สวทช. ผนึกกำลัง กรมหม่อนไหม และ ธ.ก.ส. ชูนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่มาตรฐานสากล

กองบรรณาธิการ TCIJ 12 ก.พ. 2569 | อ่านแล้ว 117 ครั้ง

สวทช. ผนึกกำลัง กรมหม่อนไหม และ ธ.ก.ส. ชูนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่มาตรฐานสากล

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับกรมหม่อนไหมและ ธ.ก.ส. ลงนามความร่วมมือส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาผ้าไหมไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มมาตรฐาน มูลค่า และโอกาสทางตลาด สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน

12 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมหม่อนไหม (มม.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและมาตรฐานผ้าไหมตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสามหน่วยงาน เกษตรกร และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมเกษตรธนากร ชั้น 24 อาคารทาวเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน กรุงเทพฯ

นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำจุดแข็งจาก 3 หน่วยงานมาร่วมบูรณาการ โดยกรมหม่อนไหมมุ่งเน้นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้เกษตรกรผ่านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันได้ขยายผลสู่หลายมิติ อาทิ การพัฒนาพันธุ์หม่อนไหมให้ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัยเส้นไหมคุณสมบัติพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อให้ผ้าไหมไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

“ความร่วมมือกับ สวทช. และ ธ.ก.ส. คือการสร้างอนาคตให้กับอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทยอย่างแท้จริง โดยกรมหม่อนไหมจะทำหน้าที่ชี้เป้าหมาย สวทช. เป็นผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ ธ.ก.ส. เป็นแรงขับเคลื่อนด้านเงินทุนและโอกาสเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก” นายศรัญญู กล่าว

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการขยายผลสำเร็จจากการดำเนินงานของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่มีภูมิปัญญาและลวดลายเอกลักษณ์ แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและคุณภาพยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สวทช. จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และธ.ก.ส. นำนวัตกรรมเข้าไปแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องภารกิจสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand ที่มุ่งนำงานวิจัยลงไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน
“สวทช. นำเทคโนโลยีพร้อมใช้ด้านสิ่งทอเข้าไปถ่ายทอดให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่โรงเลี้ยงหนอนไหมวัยอ่อน เอนไซม์ลอกกาวไหม การสกัดและการย้อมสีธรรมชาติ การพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ชุมชุน และนาโนเทคโนโลยีสำหรับเคลือบเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งช่วยให้ผ้าไหมทอมือมีคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยการลงนามในครั้งนี้จะเป็นการขยายผลการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยในวงกว้าง” ดร.สมบุญ กล่าว

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า ภารกิจสำคัญของ ธ.ก.ส. คือ การแก้โจทย์ปัญหาภาคการเกษตร โดยเฉพาะการลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพผ่านนวัตกรรม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในฐานะ Change Agent เพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่หม่อนไหมไทยให้ทันสมัย ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้และกลไกทางการเงินอย่างครบวงจร
“ธ.ก.ส. พร้อมขับเคลื่อนเกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่หม่อนไหม โดยสนับสนุนสินเชื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้นำนวัตกรรมไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการขยายช่องทางตลาดผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร เช่น A Product และ BAAC Matching โดยจะเริ่มนำร่องในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และ จ.น่าน เพื่อให้เยาวชนและเกษตรกรสามารถสืบทอดอาชีพหม่อนไหมได้อย่างยั่งยืนและมีมาตรฐานในเวทีการค้าโลก” นายฉัตรชัย กล่าว

ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสิ่งทอ การนำเสนอต้นแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบแฟชั่นโชว์ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับการยกระดับด้วย วทน. เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสนับสนุนทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงานและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการประกาศผลรางวัล ECO-Innovation Award ซึ่งเป็นการประกวดสุดยอดนวัตกรรมภาคการเกษตรจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทั้งในหมวดระบบ IoT กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนภาคเกษตรไทยสู่เกษตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การบริหารจัดการเทคโนโลยีสู่เกษตรกร การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการรับรองมาตรฐานและการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร พร้อมทั้งอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของชาติด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: