การปิดด่านชายแดน–กระแสชาตินิยม ทำแรงงานกัมพูชาหายไปจากไร่อ้อยสระแก้ว ขณะที่ผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยงถูกดันเข้ามาเป็นแรงงานทดแทน ท่ามกลางรายได้ไม่แน่นอน ขั้นตอนยุ่งยาก และการคุ้มครองสิทธิที่เปราะบาง ฤดูอ้อยปีนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาผลผลิตล่าช้า แต่คือภาพซ้อนของความมั่นคงรัฐกับชีวิตแรงงานชายขอบที่ต้องเลือกระหว่างความยากจนกับความเสี่ยง
อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ไร่อ้อยชายแดนบูรพานับแสนไร่ เป็นพื้นที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่างนโยบายความมั่นคงกับสิทธิแรงงานข้ามชาติ
ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอ้อยที่ยังมืดมน การกระตุ้นกระแสชาตินิยม และนโยบายปิดด่านชายแดนส่งผลให้แรงงานกัมพูชาไม่สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ
ส่วนแรงงานทดแทนผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยง ถูกผลักดันให้มาแบกรับความเสี่ยง ทั้งที่ยังไร้ทักษะ ต้องเผชิญความไม่แน่นอนของสถานะทางกฎหมาย รายได้ และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน
อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว – กลางแดดยามบ่ายในกลางเดือนมกราคม ท่ามกลางไร่อ้อยทอดไกลสุดระยะสายตา คนงาน 6 คนกำลังง่วนอยู่กับการตัดถางต้นอ้อย ให้ค่อยๆ แหว่งลึกเข้าไป
"ถ้าไม่ออกมาลูกเมียก็ลำบาก ข้างในหากินยากขึ้น ตอนแรกมาก็ทำไม่เป็น เขาก็สอนอย่างนั้นอย่างนี้" อุย นาย หนึ่งในคนงานพักเว้นจากงานมาให้สัมภาษณ์ ถึงการเดินทางไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร จากจังหวัดแม่ฮ่องสอนชายแดนพม่า มาทำงานยังจังหวัดสระแก้วชายแดนกัมพูชา
อุย นาย เป็นผู้ลี้ภัยเชื้อสายกะเหรี่ยง อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงแม่ลามาหลวง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความเป็นอยู่ที่ศูนย์ยากลำบากขึ้น หลังถูกตัดเงินช่วยเหลือ จากหน่วยงานพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) จึงผลักดันผู้อพยพในศูนย์ ยอมเดินทางไปทำงานที่ไร่อ้อยไกลอีกฝั่งชายแดนตามนโยบายจัดหาแรงงานทดแทนแรงงานกัมพูชาของรัฐบาลไทย
เขายอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ทุกอย่างล้วนต่างไปหมด ต้องปรับตัวกับหลายอย่าง ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ ภาษาวัฒนธรรม และงานที่ไม่เคยทำ
ไม่ต่างกับร้อน ฝน หนาว จังหวัดสระแก้วมีเพิ่มอีกหนึ่งคือ "ฤดูอ้อย" ตั้งแต่ธันวาคมไปจบเอาที่เดือนมีนาคมอีกศก วนมาแบบนี้ทุกปี ลำอ้อยยืนต้นรอคมมีด โรงงานน้ำตาลกลับมาเปิดหีบเดินเครื่อง รถบรรทุกวิ่งไปทั่ว
ฤดูอ้อยปีนี้แม้จะล่วงมาถึงกลางเดือนมกราคมแล้ว แต่มองด้วยตาเปล่า อ้อยส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังยืนต้นเด่นลู่ลม มีบางส่วนเป็นหย่อมๆเท่านั้นที่ถูกตัดไปแล้ว
หากมองตัวเลข วันที่ 13 มกราคม 2569 โรงน้ำตาลและอ้อยตะวันออก ที่ตั้งอยู่ในสระแก้ว มีปริมาณอ้อยเข้าหีบไปแล้วเพียง 428,675 ตัน เทียบกับปีก่อนในวันเดียวกันนี้ ตัวเลขอยู่ที่ 806,533 ตัน ทำให้เห็นว่าปีนี้ไร่เก็บเกี่ยวช้ากว่าที่ควรจะเป็น
เพราะปีนี้สิ่งที่ไม่มาตามฤดูกาลไม่ใช่ฝน แต่เป็นแรงงานชาวกัมพูชา ที่ไม่สามารถเดินทางข้ามมาทำงานในไร่อ้อยได้ หลังจากด่านชายแดนถูกปิด จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่ปะทุขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปีก่อน แม้รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการเปิดให้ผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงออกมาทำงาน หวังช่วยทดแทนแรงงานชาวกัมพูชา แต่ข้อเท็จจริงแล้วตัวเลขคนงานผู้ลี้ภัย ยังมาไม่ถึงหนึ่งในสิบจากที่ตั้งเป้าไว้
ซ้ำร้ายความหวังของชาวไร่อ้อยที่จะตัดให้เสร็จทันกำหนดก็ริบหรี่ลงไปอีก เมื่อคนงานกัมพูชาส่วนที่ยังคงอยู่ อาจจะต้องกลับประเทศไป เพราะช่วงเวลาผ่อนผันขยายให้อยู่ต่อได้นั้นใกล้จะหมดลงในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่ยังคุกรุ่น รัฐบาลชุดปัจจุบันยังไม่มีท่าทีจะมีคำสั่งขยายมาตรการผ่อนผันออกไป โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง
นี่คือแรงผลักให้แรงงานกัมพูชาต้องเลือกระหว่างการกลับประเทศ ไปเผชิญกับความยากจน กับเลือกอยู่แบบผิดกฎหมาย ส่วนฝั่งนายจ้างที่หากยอมให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ อ้อยก็ตัดเสร็จไม่ทัน จึงไม่แปลกที่การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายพุ่งสูงขึ้น
นับตั้งแต่การเปิด-ปิดด่าน อยู่ในอำนาจเบ็ดเสร็จของกองทัพ ความมั่นคงจึงถูกให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่น ทั้งเศรษฐกิจ สิทธิแรงงาน ที่สัมพันธ์กับปากท้อง ของผู้คน
ชาวไร่อ้อยกับความหวังว่าคนงานผู้ลี้ภัยจะช่วยผ่านฤดูอ้อยโดยไม่เป็นหนี้
อาคารสำนักงานสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา หัวกระไดไม่เคยแห้ง ตลอดทั้งวันที่ไม่ว่างเว้นจากการมาของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ที่วนเวียนมาถามด้วยน้ำเสียงกังวลว่า "คนงานมาหรือยัง"
นิช อัสสาภัย หนึ่งในเกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยในอำเภอคลองหาด เล่าว่า ปกติในช่วงฤดูอ้อยทุกปี จะมีคนงานตัดอ้อยในไร่ของเธอประมาณ 50 คน แต่ปีนี้คนงานชาวกัมพูชาที่ข้ามแดนมาทำงานตามฤดูกาลไม่สามารถเข้ามาได้เพราะการปิดด่าน ส่วนคนงานที่อยู่ประจำ 7 คน หลังจากได้ข่าวว่าทางการกัมพูชาจะตัดสัญชาติและยึดที่ดิน ก็เดินทางกลับไปทั้งหมด เธอจึงได้ลงทะเบียนกับสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพาเพื่อขอรับแรงงานผู้ลี้ภัย ขณะที่เหลือเวลาเพียง 1-2 เดือน ก่อนโรงงานจะปิดรับอ้อยในราวปลายเดือนมีนาคม
"ตัดเป็นบ้างไม่เป็นบ้างก็ต้องยอม เพราะเราต้องการคนมาตัดให้ทันเวลา" นิชบอกเล่าความรู้สึกกดดันให้ฟัง
"เรากังวลมากๆ รอลุ้นว่าจะได้คนงานหรือไม่ ถ้าตัดไม่ทันจะเสียหลายแสน น่าจะเป็นหนี้ไปอีกนาน" นิช กล่าว ปัจจุบันไร่อ้อยขนาด 800 ไร่ของเธอ ยังแทบไม่ได้เก็บเกี่ยวเลย ความกังวลของนิชจึงไม่ต่างจากเกษตรกรชาวไร่อ้อยคนอื่นๆ ที่หวังว่าคนงานผู้ลี้ภัย จะพอช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนแรงงานรุนแรงไปได้ ให้พอไม่ติดหนี้ติดสิน เมื่อฤดูอ้อยหนนี้สิ้นสุด
เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ได้อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยสงครามที่อยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ทั้ง 9 แห่งตามแนวชายแดนไทย-พม่า จำนวนกว่า 70,000 คน สามารถออกมาทำงานภายในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย เพื่อทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประมาณ 7-9 แสนคน และในจังหวัดสระแก้วมีการประเมินว่ามีแรงงานเดินทางกลับไปราว 20,000 คน
แต่ข้อมูลจากสมาคมเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ยังมีคนงานผู้ลี้ภัยเดินทางมาทำงานไร่อ้อยแค่ 160 คนเท่านั้น จากความต้องการขั้นต่ำซึ่งอยู่ที่ 5 พันคน
แรงงานผู้ลี้ภัยกับการปรับตัวที่ไม่ใช่เรื่องง่าย
ยามเย็นกำลังคืบคลานมา ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ค่อยๆ ตกจมลงไปในทะเลไร่อ้อย
ชั๊บ ชั๊บ!! เสียงเคียวตัดอ้อยยังดังต่อเนื่องแต่ไม่เป็นจังหวะ "อยากกลับมาอยู่นะ ถ้าครั้งนี้ทำได้ดี มาแล้วโอเคก็อยากกลับมา อยากพาลูกมาด้วย ที่ค่ายไม่รู้จะเป็นยังไง" อุย นาย กล่าว และยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะปรับจังหวะชีวิต และการทำงานให้เข้ากับอุตสาหกรรมไร่อ้อยที่นี่
เขาคำนวณให้ฟังว่า ตอนนี้เข้าสู่วันที่ 4 เขาตัดอ้อยได้ 70 มัดต่อวัน ปกติการจ้างงานในไร่อ้อยจะจ่ายตามจำนวนมัด อยู่ที่ราวราคา 2-3 บาทต่อมัด ยังห่างกับมาตรฐานคนงานกัมพูชา ที่ชำนาญกว่าสามารถตัดได้ราว 200-300 มัดต่อวัน
ทางสมาคมจึงมีแนวทางขอให้นายจ้าง จ่ายค่าแรงขั้นต่ำรายวันให้กับแรงงานผู้ลี้ภัยก่อน ในช่วงแรกที่ยังตัดได้จำนวนมัดน้อย เพื่อให้มีเงินยังชีพได้
อุย นาย อยากจะตัดอ้อยให้ได้มากขึ้น เพื่อจะเก็บเงินกลับไปให้มากที่สุด เป็นต้นทุนในการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้กับครอบครัว เนื่องจากทั้งสถานการณ์สู้รบในพม่ายังไม่มีทีท่าจะสงบ และความเป็นอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตัดเงินช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่ให้กับศูนย์ผู้อพยพในไทย
เป็นแรงผลักดันให้เขากับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ต้องยอมมาต่อสู้ฟาดฟันกับลำอ้อยที่มีใบคมกริบ ในถิ่นแปลกหน้าห่างไกลบ้านเกิดขนาดนี้
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปได้ดีเหมือนกับอุย นาย หลายคนมองว่าไร่อ้อยไม่ใช่คำตอบ เลยเลือกจะเดินทางกลับ
"คนงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เขาอยู่แต่ในศูนย์หรือไม่ก็ออกแค่หมู่บ้านรอบๆ เขาไม่รู้ภาษาไทย และวัฒนธรรมเลย ฝั่งไร่อ้อยก็ไม่รู้จะคุยติดต่อยังไง ถือว่าใหม่ทั้งสองฝ่ายทั้งนายจ้างและแรงงาน" ชาญชัย สมาชัย กล่าว ซึ่งความเข้าใจนี้ มาจากการมีเชื้อสายกะเหรี่ยงในตัว เป็นเจ้าของไร่อ้อยในจังหวัดสระแก้ว จึงช่วยเป็นล่ามให้กับสมาคม และติดต่อประสานนำคนงานผู้ลี้ภัยให้เดินทางมาทำงาน
ปัญหาอีกส่วนมาจากขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยาก ทั้งเอกสารจำนวนมากที่แรงงานต้องทำ ค่าใช้จ่ายที่สูง บวกกับระยะทางที่ไกลจากชายแดนหนึ่งไปยังอีกชายแดนหนึ่ง ทำให้การติดต่อประสานงานดำเนินไปอย่างล่าช้า
อีกด้านคือชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้ ทำให้ยากต่อการสื่อสาร และต่างจากแรงงานข้ามชาติสัญชาติอื่นอย่าง ลาว กัมพูชา พม่า ที่มีเครือข่ายทางสังคมอยู่แล้ว ทำให้หลายคนปรับตัวไม่ได้มีภาวะคิดถึงบ้าน รวมถึงมีความไม่เข้าใจกับนายจ้างจนกลายเป็นความขัดแย้ง ที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญ
เสียงบ่นในโลกออนไลน์ ความเข้าใจและการเคารพสิทธิแรงงานจึงสำคัญ
หลังแรงงานผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงถูกส่งมาทำงานไร่อ้อยระยะหนึ่ง มีบางคน เขียนเล่าเรื่องราวปัญหาของตัวเอง จากการทำงานในไร่อ้อยลงในโซเชียลมีเดีย บางส่วนสะท้อนเรื่องที่ถูกนายจ้างบางคนเอาเปรียบ
"ผู้จ้างเองไม่เข้าใจลักษณะเฉพาะของผู้ลี้ภัย บางทีปฏิบัติกับเขาเหมือนกับแรงงานกัมพูชาที่ชำนาญแล้ว ไม่ทำความเข้าใจกันก่อน ทุกฝ่ายต่างเร่งรีบหมด นายจ้างต้องการคนงานด่วนเพื่อตัดอ้อยให้เสร็จ ผู้ลี้ภัยต้องรีบหางานเพราะศูนย์ถูกตัดเงินช่วยเหลือ" อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ หรือ Migrant Working Group (MWG) สรุปปัญหาความขัดแย้งให้ฟัง
ด้วยระบบการจ้างงานในไร่อ้อยแตกต่างจากงานประเภทอื่น ผู้ลี้ภัยไม่เข้าใจบริบทการจ้างงาน ส่วนฝั่งนายจ้างเองไม่ได้พูดคุยตกลงทำความเข้าใจ ใช้ความเคยชินกับคนกัมพูชาที่เข้าใจอยู่แล้ว และด้วยระยะทางไกลทำให้ยากต่อการสื่อสารข้อตกลงก่อนทำงาน
อดิศรยังระบุอีกว่า ปัจจุบัน 5 เดือนหลังมีมติ ครม. มีแรงงานผู้ลี้ภัยออกไปทำงานข้างนอกเพียงแค่ราว 1,500 คน จากคนวัยทำงานในศูนย์ผู้ลี้ภัยราว 40,000 คน เสียงบ่นของคนงานในโซเชียลมีเดียยิ่งส่งผลทำให้มีหลายคนไม่กล้าออกไปทำงานข้างนอก
"ถ้ารัฐบาลอยากให้กลุ่มผู้ลี้ภัยออกมาทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานฉับพลัน ต้องมีการเตรียมความพร้อมมากกว่านี้ ตอนนี้เหมือนเป็นการโยนภาระให้กับผู้ลี้ภัยกับนายจ้าง โดยที่รัฐลอยตัว" อดิศร กล่าว
ปัจจุบันทาง MWG กำลังช่วยจัดอบรมเตรียมความพร้อมให้กับผู้ลี้ภัยที่จะออกไปทำงานนอกศูนย์ ให้ความรู้ทั้งด้านขั้นตอนปฏิบัติ กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง และทักษะการใช้ชีวิตข้างนอก
"ถ้าเขามาทำแล้วรายได้ดี เขาก็โทรไปบอกทางบ้านให้ตามกันมา แต่ถ้าไปเจอนายจ้างเอาเปรียบสักคน เขาก็ไปบอกทางบ้านไม่ให้มา ทุกวันนี้มีมือถือมันถึงกันหมด บางคนไปเอาเปรียบเขา ทำให้เราก็เสียกันหมด ไม่มีแรงงาน" มนตรี คำพล นายกสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา กล่าว
มนตรียอมรับว่ามีกรณีที่นายจ้างบางรายเอารัดเอาเปรียบคนงานผู้ลี้ภัยจริง อย่างในไร่อ้อยแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี นายจ้างขายอาหารเครื่องใช้ให้คนงานในราคาแพง เช่นไข่ไก่ฟองละ 8 บาท ไก่ตัวละ 300 บาท เป็นต้น คนงานจึงนำเรื่องเหล่านี้กลับไปสื่อสาร จนเกิดประเด็นในหมู่ผู้ลี้ภัย ซึ่งทางสมาคมได้ลงไปพูดคุยกับนายจ้าง ไม่ให้ปฏิบัติเช่นนี้อีก โดยจะเฝ้าติดตามหากเกิดปัญหาขึ้นอีก จะนำเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปจัดการ และจะย้ายแรงงานออกจากพื้นที่ทันที
แม้การเอาเปรียบแบบนี้ ยังมีน้อยมากๆ แต่ข่าวกระจายไปรวดเร็ว ทำให้งานไร่อ้อยติดอันดับงานที่ผู้ลี้ภัยไม่อยากออกมาทำ มนตรีถึงกับต้องขึ้นเหนือตระเวนไปยังค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่งด้วยตัวเอง เพื่อไปยืนยันกับผู้ลี้ภัยให้มั่นใจว่าจะได้รับการดูแลอย่างดี หากถูกเอารัดเอาเปรียบสามารถแจ้งเข้ามายังสมาคมได้โดยตรง
"เราจะมีการอบรมนายจ้างก่อน เพราะแรงงานผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่คนงานกัมพูชาที่เราใช้มา 30 ปี รายได้เขายิ่งน้อยอยู่แล้ว จะทำยังไงให้เขาอยู่ได้ด้วย ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้อะไร แล้วจะเอาเปรียบเขา" มนตรีกล่าว
นายกสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพายังบอกว่า จากนี้จะมีการจัดอบรมให้กับนายจ้าง เพื่อมีแนวทางปฏิบัติที่เข้าใจร่วมกัน เพื่อให้แรงงานผู้ลี้ภัยจะได้รับรูปแบบการจ้างงานที่แน่นอน
หลังจากเคลียร์ใจกับทุกฝ่าย มนตรีหวังว่าแรงงานผู้ลี้ภัยจะต่อคิวไหลหลั่งกันมา ตั้งเป้าว่าอยากให้มีคนงานผู้ลี้ภัย 5,000 คน กับคนงานกัมพูชาที่ยังไม่เดินทางกลับประเทศอีก 3,000 คน น่าจะพอเก็บเกี่ยวไร่อ้อยในจังหวัดสระแก้วได้เสร็จทันเวลา
แต่ปัญหาต่อมาคือกลุ่มคนงานกัมพูชาที่เหลืออยู่ จะหมดระยะผ่อนผันอนุญาตให้อยู่ในประเทศในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทางรัฐบาลชุดปัจจุบันยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะขยายการอนุญาตออกไปหรือไม่ โดยให้เหตุผลว่ามีกังวลด้านความมั่นคง
ชีวิตบนความไม่แน่นอนของคนงานกัมพูชา
หลังเกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ มีกระแสข่าวการไล่ล่าทำร้ายแรงงานกัมพูชา จนผู้นำกัมพูชาเรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศ และหากไม่เดินทางกลับ จะถูกถอนสัญชาติ ยึดที่ดิน กลายเป็นข่าวที่กระหน่ำซ้ำหัวใจแรงงานไร่อ้อยชาวกัมพูชา
"ที่ดินซื้อได้แค่ 2 งาน อยากได้ก็เอาไป ถ้าจริงอย่างที่เขาว่าค่อยว่ากัน ”เอล (นามสมมติ) คนงานชาวกัมพูชาอายุ 40 ปี ในอำเภอคลองหาดกล่าว แต่เธอก็ยังบอกว่า
“แต่มันไม่จริง น่าจะเป็นข่าวหลอกมากกว่า เราอยู่นี่ตั้งแต่เด็ก ไปอยู่โน้นไม่เป็นแล้ว"
เอลเล่าว่าเธอตามพ่อแม่เข้ามาอยู่ในไทยเกือบ 20 ปีแล้ว เป็นคนงานที่อยู่ในไทยตลอดทั้งปี หลังหมดฤดูอ้อยเธอก็จะทำงานอย่างอื่น ทั้งปลูกสับปะรด เก็บปาล์มน้ำมัน
เช่นเดียวกับแรงงานกัมพูชาตามแนวชายแดนอื่นๆ เอล ใช้เอกสารผ่านแดนชั่วคราว(Border Pass) ตามมาตรา 64 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ที่ให้แรงงานประเทศเพื่อนบ้านข้าม แดนเข้ามาทำงานในประเทศไทย เป็นแรงงานตามฤดูกาล
เอลต้องข้ามพรมแดนเพื่อกลับไปต่ออายุทุกเดือน เมื่อด่านปิดการข้ามด่านจึงกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายขึ้นมา เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ภายใต้รัฐบาลชุดก่อนหน้าที่นำโดยพรรคเพื่อไทย มีคำสั่งการผ่อนผันไม่ต้องไปต่อใบอนุญาตเป็นเวลา 6 เดือน ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณของการเปิดด่าน และในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นี้จะถึงกำหนดหมดสิ้นระยะเวลาผ่อนผัน ส่วนท่าทีของรัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนใดๆ
"ใจจริงก็ไม่อยากกลับ แต่จะให้ทำยังไงได้ อยู่ที่โน่น หากินลำบาก อยู่นี่เราชินกับงานแล้ว ก็อยากให้ด่านกลับมาเปิด ให้กลับไปต่อบัตรได้ พวกเราก็แค่ตื่นเช้าไปทำงาน เย็นก็กินข้าวนอนไม่ได้ไปทำอะไรใคร" เอล กล่าว และย้ำว่า เธอเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสองชาติ แต่ไม่คิดว่าคนอย่างเธอจะเป็นพิษเป็นภัยอะไร
ตัวเลขจากกรมการจัดหางาน ล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2568 ไทยมีแรงงาน ชาวกัมพูชาไป-กลับมาตรา 64 เหลืออยู่เพียง 6,072 คน เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้านั้นมีอยู่ถึง 32,453 คน
"ถ้าคนงานพวกนี้ต้องกลับไปอีก มันเหมือนตัดมือตัดตีนเราเลยละ เพราะไม่มีแรงงานไง มีแต่คนแก่อยู่ที่บ้าน หนุ่มสาวไปทำงานโรงงานหมด" นายจ้างของเอล กล่าว
จะเป็นไปได้แค่ไหน ที่การบริหารแรงงานกับความมั่นคงจะเดินไปพร้อมกัน
ที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ให้อำนาจดูแลการเปิดปิดด่านไทย-กัมพูชาให้กับทางกองทัพ จึงไม่แปลกที่มาตรการเปิดปิดด่าน จะถูกคำนึงจากมิติด้านความมั่นคงเป็นหลักมากกว่าด้านเศรษฐกิจ สิทธิแรงงาน และความมั่นคงของมนุษย์
แรงงานกัมพูชาตามแนวชายแดนถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงนี้ด้วย นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล เคยยืนยันแนวคิดนี้ บอกเหตุผลที่ยังไม่ขยายอนุญาตผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา เนื่องจากเกรงว่าอาจมีผลกระทบด้านความมั่นคง
"ทหารคิดเยอะ ว่าเขา(คนงานกัมพูชา)จะมาเป็นสาย มาชี้พิกัด ก็เป็นมุมมองของเขา จะไปจับคนที่ลักลอบเข้ามาก็ได้ แต่คนที่อยู่เดิมมันไม่มีอะไร เขาอยู่มานาน 20-30 ปีแล้ว กลุ่มนี้มาหากินเลี้ยงครอบครัว ไม่เป็นปัญหาหรอก" มนตรี กล่าว
มนตรีบอกว่า เขาอยากเห็นการเริ่มใช้การเมืองนำ เปิดการบริหารแรงงานร่วมกันระหว่างสองประเทศ ดีกว่าจะผลักให้คนที่อยู่กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายอย่างที่เป็นอยู่
ซึ่งนอกจากแรงงานที่อยู่ในไทยกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ยังมีการลักลอบนำเข้าแรงงานกัมพูชาที่เคยกลับประเทศให้กลับเข้าไทยตามช่องทางธรรมชาติ แรงงานกลุ่มนี้อาจถูกเอาเปรียบค่าแรงจากนายจ้าง รวมถึงสวัสดิภาพอื่นๆ เพราะพวกเขาไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด เพราะเสี่ยงถูกจับส่งกลับประเทศ
รายงานของ Human Rights Watch เปิดเผยว่ารัฐบาลกัมพูชาล้มเหลวในการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติหลายแสนคนที่เดินทางกลับจากไทย คำสัญญาว่าจะจัดหางานให้ แต่ มีตัวเลขตำแหน่งงานรองรับเพียงแค่ 190,000 ตำแหน่งเท่านั้น
ทำให้มีข่าว ชาวกัมพูชาลักลอบเดินทางผิดกฎหมายกลับเข้าประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะทนต่อความว่างงานในฝั่งกัมพูชาไม่ไหว โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพราะชาวไร่อ้อยเร่งหาแรงงานตัดอ้อยให้ทันตามกำหนด
"คนงานที่กลับไป ก็โทรมาว่าอยากจะกลับมาอย่างเดียว แต่เราบอกว่ามันยังผิดกฎหมายสมาคมรับรองไม่ได้ ผมได้ข่าวว่ามีลักลอบเข้ามาเยอะเหมือนกัน ต้องเริ่มคุยกันใหม่ว่าจะให้คนงานเดิมที่ออกไป กลับเข้ามาได้ไหม ทางการทูตต้องคุยกัน" มนตรี คำพลกล่าว
เขามองว่าหากจะแก้ปัญหาจริง ควรคัดกรองคนงานที่เคยอยู่ไทยถูกกฎหมาย มานาน ให้สามารถเดินทางกลับเข้ามาได้
ตรงกับสิ่งที่อดิศรเสนอว่า รัฐบาลสามารถ บริหารจัดการแรงงานไปพร้อมกับรักษาความมั่นคงไปด้วยได้ โดยรับแรงงานบางกลุ่มเข้ามา แล้วสร้างระบบติดตามลงทะเบียน ดีกว่าจะปล่อยให้การลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงมากกว่า
ในส่วนกลุ่มที่ยังอยู่ในไทย อดิศรได้มีข้อเสนอไปยังรัฐบาลรักษาการว่าให้ต่ออนุญาตผ่อนผันไปอีก 3 เดือน เพื่อให้ผ่านช่วงฤดูอ้อยและช่วงเลือกตั้งไปก่อน เพื่อเป็นการไม่ผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไปตามกฎหมายเลือกตั้ง รอให้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มชุดต่อไปตัดสินใจขั้นต่อไป
แต่อดิศรมองว่าเกิดขึ้นยากเนื่องจากกระแสชาตินิยมที่ต้องการจะผลักดันแรงงานกลับประเทศให้หมด โดยไม่เข้าใจบริบทว่าพื้นที่ชายแดนต้องอาศัยพึ่งพาแรงงานกัมพูชามากแค่ไหน
"การผ่อนผันมาหมดในช่วงเลือกตั้งพอดี ที่ยังมีกระแสชาตินิยมเยอะ แล้วรัฐบาลชุดนี้ก็เกาะกระแสชาตินิยมอยู่ จึงต้องเอาใจคนที่กำลังอินกับสงครามไทยกัมพูชาอยู่ ในทางกฎหมายรัฐบาลชั่วคราวสามารถต่ออายุการอนุญาตได้ แต่ในเชิงการเมืองต้องตอบคำถามคนรักชาติเยอะ" อดิศรอธิบาย
งานเขียนชิ้นนี้เขียนและผลิตขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิทอมสัน รอยเตอร์ เนื้อหาทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

