ธรรมศาสตร์ จับมือ ‘มส.ผส.-5 อปท.’ คิกออฟหลักสูตร ‘นักบริหารแนวใหม่’ สร้างเสาหลักดูแลสูงวัยในท้องถิ่น

กองบรรณาธิการ TCIJ 4 ก.พ. 2569 | อ่านแล้ว 107 ครั้ง

ธรรมศาสตร์ จับมือ ‘มส.ผส.-5 อปท.’ คิกออฟหลักสูตร ‘นักบริหารแนวใหม่’ สร้างเสาหลักดูแลสูงวัยในท้องถิ่น

“คณะสังคมสงเคราะห์ฯ มธ. จับมือ “มส.ผส. - 5 อปท.” คิกออฟ “หลักสูตรนักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ภายใต้โครงการ “Co-creage Community” เพื่อยกระดับบทบาทท้องถิ่นจาก “ผู้จัดบริการ” สู่ “ผู้บริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” รองรับสังคมสูงวัยในระดับพื้นที่ พร้อมเชิญชวน อปท. ในหลายพื้นที่เข้าร่วมอบรม

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และ 5 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เปิดตัวหลักสูตร “นักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ภายใต้โครงการ “การพัฒนาศักยภาพนักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่ผ่านการร่วมคิดร่วมสร้างในชุมชน (Co-Creage Community)” เพื่อยกระดับบทบาท อปท. จาก “ผู้จัดบริการ”
สู่ “ผู้บริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” เตรียมการรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในอนาคต

พิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหาร อปท. และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ 5 อปท. ที่ร่วมโครงการประกอบด้วย เทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี เทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เทศบาลตำบลทับมา จังหวัดระยอง เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเทศบาลตำบลเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าทีมขับเคลื่อนหลักสูตร เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุไทยมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.6 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31.4 ในปี 2585 ขณะเดียวกันยังมีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงกว่า 3.4 แสนคน ในขณะที่ผู้ดูแลและนักบริบาลมีจำนวนจำกัด และแนวโน้มผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยเพียงลำพังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบการดูแลของประเทศ

ทั้งนี้ แนวทางสำคัญในการรับมือคือการพัฒนาสวัสดิการในรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน (In-kind Services) นับเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังมากกว่าสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต และโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยมี อปท. เป็นกลไกหลัก อย่างไรก็ตาม อปท. ยังคงเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ ทักษะการจัดการปัญหาที่ซับซ้อน และโครงสร้างการทำงานที่ยังขาดการบูรณาการ

“นักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่ ต้องมีคุณลักษณะที่สามารถพัฒนาและออกแบบระบบบริการที่ตอบโจทย์ปัญหาและบริบทของพื้นที่โดยไม่ยึดติดกับการทำงานตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว มีความเชี่ยวชาญในการระดมทุนและจัดการทรัพยากร เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจและวางระบบเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ ต้องสามารถทำงานได้ดีในสถานการณ์ซับซ้อน รวมถึงมีวิธีคิดที่ทันสมัย สามารถทำงานเป็นทีม และข้ามหน่วยงานได้ ที่สำคัญต้องคาดการณ์อนาคต สามารถพยากรณ์ปัญหาและเหตุการณ์ และทิศทางของสังคมผู้สูงอายุในระดับชุมชน เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ” ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร กล่าว

นอกจากนี้ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ในฐานะผู้สนับสนุนทุนการศึกษาวิจัยในโครงการนี้ ยังเน้นย้ำในเวทีถึงแนวคิดว่า “สังคมสูงอายุจะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพ หากท้องถิ่นไม่เข้มแข็ง” โดยมีข้อเสนอเชิงหลักคิดที่น่าสนใจหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการปรับบทบาทของภาครัฐ จากเดิมที่เป็น “ผู้ลงมือทำทุกอย่างเอง” ไปสู่การเป็น “ผู้ซื้อบริการ” มากกว่าผู้ให้บริการโดยตรง โดยชี้ว่าท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงพยาบาลหรือจัดจ้างบุคลากรทั้งหมดด้วยตนเอง แต่ควรพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดซื้อบริการที่มีคุณภาพจากภาคีเครือข่ายหรือภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและสร้าง “ระบบนิเวศของการดูแล” (Ecosystem) ที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยมองว่าการให้เงินสดเพียงอย่างเดียว เช่น เบี้ยยังชีพ ไม่เพียงพอ หากสภาพแวดล้อมและบริการสาธารณะยังไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต รัฐจึงควรลงทุนในบริการสาธารณะที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองและใช้ชีวิตในชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ด้าน รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มธ. กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มธ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทย ภายใต้งบประมาณของประเทศที่มีอยู่จำกัดจากการที่ระบบเศรษฐกิจพัฒนาไม่ทันต่อการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไทยน่าจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยที่ยังไม่ได้เป็นประเทศชั้นนำทางอุตสาหกรรม จึงได้มีการส่งเสริมการวิจัย นโยบาย และนวัตกรรมร่วมกับหลากหลายคณะ ไม่ว่าจะคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ พร้อมกับถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ไปสู่ท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกับ อปท. ในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่การเรียนรู้ที่จำเป็น เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพให้ภาคส่วนต่าง ๆ และหนุนเสริมการบูรณาการเป็นเครือข่ายในการร่วมกันดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

“รัฐบาลไทยไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ หากต้องดูแลคนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีเครือข่ายกับ อปท. เพื่อช่วยสร้างการขับเคลื่อนสังคม รวมถึงแก้ไข หรือป้องกันปัญหาของผู้สูงอายุ ซึ่งความท้าทายสำคัญของรัฐไม่เพียงแค่ต้องพัฒนาระบบสังคมและเศรษฐกิจ แต่ต้องบูรณาการความร่วมมือด้วย เนื่องจากเรื่องผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ฉะนั้น การอบรมโครงการในครั้งนี้แก่ผู้บริหาร อปท. ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี” รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มธ. กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายระบบบริหารจัดการผู้สูงอายุในท้องถิ่น” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมสะท้อนปัญหา อุปสรรค และประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ได้แก่ นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี
นายธงธวัช ลูกรักษ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสุทิน แก้วประถม นายกเทศมนตรีตำบลทับมา จังหวัดระยอง นายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ และนายไซนัล นิรมาณกุล ผู้อำนวยการกองการแพทย์ เทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

การเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจหลายประเด็น อาทิ แนวคิดการปรับรูปแบบการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุไปสู่ระบบการร่วมจ่าย (co-payment) เพื่อเพิ่มความยั่งยืนของระบบ การปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนด้านงบประมาณให้มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการเบิกจ่ายและการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที ตลอดจนข้อเสนอให้มีการปรับโครงสร้างองค์กรและนโยบาย หากต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับบทบาทการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยควรคำนึงถึงศักยภาพที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งสนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร และการเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ระบบการดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: