ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดการถกเถียงในสังคมไทยอยู่เนืองๆ ว่าหนังสือนั้นเป็น "ของฟุ่มเฟือย" หรือไม่ แม้คำถามนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างคมชัด
เมื่อหนังสือกลายเป็นสัญลักษณ์ของสถานะ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน การอ่านหนังสือถูกผูกโยงกับภาพลักษณ์ของคนที่มีฐานะ มีเวลา และมีรสนิยม ราวกับว่าผู้ที่อ่านหนังสือคือผู้ที่มีสิทธิ์แสดงตัวตนทางวัฒนธรรมได้มากกว่าคนอื่น ขณะที่ผู้ที่ไม่อ่านถูกตีตราโดยปริยายว่าขาดความละเอียดอ่อนทางปัญญาหรือรสนิยม
ทว่าการตัดสินเช่นนั้นละเลยความจริงที่สำคัญ นั่นคือ ความชอบในการเสพสื่อของมนุษย์นั้นมีความหลากหลาย และสิ่งที่กำหนดว่าใครจะเข้าถึงสื่อรูปแบบใดได้นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดหรือรสนิยมของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์ และนโยบายของรัฐอีกด้วย
ราคาที่แท้จริงของการอ่าน
ปัญหาหนึ่งที่จับต้องได้ชัดเจนที่สุดคือเรื่องของราคา ราคาหนังสือในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นทุกปีตามต้นทุนการผลิต ในขณะที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำแทบไม่ได้รับการปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมานานกว่าทศวรรษ เมื่ออัตราส่วนระหว่างราคาหนังสือและค่าแรงห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ การซื้อหนังสือจึงกลายเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างจริงจัง ไม่ใช่การเลือกที่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกต่อไป
ผลที่ตามมาคือวงจรที่แก้ยาก เมื่อหนังสือถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก ภาพลักษณ์ของมันในฐานะ "ของสูงส่ง" ก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้น และยิ่งเข้มแข็งขึ้นเท่าไหร่ ผู้คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ "ประเภทที่อ่านหนังสือ" ก็ยิ่งถูกกีดกันออกจากวัฒนธรรมการอ่านมากขึ้นเท่านั้น
บทบาทของรัฐที่ยังขาดหายไป
ในยุคที่เทคโนโลยีควรลดช่องว่างในการเข้าถึงข้อมูลและความบันเทิงได้มากกว่าที่เคย กลับพบว่าความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสื่อยังคงดำรงอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดนโยบายรัฐที่สนับสนุนวัฒนธรรมการอ่านอย่างเป็นรูปธรรม
หากรัฐเลือกที่จะอุดหนุนราคาหนังสือ ส่งเสริมห้องสมุดสาธารณะ หรือแม้แต่ลดชั่วโมงการทำงานเพื่อให้ประชาชนมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของปัญหาได้ การอ่านจะไม่ใช่กิจกรรมสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป หากจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ทุกคนสามารถเลือกเข้าถึงได้ตามความต้องการของตัวเอง
เสรีภาพในการเลือกที่ไม่เท่าเทียม
ในสังคมที่มักพูดถึง "เสรีภาพในการเลือก" ของปัจเจก จำเป็นต้องย้อนถามว่าเสรีภาพนั้นเป็นจริงได้แค่ไหน หากเงื่อนไขพื้นฐานของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การที่คนคนหนึ่งไม่อ่านหนังสืออาจไม่ได้สะท้อนรสนิยมหรือความสนใจของเขา แต่อาจสะท้อนเพียงว่าชีวิตและสภาพแวดล้อมไม่เคยเปิดโอกาสให้เขาได้ลองสัมผัสมันอย่างแท้จริง
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่การโต้เถียงว่าหนังสือดีกว่าสื่ออื่นหรือไม่ และไม่ใช่การตัดสินว่าใครควรอ่านอะไร แต่คือการตั้งคำถามว่าสังคมได้สร้างเงื่อนไขที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสเลือกได้อย่างเสรีจริงๆ หรือยัง
ตราบใดที่ราคาหนังสือยังสูงกว่าที่ค่าแรงจะรับไหว ตราบใดที่รัฐยังไม่จริงจังกับการส่งเสริมการเข้าถึงวัฒนธรรม และตราบใดที่เวลาว่างยังเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนจำนวนมาก การอ่านหนังสือก็จะยังคงเป็น "สัญลักษณ์ของชนชั้น" ต่อไป ไม่ใช่เพราะมันควรเป็นเช่นนั้น แต่เพราะโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจได้กำหนดให้มันเป็นเช่นนั้น
การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงหนังสือจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงแรงผลักดันของปัจเจก หากต้องการเจตจำนงทางการเมืองและนโยบายสาธารณะที่จริงจัง เพื่อให้การอ่านกลับไปเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเลือกได้ ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนบางกลุ่มเท่านั้น
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

