
วิกฤตคนไทยกินโซเดียมเกินเกณฑ์เกือบ 2 เท่า สวรส. ชงข้อเสนอเข้าอนุฯ นโยบายระดับชาติ คุมเข้มอาหาร-กำหนดเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม-ภาษีความเค็ม พร้อมชูโมเดลโภชนาการ เน้นอาหารจากพืช-โซเดียมต่ำ ฟื้นฟูผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
การติดรสชาติ ‘เค็ม’ จนกลายเป็นความชอบที่รู้สึกว่า ‘นัว’ หรือ ‘แซ่บ’ ของคนไทยกำลังนำไปสู่สถานการณ์ทางสุขภาพที่น่าเป็นห่วง เพราะการบริโภคเกลือและโซเดียมในปริมาณมากเกินไปถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของการป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตวายเรื้อรัง ฯลฯ โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขพบว่า คนไทยมีการบริโภคเกลือและโซเดียมสูงเกือบ 2 เท่า ของปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ อีกทั้งมีมากกว่า 22 ล้านคนที่ป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียม1 ซึ่งในระยะยาวหากผู้ป่วยในโรค NCDs เหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่คุณภาพชีวิตที่จะสูญเสียไปจากการเจ็บป่วย แต่ยังหมายถึงภาระทางงบประมาณของรัฐในการดูแลรักษา เช่น ในปี 2564 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทน 5.6 หมื่นคน ขณะที่ในปี 2568 สปสช. มีการใช้งบประมาณถึง 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตกว่า 9 หมื่นคน อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า ถ้าหากประเทศไทยยังแก้ไขเรื่องนี้ได้ไม่ดี จะส่งผลให้มีผู้ป่วยที่รับฟอกไตเพิ่มขึ้นอีก 4-5 เท่าในเวลา 10 ปี 2
ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในฐานะคลังสมองด้านสุขภาพของประเทศได้มีการสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ด้วยหลักวิชาการเพื่อการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด โดยล่าสุดมีการสนับสนุนทุนวิจัยใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1) การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ประเด็นการเก็บโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชม. 2) การสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต และ 3) การจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่างๆ ของประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนางานวิจัยและองค์ความรู้ และการนำสู่ปฏิบัติ ตามแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนเชิงนโยบายลดการบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ปีงบประมาณ 2569 ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการบริโภคโซเดียมในคนไทยลดลง 30% หรือไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน (เกลือ 1 ช้อนชา)
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา สวรส. ได้มีการรายงานความก้าวหน้าผลการศึกษาจากโครงการวิจัยดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ครั้งที่ 1/2569 ด้วย โดยมี ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. เป็นผู้นำเสนอ
สำหรับโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (2567-2568) ประเด็นการเก็บโซเดียมในปัสสาวะ 24 ชม. เป็นการฉายภาพให้เห็นสถานการณ์การบริโภคโซเดียมของคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการออกแบบนโยบายการแก้ไขปัญหาโรค NCDs ที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน โดย ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีการบริโภคโซเดียมอยู่ที่ 3,650 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งยังคงสูงกว่าที่ WHO แนะนำค่อนข้างมาก (2,000 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน) แต่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยขององค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) ที่อยู่ที่ 3,907 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน ขณะเดียวกัน แนวโน้มความชุกของโรค NCDs ที่เป็นปัญหาสำคัญในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูง โดยโรคเบาหวานจากปี 2547 อยู่ที่ 6.6% เพิ่มขึ้นเป็น 10.6% ในปี 2568 ภาวะคอเลสเตอรอลสูง จากปี 2547 อยู่ที่ 15.5% เพิ่มเป็น 19.8% ในปี 2568 โรคอ้วน จากปี 2547 อยู่ที่ 28.6% เพิ่มเป็น 45% ในปี 2568 และโรคความดันโลหิตสูง จากปี 2547 อยู่ที่ 22% เพิ่มขึ้นเป็น 29.5% ในปี 2568 ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงหากเทียบกับผลสำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังพบว่าคนไทยเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคน
“ข้อมูล 2 ส่วนสัมพันธ์กันคือ คนไทยมีการบริโภคเกลือเยอะขึ้น และแนวโน้มความชุกของผู้ป่วยโรค NCDs โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงก็เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสนับสนุนให้เกิดการกำหนดนโยบายที่ส่งผลให้มีการบริโภคเกลือลดลง เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยให้น้อยลง” ผศ.ดร.จรวยพร ระบุ
จากนั้นเมื่อมีข้อมูลด้านสถานการณ์แล้ว ต่อมาต้องผลักดันไปสู่การทำให้เกิดเกณฑ์มาตรฐานของการบริโภคโซเดียม (sodium benchmark) จึงนำมาสู่โครงการที่ 2 โครงการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียมสำหรับอาหารประเภทต่างๆ ของประเทศไทย โดย ผศ.ดร.จรวยพร อธิบายต่อว่า จากผลการศึกษาพบว่า ประเภทอาหารที่คนไทยได้รับโซเดียมสะสมต่อวันมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ฯลฯ โดยสูงถึง 971 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน รองลงมาเป็น อาหารพร้อมทาน เช่น อาหารกระป๋อง อยู่ที่ 506 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน และสุดท้ายคือ เครื่องปรุงรส อยู่ที่ 215 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนแนวทางการกำหนด sodium benchmark รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายกำลังอยู่ในระหว่างการรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
“WHO SEARO มีการทำ sodium benchmark หรือการจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มอาหารที่ควรปรับลดปริมาณโซเดียม เช่น เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากปลา ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง ฯลฯ ซึ่งมีหลายประเทศใช้แนวทางนี้เช่นกัน เช่น อาร์เจนตินา โคลัมเบีย แต่ปัญหาคือ ประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์ sodium benchmark สวรส. จึงได้ศึกษาวิจัยเพื่อหาเกณฑ์การบริโภคโซเดียมที่เหมาะสมในอาหารแต่ละกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ คือการทำให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียมได้ในอนาคต” รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวเสริม
สุดท้าย โครงการสังเคราะห์นโยบายเรื่องการบริโภคอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ผศ.ดร.จรวยพร บอกว่า การศึกษานี้พบว่าการบริโภคอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต มีความปลอดภัย และมีแนวโน้มในการช่วยควบคุมความดัน ซึ่งนำไปสู่การลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยลดไขมันในเลือดและมวลไขมัน โดยไม่กระทบมวลกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยลดน้ำหนัก อีกทั้งยังส่งเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนไม่พบผลเสียต่อการทำงานของไตหรือคุณภาพชีวิต
ดังนั้นงานวิจัยจึงมีข้อเสนอทั้งในระดับพื้นที่และเชิงนโยบาย โดยในระดับพื้นที่ ควรมีการบูรณาการคำแนะนำอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำในคลินิกปลูกถ่ายไต/ผู้ป่วยไตเรื้อรัง/ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ส่งเสริมให้มีการดูแลแบบสหวิชาชีพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแลอาหารของผู้ป่วย ด้านข้อเสนอเชิงนโยบาย ได้แก่ 1) บรรจุอาหารที่เน้นพืชและโซเดียมต่ำให้เป็นอาหารทางเลือกในเวชปฏิบัติของการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยไตเรื้อรัง ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 2) ใช้เป็นมาตรการลดความเสี่ยงของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด และ 3) พัฒนาแนวทางโภชนาการสำหรับผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า โครงการวิจัยทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ทางวิชาการที่สำคัญในการสนับสนุนให้คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์บริโภคเกลือและโซเดียมฯ ดำเนินการต่อตามบทบาทของยุทธศาสตร์ เช่น ออกระเบียบเพื่อผลักดันการใช้ sodium benchmark การผลักดันให้เกิดสูตรอาหารที่ใช้โซเดียมตามมาตรฐานโดยที่รสชาติของอาหารยังมีความถูกปากผู้บริโภค และเหมาะกับผู้บริโภคทุกกลุ่ม หรือการจัดเก็บภาษีความเค็ม การทำแนวทางเวชปฏิบัติโดยบรรจุอาหารที่เน้นจำพวกพืชและโซเดียมต่ำให้เป็นอาหารทางเลือก เพื่อใช้เป็นมาตรการในการลดการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และควบคู่กับการพัฒนาต่อเป็นการวางแผนโภชนาการในกลุ่มผู้ป่วยปลูกถ่ายไต
“นอกจากนี้ สวรส. ยังมีการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาโรค NCDs โดยกำหนดเรื่องนี้เป็นกรอบการวิจัยหลักของการสนับสนุนทุนวิจัยในปีงบประมาณ 2569 รวมถึงปี 2570 ด้วย ซึ่งภายใต้โจทย์วิจัยจำนวนมาก จะมีการจัดลำดับความสำคัญในจุดที่เป็น pain point สำคัญ หรือมีขนาดของปัญหาจำนวนมาก มาดำเนินการศึกษาวิจัยก่อน” รองผู้อำนวยการ สรวส. กล่าวในตอนท้าย
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

