เสมสิกขาลัย Asia Justice and Rights (AJAR) และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดนิทรรศการ 'Blooming in Crisis and Uncomfortable Truth in Myanmar' ครบรอบ 5 ปีรัฐประหารเมียนมา ถ่ายทอดชีวิต ความสูญเสีย และความหวังของผู้คนท่ามกลางการละเมิดสิทธิร้ายแรง ผ่านศิลปะที่ยืนยันศักดิ์ศรีและการไม่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐ
“วันที่กองทัพออกหมายจับผม เราต้องหนีทันที ผมจำใจทิ้งกล้องภาพยนตร์ตัวใหญ่ไว้ แต่คว้ากล้องตัวนี้มาเพราะมันใส่ในกระเป๋าเสื้อได้ ระหว่างการหลบหนีและจนถึงวันนี้ ในชีวิตที่ต้องพลัดถิ่น กล้องเล็กๆ ตัวนี้ช่วยรักษาไฟในใจผมเอาไว้ ผมยังใช้มันอยู่ตลอด และมันพิสูจน์ให้เห็นว่าแพสชันสำคัญกว่าสเปก (กล้อง) เสมอ”
“… เมื่อสามีอันเป็นที่รักของฉันถูกจับกุม เราทั้งสองยังยึดมั่นในความหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับมาพบกัน ท้ายที่สุดเมื่อฉันต้องหลบหนีข้ามพรมแดน ฉันพกพาความหวังนั้น พร้อมกับความกล้าหาญ ความเมตตา และความรักของสามีฉันไว้ในกระเป๋าใบนี้ ความปรารถนาที่จะไม่ต้องอยู่อย่างเดียวดาย คือยารักษาที่ดีที่สุดสำหรับโลกที่เต็มไปด้วยหายนะ ใช่ไหมล่ะ?”
ส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าผ่านสิ่งของ ในฐานะวัตถุจัดแสดงในนิทรรศการ “Blooming in Crisis and Uncomfortable Truth in Myanmar” นิทรรศการเนื่องในวาระครบรอบ 5 ปี การรัฐประหารในประเทศเมียนมา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ทว่าการยึดอำนาจในครั้งนั้นกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะชาวเมียนมาทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐประหารที่ฉุดรั้งไม่ให้ประเทศเดินหน้า นี่เป็นการดับฝันของผู้คนที่จะเติบโต เบ่งบาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
อย่างไรก็ตาม ความหวังในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชนกลับถูกบดขยี้ด้วยอำนาจปืน รถถัง และระเบิดนับครั้งไม่ถ้วน รวมไปถึงการจับกุมคุมขัง และบังคับสูญหาย แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผ่านไป 5 ปี การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนนักโทษทางความคิด ซึ่งรวมไปถึงนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุมขัง พุ่งทะยานราว 22,000 คน ทั่วประเทศ
“จากประชาชนถึงประชาชน” สิ่งมหัศจรรย์ในวิกฤตการเมือง
ขิ่น โอมาร์ นักเคลื่อนไหวอาวุโสด้านสิทธิมนุษยชน ชาวเมียนมา ผู้ผ่านเหตุการณ์ 1888 ในฐานะนักกิจกรรม ระบุว่า ภายหลังจากการเลือกตั้ง “จอมปลอม” ที่จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 มีประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับกุมถึง 400 คน และขณะที่รัฐบาลทหารพยายามจับตาดูความเคลื่อนไหวของประชาชน รวมถึงใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามอย่างเข้มข้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ประชาชนชาวเมียนมาก็ยังคงไม่ย่อท้อ
“ประชาชนชาวเมียนมาได้ใช้กลไก “จากประชาชนถึงประชาชน” (People-to-People Mechanism) ในการช่วยเหลือพี่น้อง หรือคนใกล้ตัวที่ถูกจับกุม อย่างเช่น การส่งสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นเข้าไปในเรือนจำ” ขิ่น โอมาร์ กล่าว
วิกฤตการเมืองและมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในเมียนมาต่อเนื่องนาน 5 ปี ส่งผลให้ประชาชนกว่า 3.5 ล้านคน กลายเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศ เนื่องจากกองทัพทิ้งระเบิดใส่ชุมชนและเผาหมู่บ้าน รวมทั้งโจมตีในภาคพื้น ขณะที่ในช่วง 2 ปีนี้ มีการทิ้งระเบิดชุมชนถึง 6,000 ครั้ง ขณะที่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในระดับนานาชาติไม่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากรัฐบาลทหารในเมียนมาไม่อนุญาต ทำให้ทางเดียวที่ประชาชนตัวเล็กตัวน้อยจะอยู่รอดได้ คือการสร้างหลุมหลบภัยและอาศัยป่าเป็นที่พักพิง นั่นหมายความว่า ทั้งหลุมหลบภัยและป่าจึงไม่ใช่พื้นที่ที่ใช้หลบภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นทั้งโรงพยาบาลรักษาผู้บาดเจ็บ ไปจนถึงเป็นโรงเรียนและมหาวิทยาลัยกลางป่า ที่แม้กระทั่งประชาชนบางคนสามารถเรียนจบวิชาแพทย์ได้

© Amnesty International Thailand
“นี่คือความยืดหยุ่นของผู้คน ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะว่าเราไม่เคยเห็นความยืดหยุ่นระดับนี้ในประเทศของเรา มันเป็นการต่อสู้แบบรุ่นสู่รุ่น เพื่ออิสรภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน” ขิ่น โอมาร์ สะท้อนความรู้สึกจากสิ่งที่เธอประสบพบเจอ
“สัจจะแสลงใจ” เมื่อภัยคุกคามไม่ได้มีแต่กระบอกปืน
ท่ามกลางวิกฤตการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐบาลทหารของเมียนมา วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนได้เข้ามาซ้ำเติมและกัดกร่อนความหวังของผู้คนในรูปแบบของการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประเทศเมียนมาเท่านั้น แต่ผลกระทบยังแผ่ขยายตามลำน้ำและแนวชายแดนสู่ประเทศอื่นๆ
เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กล่าวว่า เมื่อราว 2 ปีก่อน บริเวณต้นน้ำในเขตรัฐฉาน มีการทำเหมืองแร่วิกฤต (Critical Minerals) และแรร์เอิร์ธอย่างแพร่หลาย รวมทั้งเหมืองที่ไม่มีการควบคุม (unregulated mines) มากขึ้น โดยจากข้อมูลของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ และ Simpson Center ระบุว่ามีเหมืองดังกล่าวมากขึ้นถึง 2,400 แห่ง ในภูมิภาค โดยเริ่มที่ลุ่มแม่น้ำอิระวดีตอนบน บริเวณรัฐคะฉิ่น และขณะนี้ก็ได้ลุกลามมาถึงพื้นที่แม่น้ำกกตอนบน ลำน้ำสาละวิน และลำน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง

© Amnesty International Thailand
จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำโดยกรมควบคุมมลพิษจำนวน 14 ครั้ง พบว่าแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำกก มีการปนเปื้อนสารพิษ โดยเฉพาะสารหนูซึ่งตรวจพบในระดับที่เกินค่ามาตรฐาน หากนำน้ำจากแหล่งดังกล่าวมาใช้ในการอุปโภคบริโภค สารพิษอาจสะสมในร่างกายมนุษย์และถ่ายทอดต่อไปในห่วงโซ่อาหาร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัญหาที่พบบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา คือปัญหาสแกม ที่ทุกวันนี้มีการสร้างศูนย์สแกม (Scam Compound) หลอกลวงผู้คนมากมายจากทั่วโลกเดินทางผ่านประเทศไทย และข้ามพรมแดนจากไทยไปยังเมียนมาได้อย่างสะดวกสบาย
“ตลอดเส้นทางของชายแดนเมียนมา เราจะเห็นข่าวของธุรกิจสีดำ ธุรกิจสีเทา สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวง การค้ามนุษย์ หลายปีที่ผ่านมา อย่างน้อย 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นระเบียงอาชญากรรม (Crime Corridor) ที่เชื่อมระหว่างประเทศเมียนมาตอนบนของลาว แล้วก็กัมพูชา ระบบนิเวศที่มีอยู่ในประเทศไทย เป็นระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมที่เป็นสีดำ สีเทา ค้ามนุษย์ หลอกลวง ใช้ประเทศไทยเป็นที่ฟอกเงิน ใช้เป็นที่เก็บเงิน”
“สิ่งที่ดิฉันสะท้อนและรู้สึกว่า ประชาชนชาวเมียนมาเข้มแข็งมาก คุณอยู่มาบนแผ่นดินที่มีปัญหาเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ว่าคุณก็ยังคงลุกขึ้นยืนหยัด อยากจะบอกว่าเราก็แคร์มาก และวันนี้เราก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ก็หวังว่าจะเป็นโอกาสที่เราจะสามารถเอาความโกรธเกรี้ยวมาเป็นพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้บ้าง” เพียรพร กล่าว
เมียนมากับสนามประลองอำนาจระดับโลก
สถานการณ์อันท้าทายและส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวเมียนมาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศหรือระหว่างพรมแดน แต่ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ดึงดูดนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ ให้เข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ หนึ่งในนั้นคือจีน
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชนอิสระ ผู้ศึกษาประเด็นเกี่ยวกับเมียนมาอย่างจริงจังมาเป็นเวลานาน อธิบายถึงผลประโยชน์ของจีนในเขตมหาสมุทรอินเดียว่า
“จีนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมาก ในฐานะ Top Investor และ Top Trader ของเมียนมา จีนทำสิ่งที่เราเรียกกันว่า China – Myanmar Economic Corridor ซึ่งเสิร์ฟผลประโยชน์ให้กับจีนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ ด้วยการเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย ผ่านเมียนมา เข้าไปทางตอนใต้ของจีน โครงการเจ้าก์ผิ่ว ท่อแก๊ซไปสู่คุนหมิง และเส้นทางการค้าที่อยู่ในเส้นนั้น เชื่อมทั้งฝั่งตะวันตก เชื่อมทั้งจากย่างกุ้งขึ้นไป ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ”
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย นั่นคือการที่เมียนมาครอบครองแร่แรร์เอิร์ธมากถึง 11% ของโลก รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา
“แรร์เอิร์ธสำคัญสำหรับชีวิตยุคใหม่ เป็นวัตถุดิบสำหรับความทันสมัยทุกระดับในชีวิต ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือจนถึงขีปนาวุธและดาวเทียม เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะฉะนั้น มันเป็นเหมือนขุมทรัพย์อันใหม่ และเป็นความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น แรร์เอิร์ธในเมียนมาจึงเป็นที่ถูกตาต้องใจ” สุภลักษณ์ กล่าว
ยิ่งกว่านั้น จีนยังมีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับรัฐบาลทหารเมียนมา ในแง่ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์การทหารและความมั่นคง โดยอาวุธที่รัฐบาลทหารเมียนมาครอบครองราว 50% มาจากจีน และที่สำคัญจีนยังมีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธหลายกลุ่มที่กระจายตัวอยู่ในเมียนมา ซึ่งส่งผลให้จีนมีอำนาจต่อรองสูงที่สามารถจัดการ ควบคุม และบังคับรัฐบาลทหารหรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้

© Amnesty International Thailand
“การทำงานของจีนเราควรเรียกว่า Managable Peacemaking Process (กระบวนการสร้างสันติภาพแบบบริหารจัดการ) มันเป็นการสร้างกระบวนการสันติภาพ ซึ่งจีนสามารถจัดการ ควบคุม และบังคับมันได้ ว่าจะให้กลุ่มไหนอยู่ในตำแหน่งไหน และดำเนินการอย่างไร” สุภลักษณ์ กล่าว
การประลองอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่เพียงกระทบต่อเมียนมาเท่านั้น แต่ไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านยังต้องเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงตามแนวชายแดน จากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มกองกำลังต่างๆ และสถานการณ์ความรุนแรงอาจกระทบถึงชุมชนและประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณชายแดน เช่น ผลกระทบจากการสู้รบ รวมถึงการรุกล้ำพรมแดนของกลุ่มว้า ที่ไม่ได้ขยายพรมแดนเฉพาะในเมียนมา แต่ยังรุกเข้าสู่พรมแดนไทยด้วย ซึ่งทำให้ไทยต้องลงทุนด้านอาวุธมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาสแกม การค้ามนุษย์ ที่กระทบต่อประเทศไทยมาเป็นเวลานาน
“เราไม่สามารถใช้ความตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ ทำไมเราแก้ปัญหาเรื่องแม่น้ำกกไม่ได้ตั้งแต่ต้น เพราะว่าเราไปพูดเรื่องนี้กับรัฐบาลเมียนมา แล้วรัฐบาลเมียนมาก็อ้างว่า ควบคุมว้าไม่ได้ พอเราจะไปพูดกับจีน บอกว่าจีนช่วยมาจัดการว้าให้หน่อย จีนก็บอกว่าไม่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องภายในเมียนมา ทีนี้ผมคิดว่าอันนี้ประเทศไทยกำลังขาด asset กับว้า เรามีปัญหากับว้าใต้สมัยที่ไล่จับเหวยเสี่ยวกัง ทหารไทยฆ่าว้าไปเยอะ และเขายังฝังใจเรื่องนี้อยู่ แล้วเขาจะไม่ยอมให้ความร่วมมือกับไทย จนกว่าผู้นำระดับสูงของไทยจะพูดกับผู้นำระดับสูงของว้าที่ปางซางได้ เรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป” สุภลักษณ์ ชี้
ปัญหาของเพื่อนบ้านที่ไทยต้องร่วมรับผิดชอบ
เมื่อประเทศไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากวิกฤตที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมากำลังเผชิญ บทบาทหนึ่งที่ไทยต้องรับไว้คือการเป็นพื้นที่พักพิงที่ใกล้ที่สุดสำหรับผู้อพยพชาวเมียนมา อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยกำลังเผชิญแนวโน้มชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้น ส่งผลให้เกิดความพยายามกีดกันชาวต่างชาติออกจากตลาดแรงงาน โดยเฉพาะผู้อพยพจากเมียนมา ซึ่งยังคงเผชิญอคติทางเชื้อชาติในสังคมไทย
ขณะเดียวกัน เงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับผู้อพยพก็ลดลง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาหันไปใช้นโยบายที่เน้นความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า “การหันขวา” ซึ่งหมายถึงการลดบทบาทด้านมนุษยธรรมและความรับผิดชอบต่อผู้ลี้ภัยในระดับนานาชาติ สุภลักษณ์มองว่า ภายใต้บริบทเช่นนี้ สิ่งที่ประเทศไทยยังสามารถทำได้ คือการผนวกผู้อพยพชาวเมียนมาให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ไม่ใช่ในฐานะภาระ แต่ในฐานะแรงงานและพลเมืองร่วมที่สามารถมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เดินหน้าต่อไปได้
“คน 77,000 คน เป็นกำลังแรงงาน 44,000 คน คนที่มาทำงานพันกว่าคน มันหายไปไหนหมด เขาบอกเขาทำไม่ได้ ผมก็เลยถามกระทรวงศึกษาธิการว่า ที่ผ่านมาคุณให้เขาเรียนอะไร คุณไม่ให้เขาเรียนอะไร ที่ผ่านมาเราต้อนรับคนเหล่านี้อย่างไร เราคิดว่าจะให้เขาไปประเทศที่สาม เราคิดว่าเขาจะต้องกลับบ้านสักวันหนึ่ง สิ่งที่เราทำคือไม่ให้เขาเรียนภาษาไทย ไม่ให้เขาเรียนเทคนิคใดๆ เลย กลัวแต่ว่าเขาจะเป็นภัยคุกคามต่อเราตลอดเวลา”
“ถ้าเรายอมรับว่าปัญหาในเมียนมายังไม่จบ สิ่งที่เราต้องคิดคือทางออกภายในประเทศ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านความช่วยเหลือให้กับประชาชนชาวเมียนมาที่หนีภัยเข้ามา แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องเปลี่ยนวิธีมองคนกลุ่มนี้ใหม่ หากพวกเขาหนีภัยเข้ามาอยู่ในสังคมไทย แต่เรากลับจำกัดให้เขาอยู่แค่บริเวณชายแดน พวกเขาก็จะกลายเป็นภาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำไมเราไม่ผนวกแรงงานกับผู้หนีภัยให้เป็นกลุ่มเดียวกัน เปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างถูกต้อง เราไม่สามารถกักคนไว้ชั่วคราว แล้วเมื่อสถานการณ์ยังไม่สงบก็ผลักเขากลับไปได้ เพราะทั้งไม่เป็นธรรม และเราเองก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอจะจัดการกับปัญหาแบบเดิมต่อไป”
“ผมพูดแบบคนที่อายุมากแล้ว และทำงานเรื่องเมียนมามานานแล้ว สังคมไทยกำลังจะเป็นสังคมแก่ สงวนตำแหน่งงานไว้ให้คนแก่ไม่ได้แล้ว เราต้องเปิดรับความคิดใหม่ๆ จากเพื่อนบ้านของเรา งานเหล่านี้มันเป็นงานที่สร้างสรรค์และควรได้รับการให้คุณค่ามากกว่านี้ ต้อนรับมันมากกว่านี้ โอบอุ้มมากกว่านี้ ไม่ว่าเราจะรักเมืองไทยมากแค่ไหน ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องกีดกัน พูดกันตรงไปตรงมาเราก็เป็นญาติกัน มากกว่าจะเป็นแค่เพื่อนบ้านกัน” สุภลักษณ์ สรุป
เบ่งบานท่ามกลางวิกฤต
ไม่ว่าสถานการณ์ในเมียนมาจะรุนแรงเพียงใด และต้องสังเวยชีวิต สิทธิ และเสรีภาพของประชาชนมากแค่ไหน แต่ผลงานศิลปะหลายรูปแบบ หลายแขนงที่จัดแสดงในนิทรรศการ “Blooming in Crisis and Uncomfortable Truth in Myanmar” บอกให้เรารู้ว่า ศิลปะสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่ว่าในภาวะทุกข์หรือสุข และยังเป็นบทบันทึกของห้วงสมัยตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ทำให้เราเห็นทั้งภาพความทุกข์ยาก ความรุนแรง การจากลา ความเจ็บปวด ความหลังครั้งเก่า และความหวัง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นความยืดหยุ่นและความไม่ยอมจำนนของผู้คนที่ทั้งอยู่ในเมียนมา และผู้ที่พลัดถิ่น นั่นหมายความว่า ท่ามกลางสัจจะอันแสลงใจ ความหวังยังคงส่องประกายอยู่เสมอ
“เมียนมายุคใหม่จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเมื่อปี 2564 อีกแล้ว เพราะเรามีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภาคประชาชนที่ใครก็หยุดไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหาร ประเทศจีน พวกเขาไม่สามารถทำลายสันติภาพ กดดัน หรือล้างสมองชาวเมียนมาได้อีกแล้ว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งพวกเขาจะไม่ยอมแพ้ เพราะฉะนั้น ความหวังจึงไม่ใช่การที่เรามองหาผลประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ แต่มันคือความเชื่อในสิ่งที่เรากำลังทำ เพราะฉะนั้น ฉันเชื่อในสิ่งที่ฉันทำมา 37 ปี และเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ก็เป็นอย่างนั้น และเราจะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ร่วมกันในที่สุด” ขิ่น โอมาร์ ทิ้งท้าย
ศิลปะที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐและยืนยันการมีอยู่ของผู้คน
ตลอด 5 ปีหลังการรัฐประหารในเมียนมา ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเป็นช่วง ๆ หากแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก ชีวิต ครอบครัว ความฝัน และความทรงจำของประชาชนต้องดำรงอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ความไม่มั่นคง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง นิทรรศการศิลปะครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่เล่าเรื่องของผู้คนที่ยังมีชีวิต ยังรู้สึก และยังไม่ยอมจำนนต่ออำนาจที่พยายามพรากทุกอย่างไปจากพวกเขา
จิณวราห์ ช่วยโชติ เจ้าหน้าที่รณรงค์สาธารณะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย อธิบายว่า นิทรรศการนี้ถ่ายทอดเรื่องราวตลอด 5 ปีของรัฐบาลรัฐประหารในเมียนมา ผ่านศิลปะที่บอกเล่าชีวิตของผู้คน ครอบครัว ความฝัน และความทรงจำ ท่ามกลางความโหดร้ายที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โดยชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีประชาชนอย่างน้อย 36 ล้านคนต้องพลัดถิ่นภายในประเทศ ขณะที่อีกหลายล้านคนกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากความรุนแรงของกองทัพ การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแพร่หลาย และภัยคุกคามจากการถูกบังคับส่งกลับประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกลับถูกจำกัดและไม่เพียงพอ
“ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เราเห็นความรุนแรงในเมียนมาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังสังหารพลเรือน การจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการ การพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม การทรมาน ไปจนถึงการกลับมาใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการลอยนวลพ้นผิดของกองทัพที่ดำรงอยู่มาหลายทศวรรษ” จิณวราห์ กล่าว
จิณวราห์อธิบายเพิ่มเติมว่า ความโหดร้ายเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขหรือการรายงานข่าว แต่ยังปรากฏอยู่ในบ้านเรือนที่ถูกทำลาย โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนที่ถูกโจมตี การใช้ความรุนแรงในพื้นที่ชุมชน และการปิดกั้นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานของการใช้อำนาจผ่านความรุนแรงเพื่อควบคุมประเทศเมียนมา

© Amnesty International Thailand
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตที่ดูเหมือนไม่มีทางออก การต่อสู้ของประชาชนเมียนมากลับไม่เคยหายไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการต่อต้านบนท้องถนน ไปสู่การแสดงออกผ่านศิลปะและวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ
“เรายังเห็นประชาชนลุกขึ้นสู้ผ่านการชุมนุม การเดินขบวน ดนตรี บทกวี การแสดง Performance งานเขียน และภาพวาด ศิลปะคือการยืนยันว่าผู้คนไม่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยังคงมีอยู่”
นิทรรศการนี้จึงไม่ใช่เพียงการบันทึกความโหดร้ายของรัฐบาลทหารเมียนมา แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้เห็น “ความ Blooming” ของคนธรรมดา การงอกงามที่เกิดขึ้นจากความสูญเสีย ความเศร้า และการอยู่ร่วมกัน พลังของความ Blooming นี้ไม่ได้เกิดจากปัจเจกเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการรวมกัน เบ่งบานไปพร้อมกัน และยังคงมีความหวัง แม้ต้องเผชิญกับความมืดมนเพียงใดก็ตาม
นิทรรศการ Blooming in Crisis and Uncomfortable Truth in Myanmar จะจัดแสดงที่ห้อง Exhibition Gallery ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ไปจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 จัดโดย เสมสิกขาลัย Asia Justice and Rights (AJAR) และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

