เปิดตัว Net Zero Tracker ส่อง 10 บจ.พลังงานไทย ใครคืบหน้าจริง

กองบรรณาธิการ TCIJ 18 ก.พ. 2569 | อ่านแล้ว 142 ครั้ง

เปิดตัว Net Zero Tracker ส่อง 10 บจ.พลังงานไทย ใครคืบหน้าจริง

'ป่าสาละ' เปิดตัว 'Net Zero Tracker' แพลตฟอร์มแรกในไทยติดตามนโยบาย Net Zero บริษัทพลังงาน 10 แห่ง ประเมิน 4 หมวด 40 คะแนน พบ 3 บริษัทนำที่ 15 คะแนน พร้อมเสนอรัฐเร่งนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงาน–แก้สัญญาไฟฟ้า–คุ้มครองการมีส่วนร่วมภาคประชาสังคม

บริษัท ป่าสาละ จำกัด (“ป่าสาละ”) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านธุรกิจยั่งยืนแห่งแรกของไทย เปิดตัว Net Zero Tracker (www.netzerotracker.co) แพลตฟอร์มแรกในประเทศไทยที่ชวนไปติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าของบริษัทพลังงานไทย 10 แห่ง ในการประกาศนโยบายและดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

จากการที่ประเทศไทยประกาศยกระดับเป้าหมายมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 จากเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2065 โดยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035 ทำให้ภาคพลังงานซึ่งเป็นภาคที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2567 สูงที่สุด 93.9 ล้านตัน หรือคิดเป็น 38% มุ่งมั่นที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมาย Net Zero ให้ได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด

ป่าสาละ จึงได้จัดทำแพลตฟอร์ม Net Zero Tracker เพื่อติดตามการดำเนินนโยบาย Net Zero ของรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสูงสุดในระบบการจัดการพลังงานของประเทศ และบริษัทพลังงานที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 10 แห่ง เพื่อให้สามารถติดตามได้ว่าบริษัทพลังงานเหล่านี้มีความก้าวหน้าในการดำเนินนโยบายเพื่อไปสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างไร

การประเมินใน 4 หมวดหลักอ้างอิงข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ คือ การกำหนดเป้าหมาย การกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูล ผลการดำเนินการ และการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม มีคะแนนเต็ม 40 คะแนน

โดยผลการประเมินในปีแรก พบว่า บริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดมีจำนวน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) โดยได้ 15 คะแนน ตามมาด้วย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) 14.11 คะแนน, บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) 14 คะแนน, บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 12.11 คะแนน, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) 12 คะแนน, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) 11 คะแนน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) 6 คะแนน และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) 2.25 คะแนน

นอกจากผลการประเมินที่สามารถติดตามได้ผ่านทางแพลตฟอร์ม Net Zero Tracker ในเว็บไซต์ www.netzerotracker.co แล้ว ป่าสาละยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ โดย ศิวัช อ่วมประดิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ กล่าวว่า

“จากข้อสังเกตสามารถสรุปเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อแรก ปัจจุบันบริษัทพลังงานยังต้องเจอความท้าทายเพราะนโยบายของภาครัฐในเรื่องนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำหนดปีเป้าหมายการปลดระวางโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหินและก๊าซ) ก่อนกำหนดอย่างชัดเจน ถ้ามีการประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนก็จะเพิ่มแรงจูงใจให้บริษัทพลังงานมากขึ้น

“ข้อสอง ภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้ เพราะจะทำให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นมากขึ้น และข้อสุดท้าย เรื่องกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก เรื่องพลังงานมักเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังไม่มีกฎหมายชัดเจนจากภาครัฐ ถ้ามีการประกาศเรื่องนี้ชัดเจน จะเป็นกลไกที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม ภาคพลังงานเองก็จะมีข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงนโยบายเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

นอกจากนี้  ในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ ‘เส้นทาง Net Zero ไทย: ความท้าทายร่วมของภาคพลังงาน’ ซึ่งได้รับเกียรติจาก นภัส เตชะวัฒนกิจกุล นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด 

โดยสฤณี อาชวานันทกุล กล่าวถึงความคาดหวังที่มีต่อ Net Zero Tracker ว่า “บริษัทพลังงานรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ แต่อาจจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นเปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วเป็นอย่างไร เราหวังว่า Net Zero Tracker จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการแข่งขันที่ดีในกลุ่มบริษัทพลังงาน และเราไม่ได้อยากให้คนที่ดูผลการประเมินยึดติดกับตัวเลขว่า แต่ละบริษัทได้คะแนนเท่านี้เอง เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่เส้นทางและพัฒนาการ ด้านภาควิชาการและภาคประชาสังคมเองก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการจับตาการทำงานของภาคเอกชนได้”

นภัส เตชะวัฒนกิจกุล นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำให้เห็นถึงการตั้งเป้าหมายเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ของไทยว่า “ประเทศข้างเคียงของไทยเองมีกำหนดเป้าหมายปี 2050 มาแต่แรก ไทยจึงต้องปรับให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในโลกด้วย โดยที่ผ่านมาไทยเองก็มีการติดตามเรื่องนี้และต้องรายงานไปยังกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) การจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ให้ได้ ลำพังการตั้งเป้าหมายและวางนโยบายเรื่องการปลดระวางถ่านหินอย่างเดียวยังไม่พอ เราอาจต้องใช้เทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาช่วยด้วย เทคโนโลยีเหล่านี้มีต้นทุนค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นส่วนที่เราต้องการความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากต่างประเทศ”

จากนั้น ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เสริมในประเด็นเกี่ยวกับแผน PDP ฉบับใหม่ที่มีการวางเป้าหมายสอดคล้องกับ Net Zero ว่า

“แผน PDP ฉบับที่กำลังร่างอยู่นี้ เรามีการวางเป้าหมายให้สอดคล้องกับเป้าหมายเรื่อง Net Zero เพราะแผนพลังงานหรือแผนเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับนโยบายระดับประเทศจะต้องสอดคล้องกันทุกแผน เป็นระบบบูรณาการกัน แผน PDP ฉบับใหม่ที่จะสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero จะต้องมีสัดส่วนพลังงานสะอาดไว้ประมาณ 70% ภายในปี 2050 การจะทำให้เกิดสิ่งนี้ได้จำเป็นต้องมีนโยบายจากทุกภาคส่วนและแรงขับเคลื่อนเพื่อทำให้ตัวเลข 70% เป็นจริงให้ได้”

ในช่วงท้ายการเสวนา สฤณีได้ย้ำให้เห็นถึงอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นั่นคือ “เจตจำนงทางการเมือง เพราะภาคการเมืองยังไม่มีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และเราก็รับรู้กันดีว่าอำนาจรัฐกับอำนาจทุนมักจะผูกกันอยู่ ดังนั้นเราจึงต้องยิ่งตั้งคำถามกับอำนาจรัฐและอำนาจทุนที่อาจอยู่เบื้องหลังรัฐอีกที”

 

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: