ความเสี่ยง ‘มะเร็งปอด’ ภาคเหนือพุ่ง ดึงนวัตกรรมคัดกรองแม่นยำ-ผ่าตัดส่องกล้อง ฝ่าวิกฤต PM 2.5

กองบรรณาธิการ TCIJ 20 เม.ย. 2569 | อ่านแล้ว 100 ครั้ง

ความเสี่ยง ‘มะเร็งปอด’ ภาคเหนือพุ่ง ดึงนวัตกรรมคัดกรองแม่นยำ-ผ่าตัดส่องกล้อง ฝ่าวิกฤต PM 2.5

ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ความเสี่ยง ‘มะเร็งปอด’ ภาคเหนือพุ่ง ดึงนวัตกรรมคัดกรองแม่นยำ-ผ่าตัดส่องกล้อง ฝ่าวิกฤต PM 2.5 ดันโอกาสรอดชีวิตสูง

สถิติที่น่าตื่นตัวจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (NCI) ระบุว่า ใน ปี 2568 พบคนไทยป่วยเป็นมะเร็งรายใหม่ถึงราว 140,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง ประมาณ 83,000 ราย โดยเฉพาะ "โรคมะเร็งปอด" ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย และจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด โดยมีผู้เสียชีวิต 15,022 รายต่อปี หรือวันละ 41 ราย สถิตินี้สะท้อนชัดเจนว่า มะเร็งปอดคือภัยคุกคามสุขภาพอันดับหนึ่งที่ต้องเร่งคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ ซึ่งต้องเผชิญวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อย่างหนักต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ที่ค่าฝุ่นมักพุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) หลายเท่าตัว มลพิษเหล่านี้เปรียบเสมือนสารก่อมะเร็งขนาดจิ๋วที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรังและทำให้เซลล์ปอดกลายพันธุ์ ส่งผลให้แม้แต่กลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่ก็มีความเสี่ยงสูง และที่น่ากังวลคือ มากกว่า 85% ของผู้ป่วยมักตรวจพบเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว เนื่องจากในระยะแรกไม่มีอาการแสดงใด ๆ

เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว กลุ่มบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ประเทศไทย (จำกัด) ร่วมกับ เอไอเอ ประเทศไทย (AIA) โดยได้รับการสนับสนุนจาก ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งนับเป็นศูนย์กลางทางการรักษาที่สำคัญในเขตภาคเหนือ เดินหน้าจัดงานเสวนา “รู้ทันมะเร็งปอด ตรวจไว รักษาตรงจุด” เพื่อส่งเสริมความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด ตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรองที่ถูกวิธี และทางเลือกการรักษายุคใหม่ โดยเน้นการดูแลแบบบูรณาการและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง พร้อมชูความสำคัญของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่การเอกซเรย์ทรวงอกด้วยเทคโนโลยี AI และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ (Low Dose CT) ซึ่งหากพบรอยโรคในระยะแรก ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง (MIS) ที่มีจุดเด่นคือ แผลเล็ก บาดเจ็บน้อย และฟื้นตัวไว รวมทั้งมีโอกาสหายสูง นอกจากนี้ยังเน้นความสำคัญของการรักษาด้วยยามุ่งเป้าที่สามารถช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากโรคเข้าสู่ระยะลุกลาม โดยเน้นย้ำว่า การตรวจพบไวและรักษาตรงจุด จะช่วยเพิ่มโอกาสการหายขาดจากโรคมะเร็งปอดได้สูง

ศูนย์ศรีพัฒน์ให้ความสำคัญกับการทำงานของ ทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเส้นทางการรักษา ครอบคลุมอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ รังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ทรวงอก และอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา เพื่อร่วมกันวางแผนที่เหมาะสมเฉพาะรายบุคคลสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

สำหรับการเสวนาในครั้งนี้ ทีมแพทย์เฉพาะทางได้ให้ความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่แนวทางการรับมือมะเร็งปอดแบบครบวงจร โดยเริ่มจากการปลดล็อกความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกลุ่มเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม โดย รศ.พญ. ภัทราพร ตาเจริญเมือง อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงหลักของมะเร็งปอดยังคงเป็นบุหรี่ รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า (E-cigarette) แต่ที่ห้ามมองข้ามคือ มลภาวะทางอากาศอย่าง PM 2.5 และท้ายที่สุดยังมีงานวิจัยรองรับว่า พันธุกรรมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรคได้ ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือมะเร็งปอดระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทั้งนี้ หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ หรือเจ็บหน้าอกเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ทันที

พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการคัดกรองเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีรังสีวินิจฉัย โดย รศ.พญ. จันทิมา เอื้อตรงจิตต์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัยและประธานราชวิทยาลัยรังสีแพทย์ ได้เน้นย้ำว่า การคัดกรองมะเร็งปอดคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ (Low-dose CT)เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหาโรคแต่เนิ่นๆ ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อค้นหารอยโรคตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีอายุ 50-80 ปี ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง เช่น สัมผัสฝุ่น PM 2.5 ควันธูปหรือแร่ใยหินเป็นประจำ หรือผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งปอด

ในด้านการรักษา รศ.นพ. สมเจริญ แซ่เต็ง ศัลยแพทย์ทรวงอก ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดปอด ได้กล่าวเสริมถึงการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงคือการผ่าตัดปอดด้วยการส่องกล้อง ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สามารถทำการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ช่วยให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวได้ไว และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ซึ่งตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของคนไข้และสอดคล้องกับแนวทางการรักษาโรคในปัจจุบัน

นอกจากนี้ แนวทางการรักษามะเร็งปอดในปัจจุบันยังมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่อาศัยผลการตรวจยีนของเซลล์มะเร็งมาใช้ประกอบการวางแผนการรักษา ดร.พญ. ทรงภรณ์ โอฬารรัตนชัย อายุรแพทย์สาขามะเร็งวิทยา ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า ปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะแพร่กระจาย อาจตรวจพบความผิดปกติของยีน ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาการรักษาด้วยยามุ่งเป้า การรักษาในกลุ่มนี้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกติเฉพาะจุด ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคได้ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างรับการรักษา ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของยีนที่ตรวจพบ ระยะของโรค และการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล

ไม่เพียงแต่นวัตกรรมทางการแพทย์ ภายในงานยังมีการบูรณาการด้านความมั่นคงทางสุขภาพ โดย นพ. สมสกุล ศรีพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการแพทย์ ฝ่ายบริหารจัดการด้านสุขภาพ เอไอเอ ประเทศไทย ได้มาร่วมให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประกันสุขภาพโรคมะเร็ง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาโดยไร้ความกังวลด้านภาระค่าใช้จ่าย พร้อมจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวเชียงใหม่ตระหนักว่า "มะเร็งปอดตรวจพบไว มีโอกาสหายขาดได้"

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: