microsoft และ DigitalEurope กลุ่มล็อบบี้ที่มีสมาชิกอย่าง Amazon, Google และ Meta ผลักดันให้เกิดมาตราปิดบังข้อมูลในกฎหมายของสหภาพยุโรป จนทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' แต่ละแห่ง ขณะที่สหภาพยุโรปเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตของศูนย์ข้อมูลเป็น 3 เท่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า คณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มเก็บข้อมูลตัวชี้วัดสำคัญ เช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการใช้น้ำจากศูนย์ข้อมูล แต่ข้อมูลรายศูนย์ข้อมูลกลับถูกเก็บเป็นความลับ หลังภาคอุตสาหกรรมผลักดันให้แก้กฎหมายปี 2024 จัดข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางการค้า นักวิชาการด้านกฎหมาย 10 คนให้ความเห็นว่ามาตรานี้อาจขัดต่อกฎเกณฑ์ความโปร่งใสของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาอาร์ฮุส สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อม | ภาพประกอบจาก: Spoovio

Microsoft และ DigitalEurope กลุ่มล็อบบี้ที่มีสมาชิกอย่าง Amazon, Google และ Meta ผลักดันจนเกิดมาตราปิดบังข้อมูลในกฎหมายของสหภาพยุโรป ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) ตามการเปิดเผยของสื่อ Investigate Europe

สหภาพยุโรปเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตของศูนย์ข้อมูลเป็น 3 เท่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) จึงเริ่มเก็บข้อมูลตัวชี้วัดสำคัญ เช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและปริมาณการใช้น้ำ จากศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่ง แต่ข้อมูลผลกระทบของศูนย์ข้อมูลรายแห่งกลับถูกเก็บเป็นความลับ หลังภาคอุตสาหกรรมผลักดันให้แก้ไขกฎหมายปี 2024 จัดข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลลับและมีความอ่อนไหวทางการค้า

นักวิชาการด้านกฎหมายชั้นนำ 10 คน ให้ข้อมูลกับสื่อ Investigate Europe ว่ามาตราความลับนี้อาจขัดต่อกฎเกณฑ์ความโปร่งใสของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาอาร์ฮุส (Aarhus Convention) สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อม

เจอร์ซี เจนดรอชกา (Jerzy Jendrośka) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยโอโปเล (Opole University) ประเทศโปแลนด์ ผู้ทำงานในองค์กรกำกับดูแลอนุสัญญาอาร์ฮุสมานาน 19 ปี กล่าวว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมาไม่เคยพบกรณีลักษณะนี้มาก่อน และระบุว่ากรณีนี้ไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว

สื่อ Investigate Europe ยังเปิดเผยว่ารัฐสมาชิกสหภาพยุโรปได้รับการสนับสนุนให้ปฏิเสธคำร้องขอข้อมูลจากประชาชน จากอีเมลที่ส่งเมื่อต้นปี 2025 ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของคณะกรรมาธิการยุโรปย้ำกับหน่วยงานระดับประเทศว่าต้องเก็บข้อมูลและตัวชี้วัดของศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งเป็นความลับ

มาตราความลับนี้เป็นหนึ่งในข้อยกเว้นที่เอื้อต่อภาคธุรกิจหลายจุดที่ภาคอุตสาหกรรมผลักดันให้เพิ่มเข้าไปในกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ตามผลการสืบสวนของสื่อ Investigate Europe ซึ่งเผยแพร่ร่วมกับสื่อพันธมิตรในเก้าประเทศ รวมถึงสื่อ Guardian สื่อ Le Monde และสื่อ El País

ยุโรปกำลังสร้างศูนย์ข้อมูลด้วยความเร็วสูง โดยคาดว่าจะมีเงินลงทุนรวม 176,000 ล้านยูโรในช่วง 5 ปีข้างหน้า การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องมลพิษ การใช้พลังงานปริมาณมาก รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนและถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ

บรัม ฟรังเคน (Bram Vranken) นักวิจัยจากองค์กรเฝ้าระวังบรรษัทยุโรป (Corporate Europe Observatory) องค์กรพัฒนาเอกชนในกรุงบรัสเซลส์ กล่าวว่ากรณีนี้เป็นภาพสะท้อนของภาคอุตสาหกรรมที่ตั้งคำถามได้ว่าคณะกรรมาธิการทำหน้าที่เพื่อภาคธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือเพื่อประชาชน

เบื้องหลังการแก้กฎหมายและมาตรา 5

การกำกับดูแลศูนย์ข้อมูลเริ่มจากการแก้ไขระเบียบว่าด้วยประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency Directive) ของสหภาพยุโรปเมื่อปี 2023 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานข้อมูลตัวชี้วัดสำคัญ เช่น การใช้พลังงานและการใช้น้ำ

หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจัดทำแนวปฏิบัติโดยละเอียดเพิ่มเติมสำหรับหน้าที่ใหม่นี้ ร่างแรกซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2023 ระบุว่าข้อมูลควรถูกเผยแพร่ในรูปแบบข้อมูลรวม ไม่แยกรายศูนย์ข้อมูล

จากนั้นคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามกระบวนการปกติ ต้นปี 2024 Microsoft และ DigitalEurope ยื่นความเห็นเสนอร่างมาตราใหม่ที่เหมือนกัน ให้จัดข้อมูลรายศูนย์ข้อมูลทั้งหมดเป็นความลับ โดยอ้างผลประโยชน์ทางการค้า ทั้งสองฝ่ายต้องการให้ครอบคลุมมากกว่าข้อเสนอเดิมของคณะกรรมาธิการ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกเข้าถึงได้แม้ผ่านคำร้องขอข้อมูลข่าวสารสาธารณะ

เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปเผยแพร่ร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์ในเดือนมีนาคม 2024 มาตราที่ทั้งสองฝ่ายเสนอถูกนำไปใส่ในกฎหมายเกือบคำต่อคำ

มาตรา 5 ฉบับสมบูรณ์กำหนดให้คณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องต้องเก็บข้อมูลและตัวชี้วัดสำคัญของศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งเป็นความลับ โดยถือว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลลับที่ส่งผลต่อผลประโยชน์ทางการค้าของผู้ประกอบการและเจ้าของศูนย์ข้อมูล

ผลที่เกิดขึ้นคือมีเพียงข้อมูลระดับประเทศแบบภาพรวมเท่านั้นที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะที่ข้อมูลผลกระทบเฉพาะของศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งไม่สามารถเข้าถึงได้ ทั้งจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบ นักวิชาการ นักข่าว และประชาชนทั่วไป

ฟรังเคนกล่าวว่ากรณีนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มความพยายามในการล็อบบี้เพื่อกำหนดทิศทางกฎหมายของสหภาพยุโรป และเขาไม่เคยเห็นตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงกฎหมายของสหภาพยุโรปที่ชัดเจนขนาดนี้มาก่อน เขาระบุด้วยว่าการที่คณะกรรมาธิการนำข้อเสนอของ Microsoft ไปใส่ในกฎหมายโดยตรงเป็นเรื่องน่าตกใจ และเป็นสิ่งที่ทำให้ต้องพิจารณาว่าคณะกรรมาธิการทำหน้าที่เพื่อภาคธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ความเห็นจากนักกฎหมายและคณะกรรมาธิการ

นักกฎหมายหลายคนระบุว่ามาตรา 5 ขัดต่อกฎบัตรว่าด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานของสหภาพยุโรป (EU Charter of Fundamental Rights) และอนุสัญญาอาร์ฮุส ซึ่งให้สิทธิประชาชนเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ข้อมูลการปล่อยมลพิษ

ลุค ลาฟรีเซน (Luc Lavrysen) อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญเบลเยียม (Belgian Constitutional Court) และศาสตราจารย์กิตติคุณด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยเกนต์ (Ghent University) กล่าวว่ามาตราความลับแบบครอบคลุมนี้ขัดต่อกฎเกณฑ์ความโปร่งใสของสหภาพยุโรปและอนุสัญญาอาร์ฮุสอย่างชัดเจน

คริสตินา อิริออน (Kristina Irion) รองศาสตราจารย์ด้านกฎหมายข้อมูลจากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม (University of Amsterdam) มีความเห็นไปในทางเดียวกัน โดยระบุว่าข้อสันนิษฐานความลับแบบกว้างขวางนี้เอื้อประโยชน์ต่อภาคธุรกิจมากกว่าการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนอย่างไม่เหมาะสม เธอกล่าวว่าการพิจารณาว่าข้อมูลใดควรได้รับการคุ้มครองในฐานะข้อมูลลับที่ส่งผลต่อผลประโยชน์ทางการค้าของบริษัทศูนย์ข้อมูล ควรพิจารณาเป็นรายกรณี ไม่ใช่กำหนดเป็นการทั่วไป

เมื่อสื่อ Investigate Europe สอบถามไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป ได้รับคำตอบว่าเรื่องความลับเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอมาตั้งแต่ต้น และปฏิเสธที่จะให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปรายหนึ่งซึ่งขอสงวนนามกล่าวว่า ระหว่างขั้นตอนรับฟังความเห็นมีข้อคิดเห็นจำนวนมากในประเด็นนี้ และคณะกรรมาธิการได้วิเคราะห์ข้อคิดเห็นดังกล่าวแล้วจึงออกกฎหมายที่สะท้อนความเห็นเหล่านั้นตามขั้นตอนปกติ

ด้านตัวแทนของ Microsoft ให้ความเห็นว่าบริษัทสนับสนุนความโปร่งใสของศูนย์ข้อมูลมากขึ้น เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นของสาธารณะ และระบุว่า Microsoft มีเป้าหมายด้านคาร์บอน น้ำ ของเสีย และความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030 พร้อมติดตามผลการดำเนินงานตามมาตรฐานสูง และกำลังดำเนินการเพิ่มความโปร่งใสมากขึ้น ควบคู่กับการปกป้องข้อมูลทางธุรกิจที่เป็นความลับ ส่วน DigitalEurope ไม่ตอบกลับคำขอความเห็น

แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่าจุดยืนภายในของคณะกรรมาธิการยุโรปคือ การเปิดเผยข้อมูลรายศูนย์ข้อมูลอาจทำให้ผู้ประกอบการหยุดรายงานข้อมูลทั้งที่มีหน้าที่ต้องรายงานตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของสหภาพยุโรปเองระบุว่า มีศูนย์ข้อมูลที่เข้าเกณฑ์ต้องรายงานเพียง 36% หรือราว 770 แห่ง ที่รายงานข้อมูลแล้วจนถึงขณะนี้ และคณะกรรมาธิการยังระบุว่ามีเพียง 80% ของข้อมูลที่รายงานเข้ามาเท่านั้นที่ถือว่าถูกต้องและเชื่อถือได้

อเล็กซ์ เดอ ฟรีส์-เกา (Alex de Vries-Gao) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเสรีอัมสเตอร์ดัม (VU Amsterdam) กล่าวว่าภาคอุตสาหกรรมมีผลประโยชน์ชัดเจนในการปิดบังตัวเลขเหล่านี้ เขาเคยเผยแพร่งานวิจัยหลายชิ้นที่พยายามประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของ AI แต่ต้องอาศัยข้อมูลรวมเป็นหลัก เนื่องจากข้อมูลสาธารณะมีอยู่จำกัดมาก และการหาตัวเลขใด ๆ ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

แนวทางอื่นที่มีร่องรอยของภาคอุตสาหกรรม

มาตราความลับนี้ไม่ใช่ร่องรอยเดียวของอิทธิพลภาคอุตสาหกรรมต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างกฎหมายเพื่อเร่งกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กฎหมายสหภาพยุโรปกำหนดไว้ สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดภาระด้านระเบียบราชการต่อภาคธุรกิจในภาพรวม

ร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา กำหนดเส้นตายที่ชัดเจนสำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบ จำกัดระยะเวลารับฟังความเห็นชุมชนไว้ที่ไม่เกิน 90 วัน และเปิดทางให้คำขออนุมัติที่มีความสำคัญสูงได้รับการพิจารณาเร่งด่วนในบางขั้นตอนทางปกครอง

เอกสารที่ได้มาจากการยื่นคำร้องขอข้อมูลข่าวสารแสดงให้เห็นว่า Microsoft พบปะเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องกระบวนการอนุมัติ โดยบริษัทเรียกร้องให้กำหนดเพดานเวลาสำหรับขั้นตอนดังกล่าว Microsoft ระบุในอีเมลถึงคณะกรรมาธิการยุโรปว่า การทำให้กระบวนการอนุมัติมีความรวดเร็วขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ และบริษัทได้พัฒนาข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมร่วมกับทีมงานในพื้นที่

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา Microsoft และ Amazon ล็อบบี้ต่อสาธารณะเพื่อให้กระบวนการอนุมัติผังเมืองรวดเร็วขึ้น โดยยกตัวอย่างแนวทางแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จของภูมิภาคอารากอน ประเทศสเปน ในการจัดการเอกสารด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นศูนย์กลางศูนย์ข้อมูลที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป โดย Amazon ลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในสเปนรวม 33,000 ล้านยูโร ตามรายงานของบริษัทเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

กฎระเบียบใหม่ที่เอื้อต่อนักลงทุนของอารากอน ถูกกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่วิจารณ์ว่าเปิดทางให้ผู้ประกอบการอย่าง Amazon ปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดิน หลีกเลี่ยงภาษีและกำหนดเวลา โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก ทาง Amazon ไม่ตอบกลับคำขอความเห็น

อิโออันนิส อากาปาคิส (Ioannis Agapakis) ทนายความจากกลุ่มไคลเอนต์เอิร์ธ (ClientEarth) องค์กรไม่แสวงหากำไร เตือนว่าการจำกัดระยะเวลารับฟังความเห็นชุมชนอาจทำให้ประชาชนพลาดโอกาสตรวจพบปัญหาสำคัญ และในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจทำให้โครงการที่มีปัญหาด้านขั้นตอนหรือเนื้อหาไม่ถูกต้องตามกฎหมายได้รับความชอบธรรม

ผลกระทบต่อชุมชนและก้าวต่อไป

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเหล่านี้จะตกอยู่กับชุมชนที่อยู่ใกล้เครือข่ายศูนย์ข้อมูลที่กำลังขยายตัวในยุโรปมากที่สุด เดอ ฟรีส์-เกา จากมหาวิทยาลัยเสรีอัมสเตอร์ดัม กล่าวว่าสังคมเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนทั้งหมดจากการปล่อยคาร์บอนและการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูล

คณะกรรมาธิการยุโรปมีแผนเผยแพร่คะแนนความยั่งยืนที่ครอบคลุมตัวชี้วัดบางส่วนสำหรับศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่ง ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ผู้ประกอบการรายงานยังคงเป็นความลับ ภายใต้มาตราเดียวกับที่ภาคอุตสาหกรรมเขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง.


ที่มา:
How Big Tech wrote secrecy into EU law to hide data centres' environmental toll (Nico Schmidt, Ella Joyner, Investigate Europe, 17 April 2026)

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: