ศาลสูงสหรัฐฯ สกัดภาษีทรัมป์ สัญญาณบวกการค้าโลก แต่เสี่ยงด่านใหม่ 10%

กองบรรณาธิการ TCIJ 22 ก.พ. 2569 | อ่านแล้ว 217 ครั้ง

ศาลสูงสหรัฐฯ สกัดภาษีทรัมป์ สัญญาณบวกการค้าโลก แต่เสี่ยงด่านใหม่ 10%

นักเศรษฐศาสตร์มองศาลสหรัฐสั่งยกเลิกภาษีนำเข้าตามกฎหมาย IEEPA ผลบวกต่อเศรษฐกิจการค้าโลกและตลาดการเงิน แต่ต้องประเมินการขึ้นภาษีรอบใหม่ 10% จากรัฐบาลทรัมป์สร้างผลกระทบซับซ้อนและไม่แน่นอนต่อภาคการค้าอย่างไร

22 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. หอการค้าไทย เปิดเผยว่า อำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาทำให้ “ลัทธิกีดกันการค้า” และ “ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลทรัมป์ สะดุดลง แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของนโยบายการค้าและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ได้ แนวคิดลัทธิพาณิชย์นิยมใหม่และ America First ยังคงเป็นแกนหลักของนโยบายต่อไป ผลการตัดสินภาษีทรัมป์ของศาลฏีกาออกมาด้วยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ภายใต้กฎหมาย IEEPA โดยศาลให้ความเห็นว่า มาตรการภาษีแบบครอบจักรวาลที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้ในวัน “Liberation Day” เมื่อปีที่แล้วโดยอ้างกฎหมาย IEEPA ไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นการประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ประธานาธิบดีไม่สามารถใช้กฎหมายฉุกเฉินมาอ้างเพื่อเก็บภาษีในวงกว้างอย่างไม่มีกำหนดได้ ถือว่า การประกาศเก็บภาษีศุลกากรของทรัมป์โดยอาศัยกฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Power Act) นั้นเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด

การตัดสินของศาลฏีกาสหรัฐฯ เช่นนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและระบบการค้าโลกปีนี้และในระยะต่อไป ในเบื้องต้นจะส่งผลบวกต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและปริมาณและมูลค่าการค้าของโลก และปัจจัยนี้จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจเอเชียรวมทั้งไทยด้วย อัตราการขยายตัวของการส่งออกในปีนี้จะดีกว่าที่คาดไว้เดิม สามารถขยายตัวเป็นบวกจากเดิมที่มีการคาดการณ์ว่าอาจติดลบจากฐานสูง (ปีที่แล้ว) และปริมาณการค้าโลกชะลอลง อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของภาคส่งออกไทยอาจมีข้อจำกัดจาก ผลของปัจจัยชั่วคราวในปี 2568 ที่เร่งนำเข้า-ส่งออก หรือ Front-loading ขณะที่ สภาพอากาศแปรปรวนในต่างประเทศและความกังวลต่อความมั่นคงทางอาหาร จะหนุนความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ความเสี่ยงของสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก วัฏจักรเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะขับเคลื่อนความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ

คาดการณ์ว่าการระงับภาษีทรัมป์จะทำให้ดอลลาร์สหรัฐมีสัญญาณอ่อนค่าลง ค่าเงินบาทจะยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง เฉพาะหน้าสหรัฐอเมริกาอาจขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นและต้องหาเม็ดเงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมจากการสูญเสียรายได้จากภาษีศุลกากร และจะเป็นภาระทางการคลังสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ อย่างไรก็ตาม การระงับภาษีทรัมป์จะส่งผลดีต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะปานกลางและระยะยาวมากกว่า คาดตลาดหุ้นโลกตอบสนองทางบวก แต่การตอบสนองในทางบวกของตลาดหุ้นและตลาดการเงินเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพราะยังมีความไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลทรัมป์จะมีมาตรการกีดกันการค้าและมาตรการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าออกมาเพิ่มเติมอย่างไร กลุ่มธุรกิจนำเข้าสหรัฐฯจะได้การคืนเงินประมาณ 1.29-1.33 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญ คือ รัฐบาลทรัมป์อาจหาช่องทางอื่นตามกฎหมายในการบังคับเรียกเก็บภาษีนำเข้าได้ การดำเนินการเช่นนั้นจะสร้างไม่แน่นอนต่อระบบการค้าโลกมากขึ้น แต่การใช้ช่องทางอื่นๆเพื่อขึ้นภาษีนำเข้าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการใช้อำนาจเก็บภาษีต้องผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา

ต้องประเมินการขึ้นภาษีรอบใหม่ 10% จากรัฐบาลทรัมป์ล่าสุดจะสร้างผลกระทบซับซ้อนและไม่แน่นอนต่อภาคการค้าอย่างไร มีหลายประเทศได้มีข้อสรุปการเจรจาการค้าและอัตราภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯไปแล้ว บางประเทศยังอยู่ในระหว่างการเจรจา นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลทรัมป์น่าจะใช้อำนาจรัฐบัญญัติการค้า มาตรา 301 มาตรา Special 301 มาตรา 232 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหาร เพื่อปกป้องทางการค้าและรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ทางการต้องติดตามความเคลื่อนไหวการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าสหรัฐฯอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือได้ มีนโยบายการค้าที่เน้นให้ความสำคัญกับการสร้างฐานธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่ ตลาดใหม่ๆ ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการขยายและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสร้างระบบเตือนภัยทางการค้า การพยากรณ์ การตั้งเป้าหมายและการแสวงหาโอกาสทางการค้า ขยายและรักษาส่วนแบ่งตลาดโลก พัฒนาระบบการค้าบริการให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการผลิต มีองค์การเจรจาการค้าที่มีเอกภาพ เพื่อรับผิดชอบการเจรจาทั้งระดับพหุภาคี ทวิภาคีและระดับภูมิภาค พัฒนาให้ “ไทย” เป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนของภูมิภาค

นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ แม้ศาลเพิกถอนภาษีทรัมป์ แต่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะผุดมาตรการกีดกันการค้าต่อ

ด้าน ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา มีคำสั่งเพิกถอนมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยระบุว่า แม้ศาลจะมีคำสั่งดังกล่าว เชื่อว่าทรัมป์ก็จะหามาตรการหรือเครื่องมืออื่นๆ เพื่อดำเนินการจัดเก็บภาษีให้ได้เหมือนเดิม และที่สุดแล้ว มาตรการทางภาษีหรือการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ จะต้องกลับมาในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชัดเจนว่า ทรัมป์ใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้นแม้ว่าศาลจะมีคำสั่งดังกล่าว แต่ประเทศต่างๆ ก็คงอยู่ในโหมดเตรียมพร้อมรับมือเครื่องมือใหม่ๆ ก็ทรัมป์ ส่วนตัวคิดว่าให้จับตาดูถึงสักช่วยปลายเดือน มิ.ย. หากถึงตอนนั้นแล้วยังไม่มีเครื่องมือใหม่ๆ ออกมา เชื่อว่าสถานการณ์การค้าของโลกน่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยจำเป็นต้องคิดหาทางหนีทีไล่ไว้ด้วยเช่นกัน เพราะมากไปกว่าผลการตัดสินของศาลสหรัฐฯ คือสภาพเศรษฐกิจการค้าการแข่งขันของประเทศไทยเองที่กำลังเผชิญปัญหาอันซับซ้อน ซึ่งก็คือศักยภาพการแข่งขันที่ลดถอยลง ดังนั้นโจทย์ใหญ่จึงอาจไม่ใช่แค่ความกังวลกับมาตรการทางภาษีสหรัฐฯ แต่เป็นเรื่องของการหาตลาดใหม่ๆ การสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า ไปจนถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การแข่งขันของแต่ละประเทศในปัจจุบัน ไม่ได้แข่งกันด้วยมาตรการทางภาษี แต่แข่งกันด้วยคุณภาพของสินค้าและความสามารถในการลดต้นทุนเป็นหลัก เพราะถึงแม้จะไม่เจอมาตรการภาษีทรัมป์ แต่หากหันไปทางยุโรปก็จะเจอกับการกีดกันผ่านมาตรการทางสิ่งแวดล้อมอยู่ดี ฉะนั้นเศรษฐกิจโลกยุคใหม่จึงไม่ใช่การสู้กันทางภาษี แต่สู้กันด้วยคุณภาพของสินค้าและนวัตกรรม การที่เราต้องกังวลเรื่องภาษีก็เพราะเรายังต้องขายสินค้าแข่งกับชาวบ้าน ซึ่งถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะมีหรือไม่มีมาตรการทางภาษี ประเทศไทยก็จะลำบาก

“ประเทศไทยควรเดินหน้าต่อไปตามแผนเดิมประหนึ่งว่าไม่มีการตัดสินจากศาล คือทำให้เหมือนว่ามาตรการภาษีทรัมป์ยังคงอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นใหม่ ที่อย่างน้อยแล้วคงไม่มีทางแย่ไปกว่าเดิม หรือถ้ากลับมาเหมือนเดิมเราก็สามารถใช้โจทย์เดียวกับที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ ที่สำคัญคือเราต้องกลับไปปรับปรุงภาคธุรกิจ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อพัฒนาสินค้า รวมถึงเอาเวลาไปมองหาตลาดใหม่ๆ น่าจะดีกว่า” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ประเทศไทยถูกพูดถึงว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย เพราะเรายังไม่ปรับโครงสร้างการผลิต ฉะนั้นหากมัวแต่รอการเจรจารอบใหม่โดยที่ไม่ได้ปรับตัว จะเป็นแค่การเอาตัวรอดในระยะสั้นซึ่งไม่ยั่งยืน อาการป่วยคงไม่หาย เวลานี้จึงเป็นเวลาที่ดีที่ประเทศไทยจะตั้งหลักได้มากขึ้น โจทย์สำคัญคือควรมองเรื่องของการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย มากกว่าการแก้ปัญหาสงครามการค้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะต่อให้ครั้งนี้เรารอด ถ้าครั้งหน้าเราไม่พร้อมก็จะเจอปัญหาอีก ดังนั้นนอกจากเรื่องของการเจรจาแล้ว เราควรเอาเวลาไปมองหาตลาดใหม่ หรือกลับมาปรับปรุงโครงสร้าง ตลอดจนให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ซึ่งควรจะมีการวางแผนในเรื่องนี้และเดินหน้าตามแผนที่ถูกวางไว้ให้ต่อเนื่อง

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: