คณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา เสนอเร่งปลดล็อกสนามกีฬาที่ถ่ายโอนให้ท้องถิ่น หวังเปิดช่องมืออาชีพร่วมบริหาร ลดภาระด้านงบประมาณ
20 กุมภาพันธ์ 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายจำลอง อนันตสุข สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา ในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา เปิดเผยถึงการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการฯ เรื่องการบริหารจัดการสนามกีฬาที่ถูกถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลังปัจจุบันพบปัญหาการขาดงบประมาณในการพัฒนาและซ่อมบำรุงรวมถึงศึกษาข้อกฎหมายเพื่อให้เอกชนสามารเข้ามาบริหารจัดการสนามกีฬาได้ โดยคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ มุ่งหวังให้สนามกีฬาที่ได้รับถ่ายโอนสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เป็นภาระงบประมาณ และเปิดโอกาสให้มืออาชีพเข้ามาพัฒนาเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่
นายจำลอง กล่าวว่า คณะอนุกรรมาธิการด้านกีฬา มีหมุดหมายที่จะทลายกำแพงระเบียบที่ฉุดรั้งการพัฒนาสนามกีฬาถ่ายโอนทั่วประเทศ พร้อมดันโมเดลสัมปทานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ คณะอนุกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหา สนามกีฬาที่ถ่ายโอนไปยังท้องถิ่นแล้วเสื่อมโทรม เนื่องจากขาดงบประมาณ โดยมุ่งเน้นไปที่การ ปลดล็อกทางกฎหมาย เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาบริหารจัดการสนามกีฬาได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส คาดหวังที่จะช่วยให้สนามกีฬาที่ได้รับถ่ายโอนเป็นสินทรัพย์สร้างรายได้ เพราะอุปสรรคใหญ่ที่สุดคือ ความกังวลของผู้บริหารท้องถิ่นต่อการถูกตรวจสอบ ซึ่งจากการให้ข้อมูลของผู้แทน สตง. ก็ได้ให้ความชัดเจนถึงวิธีหรือเกณฑ์การวินิจฉัยที่ท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้โดยได้ยกตัวอย่างการบริหารจัดการของสนามกีฬาเทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานี ที่ร่วมมือกับทางเอกชนในการบริการและสามารถสร้างรายได้นำมาบริหารจัดการได้ โดยมีการออกข้อระเบียบและกำหนดอัตราค่าใช้บริการของสนามและอาคารอเนกประสงค์
อย่างไรก็ตามคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เสนอแนะให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันจัดทำแนวปฏิบัติมาตรฐานระดับประเทศและวางระบบธรรมาภิบาลและตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อให้ อปท. ทั่วประเทศมีคู่มือเล่มเดียวกันในการบริหารจัดการ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการตีความกฎหมายตามอำเภอใจ และลดข้อกังวลของผู้บริหารท้องถิ่นต่อการถูกตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแนะนำข้อระเบียบที่ควรปรับปรุง เพื่อให้การใช้ทรัพย์สินสาธารณะเกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยเน้นย้ำว่าการดึงภาคเอกชนหรือมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ จะช่วยให้สนามกีฬามีมาตรฐานการดูแลที่ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้รัฐไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณการซ่อมบำรุงทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

