เปิดมติ ครม. พื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร

กองบรรณาธิการ TCIJ 15 มิ.ย. 2569 | อ่านแล้ว 13 ครั้ง


เปิดมติ ครม. ให้ความเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินเดิมในพื้นที่ป่าไม้ถาวรสามารถเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินเดิมในพื้นที่ป่าไม้ถาวรสามารถเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยรายละเอียดมีดังต่อไปนี้

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร (กรอบมาตรการแก้ไขปัญหา พื้นที่ป่าไม้ถาวรฯ) และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมป่าไม้ดำเนินการจัดการพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์อยู่อาศัยทำกิน และรับรองการอยู่อาศัยทำกินในลักษณะแปลงรวมเพื่อให้ราษฎรได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรได้อย่างถูกต้องต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง 

1. ที่ผ่านมารัฐบาลจำแนกประเภทที่ดินและกำหนดให้พื้นที่ป่าไม้ถาวรเป็นสมบัติของชาติเพื่อสงวนรักษาไว้ โดยถือเป็นที่ดินของรัฐที่หวงห้าม ไม่ใช่พื้นที่จัดสรรเพื่อทำกิน ซึ่งเดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ 5 ประเภทได้แก่ (1) ป่าไม้ถาวร (2) ป่าสงวนแห่งชาติ (3) ป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี (4) ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย เช่น อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1-2 (5) พื้นที่อื่น ๆ เช่น พื้นที่สวนป่า เป็นต้น ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (30 มิถุนายน 2541) เห็นชอบหลักการมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ (มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ฯ) และให้ยกเลิกมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 โดยให้ใช้มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีนี้แทน (30 มิถุนายน 2541) แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งต่อมามีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 กำหนดให้ปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ที่ได้อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ จึงทำให้พบว่า มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ที่กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้ของชาติจากการถูกบุกรุกไม่ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำและยังคงขาดความชัดเจนในแนวปฏิบัติที่จะใช้เพื่ออนุรักษ์ในพื้นที่ป่าไม้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพิ่มได้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ (26 พฤศจิกายน 2561) เห็นชอบในหลักการพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) (มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินที่มีประชาชนอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ให้มีความครอบคลุมขึ้นมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ ยังคงไม่ครอบคลุมพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมาตรการอนุรักษ์ป่าไม้ถาวรถูกยกเลิกไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ครั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมป่าไม้ดำเนินการจัดการพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์อยู่อาศัยทำกิน และรับรองการอยู่อาศัยทำกินในลักษณะแปลงรวม เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรได้อย่างถูกต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้เกิดความชัดเจนต่อการดำเนินการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ถาวรแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ในคราวการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ถาวรฯ แล้ว

2. กรอบมาตรการแก้ไขพื้นที่ป่าไม้ถาวรฯ ได้จัดประเภทพื้นที่ป่าไม้ถาวรตามความสมบูรณ์ของพื้นที่ลุ่มน้ำ ภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 (ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ ปีล่าสุดภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541) เพื่อพิสูจน์การใช้ประโยชน์พื้นที่ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ในลักษณะเดียวกันกับมาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 สรุปได้ ดังนี้

มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ฯ

(ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่

30 มิถุนายน 2541) เช่น

มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ (ตามมติคณะรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561) เช่น

มาตรการแก้ไขพื้นที่ป่าไม้
ถาวรฯ

(ข้อเสนอในครั้งนี้) เช่น

1. ป่าสงวนแห่งชาติ

(1) พื้นที่ที่ไม่สมควรนำไปปฏิรูปที่ดินให้กรมป่าไม้ดำเนินการตามหน้าที่และความรับผิดชอบ เพื่อเปิดโอกาส ให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อย่างเป็นรูปธรรม

(2) เมื่อมีเขตปฏิรูปที่ดินแล้วให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ประชาชนปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้น อย่างน้อยร้อยละ 20 ของเนื้อที่ที่ได้รับกรณีเป็นที่ดินที่ติดกับเขตป่าไม้ ต้องปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นแนวกันชนและให้นำเอาวิธีการจัดรูปแปลงที่ดินให้มีขนาดเหมาะสมเพื่อใช้แก้ปัญหา เรื่องที่ทำกินของประชาชนในเขตป่าไม้ด้วย

(3) เมื่อกรมป่าไม้ปรับแนวเขตตามสภาพ ข้อเท็จจริงและความเหมาะสมแล้วให้ดำเนินการตามความเหมาะสมในส่วนพื้นที่ป่าเพื่อเศรษฐกิจที่มีประชาชนใช้ทำประโยชน์อยู่แล้ว และให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดในกรณีที่มีการบุกรุกป่าอนุรักษ์ใหม่

(1) พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3 -5 ก่อนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 อนุญาตให้ใช้พื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย

(2) พื้นที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่
3 – 5 หลังมติคณะรัฐมนตรี (30 มิถุนายน 2541) และต้องปฏิบัติตาม คสช.ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 อนุญาตให้อยู่อาศัย/ทำกินแบบแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ปลูกไม้เศรษฐกิจไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ของพื้นที่ หรือไม่น้อยกว่า 50 ต้นต่อไร่

(3) พื้นที่ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่
1-2 ก่อนมติคณะรัฐมนตรี
(30 มิถุนายน 2541 ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการชะล้างการพังทลาย ปลูกไม้ 3 อย่างตามแนวพระราชดำริ ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของพื้นที่

(4) พื้นที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1-2 หลังมติคณะรัฐมนตรี
(30 มิถุนายน 2541) และต้องปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557) ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไข เช่น

(1) ต้องใช้พื้นที่ในลักษณะปลูกป่า
3 อย่าง ตามแนวพระราชดำริไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่

(2) ออกแบบ/คัดเลือกพันธุ์ไม้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยประชาชนเป็นผู้ดูแลและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นต้น

 

-

2. ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี

(1) ให้กรมป่าไม้สำรวจพื้นที่และขึ้นทะเบียนผู้ครอบครอง

เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน

(2) หากประชาชนใช้ประโยชน์พื้นที่มาก่อนการสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก ให้กรมป่าไม้จัดทำขอบเขตให้ชัดเจนและห้ามให้ขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีก

(3) หากประชาชนใช้ประโยชน์พื้นที่มาหลังการสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก ให้เคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ แล้วทำการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

(1) ในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ทั้งก่อนและหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ให้กำหนดขอบเขตพื้นที่ทำกินที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันและให้สิทธิทำกินมิให้เอกสารสิทธิ

(2) ในพื้นที่ป่าชายเลนให้จัดทำแผนการบริหารจัดการเพื่อการอนุญาตและเสนอขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ได้

 

-

3. พื้นที่อื่น ๆ ที่สงวนหรืออนุรักษ์ไว้เพื่อกิจการป่าไม้

กรณีที่มีประชาชนร้องเรียนเสนอปัญหา ให้จังหวัดดำเนินการตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยให้มีทั้งฝ่ายราชการและประชาชนฝ่ายละเท่าๆกันแล้วเสนอมาตรการหรือแนวทางแก้ไขปัญหาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

-

-

4. พื้นที่ป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี

 

 

(1) พื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 ที่มีการทำประโยชน์ก่อนปี 2545 อนุญาตให้ใช้พื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย

(2) พื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 ที่มีการทำประโยชน์หลังปี 2545

ถึงปี 2557 อนุญาตให้อยู่อาศัย/ทำกินแบบแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ปลูกไม้เศรษฐกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ หรือไม่น้อยกว่า 50 ต้นต่อไร่

(3) พื้นที่ลุ่มน้ำ 1,2 ที่มีการทำประโยชน์ ก่อนปี 2545 ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์)

โดยมีเงื่อนไขให้ใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ลดการชะล้างการพังทลาย ปลูกไม้ 3 อย่างตามแนวพระราชดำริ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่

(4) พื้นที่ลุ่มน้ำ 1,2 ที่มีการทำประโยชน์หลังปี 2545 ถึงปี 2557 ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไข

เช่น (1) ต้องใช้พื้นที่ในลักษณะ

ปลูกป่า 3 อย่าง ตามแนวพระราชดำริ ไม่น้อยกว่าร้อยละ70 ของพื้นที่ (2) ออกแบบ/คัดเลือกพันธุ์ไม้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยประชาชนเป็นผู้ดูแลและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นต้น       

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยบางหน่วยงานมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น
(1) ให้ประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้เกิดความถูกต้องชัดเจน (2) หากมีกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่รบกวนระบบนิเวศของพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 - 2 ให้มีมาตรการติดตามและตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ เป็นต้น ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตหน่วยงานใดจะต้องมีการดำเนินการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 - 2 ก็จะต้องเสนอขอผ่อนผันมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ที่กำหนดห้ามมิให้อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 – 2 เป็นรายกรณีด้วย

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: