'เทศบาลตำบลน้ำก่ำ' ต้นแบบจ้างงาน CG ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง

กองบรรณาธิการ TCIJ 18 ก.พ. 2569 | อ่านแล้ว 190 ครั้ง


เลขาธิการ สปสช. ลงพื้นที่ “เทศบาลตำบลน้ำก่ำ” ติดตามความคืบหน้า “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากฯ” เผยเป็นพื้นที่ต้นแบบ ต่อยอดขยายจ้าง Care giver เป็น 33 คน ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่อย่างมีคุณภาพ พร้อมจัดเงินสมทบกองทุน LTC เพิ่มเพื่อดำเนินโครงการฯ ต่อเนื่อง ด้าน เลขาธิการ สปสช. ย้ำเดินหน้าจัดงบรองรับจ้าง Caregiver ต่อเนื่องแล้ว ต่อยอดโครงการฯ ทั่วประเทศ

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมคณะผู้บริหาร สปสช. เขต 8 อุดรธานี ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานการจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver : CG) ภายใต้ “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยกลไกท้องถิ่นดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงของรัฐบาล” ณ เทศบาลตำบลน้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม โดยมี นายภิศักดิ์สัน เสโนฤทธิ์ นายกเทศมนตรีตำบลน้ำก่ำ ผู้บริหารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ด้วย

การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อประเมินการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงในระดับพื้นที่ โดย Caregiver ที่เข้าร่วมโครงการเมื่อผ่านการอบรมและได้รับการจ้างงานดูแลผู้มีภาวะพึงพิงในชุมชน จะได้รับค่าตอบแทน 5,000 บาทต่อเดือน จากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.) ที่สมทบกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

น.ส.พิชชานันท์ ราชวัตร ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข เทศบาลตำบลน้ำก่ำ เปิดเผยว่า ตำบลน้ำก่ำมีประชากร 12,247 คน โดยมีผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 168 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.37 ก่อนดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงเป็นภารกิจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 20 คน ซึ่งผ่านการอบรมหลักสูตรดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง 70 ชั่วโมง ภายใต้การกำกับดูแลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั้ง 3 แห่งในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจัดอบรมเพิ่มเติมในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ส่งผลให้จำนวน Caregiver ในพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 33 คน ทำให้การดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงมีความครอบคลุมและเพียงพอยิ่งขึ้น

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นผู้ว่างงานในตำบล ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ตามเป้าหมายของโครงการ นอกจากเป็นการจ้างงานคนในชุมชนให้ดูแลญาติพี่น้องที่มีภาวะพึ่งพิงแล้ว ยังช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการเดือนละ 165,000 บาท สำหรับการจ้างงาน Caregiver ในพื้นที่ ทั้งนี้ เทศบาลพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เนื่องจากเห็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งด้านการดูแลสุขภาพประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันจำนวน Caregiver จะเพียงพอต่อการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่แล้ว แต่หากมีการขยายโครงการเพิ่มเติม ก็เห็นควรเพิ่มจำนวน Caregiver เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ปัจจุบันมีผู้ผ่านการอบรม Caregiver (CG) รวม 51 คน แต่ร้อยละ 40 ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของโครงการ รวมถึงสิทธิและสวัสดิการภายหลังโครงการสิ้นสุด ตลอดจนความไม่ชัดเจนว่าสามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ อสม. ได้หรือไม่

ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข เทศบาลตำบลน้ำก่ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตเทศบาลตำบลน้ำก่ำมีแผนสมทบงบประมาณร่วมกับ สปสช. ภายหลัง สปสช. เตรียมปรับหลักเกณฑ์กองทุนระยะยาวด้านการดูแลผู้สูงอายุ ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) จากเดิมจัดสรรงบ 10,442 บาทต่อคนต่อปี ปรับเป็นงบดูแลโดยตรง 6,000 บาท และกันงบอีก 4,442 บาทสำหรับการจ้าง Caregiver โดยเทศบาลจะสมทบงบเพิ่มเติมให้ครบ 5,000 บาทต่อเดือน เพื่อเป็นค่าจ้าง Caregiver และสร้างความยั่งยืนของการจ้างงานในระยะยาว

ด้าน ดร.ศิริลักษณ์ ใจช่วง รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม กล่าวว่า จังหวัดนครพนมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยตำบลน้ำก่ำถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย พัฒนาศักยภาพ Caregiver ผ่านหลักสูตรอบรม 70 และ 120 ชั่วโมง พร้อมทั้งร่วมลงพื้นที่กับ Caregiver ในระยะเริ่มต้นของโครงการ ปัจจุบันจังหวัดนครพนมมีผู้ผ่านการอบรม Caregiver แล้วกว่า 2,300 คน

ในส่วนของตำบลน้ำก่ำ ได้ประสานความร่วมมือกับ รพ.สต. ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ รพ.สต.น้ำก่ำ รพ.สต.บ้านทู้ และ รพ.สต.ทรายมูล ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงกำกับดูแลการทำงานผ่าน Care Manager (CM) โดยมีการจัดทำแผนการดูแลรายบุคคล (Care Plan) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงเป็นไปอย่างมีคุณภาพ

ดร.ศิริลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเปรียบเทียบกับตำบลอื่น ตำบลน้ำก่ำมีผู้ช่วยดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 33 คน ซึ่งถือว่ามีเพียงพอและสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ในพื้นที่อื่นของจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนมจะเร่งประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการอบรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะหลักสูตรระยะยาวกว่า 240 ชั่วโมง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดภาวะเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรัง และมุ่งสู่เป้าหมายเพิ่มจำนวน Caregiver ให้ได้ 206 คนทั่วทั้งจังหวัดนครพนม รองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์

ขณะที่ นางอรุณี เมตุลา Caregiver ใน ต.น้ำก่ำ เปิดเผยว่า เดิมเคยเป็น อสม. และผ่านการอบรมการดูแลผู้สูงอายุหลักสูตร 70 ชั่วโมง ก่อนลาออกไปประกอบอาชีพส่วนตัวเป็นเวลากว่า 6 – 7 ปี ต่อมาเมื่อเทศบาลเปิดรับสมัคร Caregiver ภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจกลับมาทำงานด้านการดูแลอีกครั้งด้วยความตั้งใจและใจรักในการดูแลผู้สูงอายุ โดยหนึ่งในผู้ป่วยที่ดูแล เดิมไม่สามารถเดินได้ แต่หลังได้รับการทำกายภาพบำบัดควบคู่กับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) จากระดับ 3 เพิ่มขึ้นเป็นระดับ 9 ซึ่งปัจจุบันสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น

นพ.จเด็จ กล่าวว่า การขับเคลื่อนการจ้างผู้ช่วยดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver) เริ่มต้นจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยตำบลน้ำก่ำถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ สามารถยกระดับผู้ป่วยติดเตียงให้กลับมาเป็นผู้ป่วยติดบ้านที่ช่วยเหลือตนเองได้ และสามารถเดินเหินภายในบ้านได้มากขึ้น ช่วยลดภาระของครอบครัว รวมถึงลดความแออัดในระบบบริการสุขภาพ ทั้งนี้ สปสช. ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการจ้าง Caregiver ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วประเทศ วงเงินรวม 1,150 ล้านบาท เพื่อรองรับการจ้างงานประมาณ 18,000 คน ปัจจุบันมี Caregiver ปฏิบัติงานแล้วกว่า 9,600 คนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สปสช. จะเร่งสื่อสารสร้างความมั่นใจให้กับพื้นที่ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีความสนใจเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากบางพื้นที่ยังมีความกังวลเรื่องความต่อเนื่องของงบประมาณ ซึ่ง สปสช. ยืนยันว่าได้เตรียมงบประมาณสำหรับการจ้างงานอย่างต่อเนื่องไว้แล้ว พร้อมทั้งจะขยายการอบรม Caregiver เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลักสูตรพื้นฐาน 70 ชั่วโมง เพื่อรองรับความต้องการในพื้นที่ที่ยังมีบุคลากรไม่เพียงพอ

“โครงการดังกล่าว สปสช. จะเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยมีแนวทางยกระดับหลักสูตรอบรมจากเดิม 70 ชั่วโมง สู่หลักสูตรขั้นสูง เช่น 80 ชั่วโมง และ 420 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มทักษะวิชาชีพ เปิดโอกาสให้ Caregiver มีรายได้ที่มั่นคง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ จะมีการถอดบทเรียนความสำเร็จของตำบลน้ำก่ำเป็นต้นแบบ เพื่อเผยแพร่และขยายผลให้พื้นที่อื่นสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง

นอกจากนี้ สปสช. ยังมีแผนพัฒนา Caregiver ในกลุ่มที่มีงานประจำ แต่สามารถเข้ามาดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงได้ในบางช่วงเวลา ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และภูมิประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มจำนวน Caregiver ให้ครอบคลุมการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: