สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) หนุนวิจัยเร่งประเมินผลกระทบ ‘ขยายเวลาขายเหล้า-เบียร์’ หวังชงข้อเสนอกำหนดอนาคตนโยบาย
เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วของการทดลองปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เป็นเวลา 180 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2568 หลังมีการเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ผ่านราชกิจจานุเบกษา ภายหลังจากที่รัฐบาลมองว่าจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศ โดยเฉพาะผ่านเครื่องยนต์หลักอย่างการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งมาตรการนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงมาตั้งแต่ช่วงริเริ่ม เนื่องจากมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งทางสุขภาพไปจนถึงสังคม เช่น เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ และภาคีเครือข่าย 39 องค์กร ที่ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเร่งออกกฎหมายขยายเวลาดังกล่าว หรือศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งพบว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 82.8% ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลา เพราะกังวลด้านความปลอดภัยบนท้องถนน
จากจุดนี้จึงทำให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ได้เห็นชอบให้มีการปลดล็อกช่วงเวลาการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระยะเวลา 6 เดือนแล้ว ยังได้กำหนดให้มีการศึกษา ประเมินผล และวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งต่อมาได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานติดตามและประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ โดยมีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมเป็นคณะทำงาน และมีบทบาทหลักในการสนับสนุนข้อมูลจากงานวิจัยในการประเมินผลกระทบของมาตรการดังกล่าว โดย สวรส. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับทีมวิจัยจากมูลนิธิเพื่อการประเมินนโยบายและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HITAP) ในการประเมินผลกระทบอย่างเร่งด่วนด้วยวิธีทางวิชาการ เพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จะสนับสนุนให้กับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใช้ในการพิจารณาตัดสินใจว่าภายหลังครบกำหนดการทดลองขยายช่วงเวลาฯ ควรจะไปต่อในทิศทางอย่างไร
ล่าสุดในการประชุมคณะทำงานติดตามและประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และคณะทำงานติดตามและประเมินผลกระทบฯ ซึ่งเป็นผู้แทนจากหน่วยงานเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว โดยทางทีมวิจัยได้มีการรายงานความคืบหน้าของงานวิจัย พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะทำงานชุดดังกล่าว เพื่อนำไปพัฒนากรอบการวิจัยที่จะนำไปสู่การประเมินผลที่จะสามารถสะท้อนข้อมูลได้อย่างชัดเจนและตรงจุด รวมถึงหลังจากนี้จะมีการติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อให้สามารถพัฒนาทางเลือกเชิงนโยบายและมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติมที่เหมาะสมสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป
ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า การสนับสนุนให้เกิดการวิจัยเพื่อประเมินผลมาตรการการปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินนโยบายด้านการควบคุมและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโครงการนี้เน้นศึกษาเฉพาะผลกระทบจากการ ‘จำกัดเวลาขาย’ ตามกรอบขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยเป็นการประเมินนโยบายที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2568 ที่มีการปลดล็อกเวลาห้ามขายช่วง 14.00-17.00 น. ซึ่งเมื่อวันที่ 15-29 พ.ย. 2568 ได้มีเปิดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ จากผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 12,404 คน ซึ่งเป็นภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ และพบว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับนโยบายนี้สูงถึง 84% ขณะที่ภาครัฐเห็นด้วย 67% โดยกลุ่มที่เห็นด้วยมองว่า ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มที่คัดค้าน (ส่วนใหญ่เป็นภาคสาธารณสุขและ NGO) กังวลเรื่องอุบัติเหตุ อาชญากรรม และการเข้าถึงของเยาวชนหลังเลิกเรียน ส่วนผลการทบทวนวรรณกรรมต่างประเทศ ทีมวิจัยศึกษาข้อมูลจาก 10 ประเทศ เช่น สวีเดน นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร ฯลฯ พบว่า ส่วนใหญ่ศึกษาการขยายเวลาในช่วงกลางคืน ซึ่งมักทำให้การบริโภคและอุบัติเหตุสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่พบผลเชิงบวก (อาชญากรรมลดลง) เมื่อมีการดำเนินมาตรการควบคุมควบคู่ไปด้วย เช่น การเพิ่มจุดตรวจ (Checkpoint) และการฝึกอบรมผู้ขายให้มีจริยธรรม ทั้งนี้จากข้อมูลวิเคราะห์เบื้องต้น (75 วันแรก) ยังไม่พบอัตราการดื่มแล้วขับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีฐาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา พบความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับสูงกว่าช่วงปกติถึง 4-5 เท่า และพบข้อสังเกตว่า กลุ่มเยาวชนกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ของผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่ด้านเศรษฐกิจ รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ยังไม่เพิ่มขึ้นชัดเจน แต่ยอดขายของผู้ประกอบการร้านอาหารบางกลุ่มปรับตัวดีขึ้น
สำหรับงานวิจัยดังกล่าวเป็นการสังเคราะห์หลักฐานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายจากการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ 180 วัน ในประเทศไทย โดยเป็นการประเมินผลกระทบในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งจะใช้แหล่งข้อมูลอย่างรอบด้านที่สุด เช่น ด้านสุขภาพ ใช้ข้อมูลจากระบบ RTIDC (อุบัติเหตุ) HDC (ห้องฉุกเฉิน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) (ค่ารักษา) ด้านสังคม ใช้ข้อมูลจากคดีเมาแล้วขับและอาชญากรรมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่จะคำนึงถึงข้อจำกัดเรื่องการระบุสาเหตุจากแอลกอฮอล์ในคดีอาญาอื่นๆ และเรื่องร้องเรียนจากกรมการปกครอง ส่วนด้านเศรษฐกิจ ใช้ข้อมูลรายได้จากการท่องเที่ยวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และข้อมูลภาษี จากกรมสรรพสามิต/กรมสรรพากร โดยคณะทำงานจะจัดทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ชุดข้อมูลอย่างเป็นทางการถึงหน่วยงานต่างๆ ดังกล่าว
“คณะทำงานฯ ได้มีการเสนอให้ทำการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อดูอิทธิพลและความคิดเห็นของทุกกลุ่ม รวมทั้งให้เพิ่มการมอนิเตอร์สื่อ (Media Monitoring) เพื่อดูการนำเสนอข่าวทั้งเชิงบวกและลบเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ในช่วงที่มีการขยายเวลา ตลอดจนขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแบ่งปันข้อมูลเพื่อให้งานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ เพราะมาตรการดังกล่าวหากมีการตัดสินใจไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เช่น เศรษฐกิจอาจจะดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันถ้าไปกระทบกับสังคม ทำให้สุขภาพของประชาชนแย่ลง ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน และให้ทางเลือกว่าถ้าต้องการขยายเวลาการจำหน่ายจะต้องมีมาตรการใดรองรับ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งระยะต่อไปหลังจากมีการตัดสินใจถึงทิศทางของมาตรการภายใต้ข้อเสนอจากงานวิจัยนี้แล้ว สวรส. จะยังมีการกำกับ ติดตาม และประเมินผลต่อไป เพื่อพิจารณาว่าเมื่อมีการนำข้อเสนอไปดำเนินการใช้จริงแล้ว จะต้องมีการปรับส่วนไหนเพิ่มเติมอีกหรือไม่” รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าว
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

