เสวนาเฟมินิสต์ปลาแดก: ทำแท้งปลอดภัยและสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล

กองบรรณาธิการ TCIJ 14 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 14 ครั้ง


เสวนากลุ่ม 'เฟมินิสต์ปลาแดก' (เฟมินิสต์แม่โขงชีมูน) 'ทำแท้งปลอดภัยและสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล' ชี้ระบบยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขซ่อนเร้น ทั้งโรงพยาบาลปิดข้อมูล บุคลากรยึดความเชื่อส่วนตัว และคนอินเตอร์เซ็กซ์ต้องรอสิทธิ์ผ่าตัดยืนยันเพศนานถึง 4 ปี

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 กลุ่ม "เฟมินิสต์ปลาแดก" หรือชื่อทางการ "เฟมินิสต์แม่โขงชีมูน" จัดกิจกรรมไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม เจาะประเด็น "ทำแท้งปลอดภัยและสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล" ดำเนินรายการโดย ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ สมาชิกกลุ่มเฟมินิสต์แม่โขงชีมูน ร่วมด้วยแขกรับเชิญ 3 ท่าน ได้แก่ กรชนก คำตา อาสาสมัครมูลนิธิทำทาง, ศตคุณ คนไว ผู้ประสานงานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองจังหวัดขอนแก่น และ พักตร์วิไล สุหนาพุ จากกลุ่ม Thai Intersex Rights

ทีมงานระบุถึงเหตุผลของหัวข้อนี้ว่า การทำแท้งไม่ใช่เพียงการตัดสินใจส่วนบุคคล แต่เกี่ยวโยงกับสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย สิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และความเป็นธรรมทางสังคม แม้กฎหมายไทยจะเปิดกว้างให้ยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างถูกกฎหมายมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังมีคำถามว่าจะเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยได้จากที่ไหน และทำไมคนจำนวนไม่น้อยยังเข้าไม่ถึงสิทธิที่มีอยู่แล้ว

กฎหมายเปิดแล้ว แต่หน้างานยังปิด

กรชนกอธิบายว่ามูลนิธิทำทางให้บริการข้อมูลและคำปรึกษาเรื่องการยุติการตั้งครรภ์มาตั้งแต่ก่อนมีการแก้กฎหมาย โดยปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ยุติการตั้งครรภ์ได้เองภายในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ส่วนอายุครรภ์เกินกว่านั้นต้องผ่านการปรึกษาจากผู้ให้คำปรึกษาที่รัฐรับรองก่อน ซึ่งเธอมองว่าเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้ผู้ตั้งครรภ์ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองในทันที และตั้งข้อสังเกตว่าการยุติการตั้งครรภ์ยังคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 ซึ่งยังไม่ถูกยกเลิก แม้จะมีการแก้ไขเงื่อนไขให้ผ่อนคลายลงบางส่วนแล้วก็ตาม เธอชี้ว่ากฎหมายนี้มีลักษณะเลือกปฏิบัติ เพราะเอาผิดเฉพาะกลุ่มคนที่ตั้งครรภ์ได้ ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้หญิง

ในแง่สิทธิประโยชน์ กรชนกระบุว่าผู้ถือสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และสิทธิประกันสังคมสามารถเข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านการเบิกจ่ายจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในวงเงินราว 3,000 บาทต่อครั้ง แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ "ต้องไปทำที่ไหน" เพราะแม้สิทธิ์จะมีอยู่ แต่หลายโรงพยาบาลปฏิเสธให้บริการ หรือไม่ยอมเปิดเผยว่าตนเองรับให้บริการ อีกทั้งหลายกรณียังพบว่าโรงพยาบาลใช้วิธี "ให้ชื่อคลินิกเอกชน" แทนการส่งต่อจริง ทำให้ผู้รับบริการต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งที่มีสิทธิ์ใช้บริการฟรีตามกฎหมาย

เธอยังเปิดเผยแผนที่รวบรวมข้อมูลสถานพยาบาลที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์ในภาคอีสาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคลินิกเอกชนที่เปิดเผยตัวชัดเจน ขณะที่โรงพยาบาลรัฐจำนวนมากให้บริการจริงแต่ไม่เปิดเผยชื่อ ทำให้ประชาชนต้องสอบถามผ่านสายด่วน 1663 หรือมูลนิธิทำทางเท่านั้น สำหรับพื้นที่ขอนแก่นและใกล้เคียง เธอยกตัวอย่างเงื่อนไขที่แตกต่างกันในแต่ละโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ให้บริการเฉพาะนักศึกษาและต้องมีแพทย์ 2 คนรับรอง โรงพยาบาลบ้านไผ่รับทุกเคสแต่บังคับให้ฝังยาคุมกำเนิดควบคู่ไปด้วย โรงพยาบาลชุมแพจำกัดอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์และมีค่าใช้จ่าย ส่วนศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่นให้บริการเฉพาะกรณีอายุครรภ์น้อยกว่า 9 สัปดาห์ที่มีปัญหาสุขภาพร่วมด้วยเท่านั้น เธอยังระบุว่าในกรุงเทพมหานครไม่มีโรงพยาบาลใดให้บริการทำแท้งฟรีเลย ทั้งที่มีประชากรอาศัยอยู่จริงหลายล้านคน

กรชนกยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิ์ขอให้โรงพยาบาลที่ตนไปใช้บริการ "ส่งตัว" ไปยังโรงพยาบาลที่ให้บริการจริงได้ตามสิทธิ์ โดยไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขด้านสุขภาพอื่นประกอบ และหากถูกปฏิเสธสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน สปสช. 1330 ได้ ทั้งนี้เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์จำนวนหนึ่งยังมองผู้มาขอทำแท้งว่าเป็น "ผู้ไม่รับผิดชอบ" ทั้งที่วิธีคุมกำเนิดทุกแบบมีโอกาสผิดพลาดได้เสมอ และย้ำว่าการตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์คือการแสดงความรับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัวรูปแบบหนึ่ง

บัตรทองให้สิทธิ์ไว้ แต่การใช้จริงยังสะดุด

ศตคุณอธิบายภาพรวมระบบสุขภาพของไทยว่าแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ โดยระบบบัตรทองซึ่งเป็นสิทธิ์ตั้งต้นของประชาชนไทยส่วนใหญ่ ให้สิทธิ์ครอบคลุมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสมรรถภาพตามมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าหน่วยบริการหลายแห่งสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เขาเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับการต่อสู้ของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีในอดีต ที่ต้องเผชิญการตีตราจากระบบบริการสุขภาพในลักษณะใกล้เคียงกัน

เขาแนะนำวิธีสังเกตคลินิกเอกชนที่เข้าร่วมโครงการกับ สปสช. ว่าจะมีตราสัญลักษณ์ติดอยู่หน้าคลินิก และสามารถค้นหาหน่วยบริการใกล้เคียงผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ในฟังก์ชัน "กระเป๋าสุขภาพ" ซึ่งจะแสดงสิทธิประโยชน์ตามช่วงอายุและเพศของผู้ใช้แต่ละคน อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าข้อจำกัดสำคัญคือกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับการค้นหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตยังเข้าถึงช่องทางเหล่านี้ได้ยาก

ในช่วงท้าย ศตคุณฝากประเด็นเรื่องแนวโน้มนโยบาย "ร่วมจ่าย" ในระบบบัตรทอง โดยเตือนว่าหากมีการเก็บค่าใช้จ่ายส่วนต่างจากผู้ป่วยเมื่อเข้ารับการรักษา อาจทำให้ประชาชนบางกลุ่มหลีกเลี่ยงการไปพบแพทย์จนกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรัง และเชิญชวนให้ติดตามการเคลื่อนไหวคัดค้านแนวทางดังกล่าวจากเครือข่ายผู้บริโภคภาคอีสาน ที่มีกำหนดแถลงการณ์ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้

เสียงจากผู้ใช้บริการ: รอ 4 ปี เพื่อสิทธิ์ผ่าตัดยืนยันเพศ

พักตร์วิไลเล่าประสบการณ์ตรงในฐานะบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ที่ยื่นขอใช้สิทธิบัตรทองในการผ่าตัดยืนยันเพศตามมาตรา 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในกรณีแรก ๆ ของประเทศ เธอระบุว่าแม้ตัวบทกฎหมายจะรับรองสิทธิ์ไว้ชัดเจน แต่แนวทางปฏิบัติของทั้งฝั่งแพทย์และ สปสช. ยังไม่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมามีเพียงกรณีเดียวที่เคยได้ใช้สิทธิ์นี้ และเป็นกรณีการผ่าตัดเลือกเพศ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าอินเตอร์เซ็กซ์ทุกคนต้องผ่าตัดอวัยวะเพศเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีอวัยวะและระบบภายในร่างกายอีกหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ เช่น มดลูก รังไข่ และต่อมฮอร์โมนต่าง ๆ

เธอเล่าว่ากระบวนการตรวจสอบเพื่อยืนยันความเป็นอินเตอร์เซ็กซ์ต้องผ่านการตรวจโครโมโซมและระดับฮอร์โมนหลายครั้ง ซึ่งผลตรวจของเธอพบว่ามีรูปแบบโครโมโซมที่ซับซ้อนแตกต่างจากรูปแบบ XX หรือ XY ทั่วไป และมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงกว่าหญิงในวัยเดียวกัน กระบวนการทั้งหมดกินเวลานานถึง 4 ปีเต็ม โดยต้องเดินทางไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและตรวจซ้ำมากกว่า 30 ครั้ง ค่าใช้จ่ายรวมของการผ่าตัดครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 127,000 บาท ซึ่งสามารถเบิกจากสิทธิบัตรทองได้เพียงราว 27,000 บาทในหมวดเวชภัณฑ์เท่านั้น ส่วนที่เหลือเธอต้องรับผิดชอบเอง

พักตร์วิไลระบุว่ากรณีของเธอถูกโรงพยาบาลและ สปสช. พิจารณาในลักษณะ "กรณีศึกษา" เนื่องจากลักษณะความเป็นอินเตอร์เซ็กซ์ของเธอปรากฏชัดในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ไม่ใช่ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเธอมองว่าอาจเป็นองค์ความรู้ใหม่สำหรับวงการแพทย์ไทย เธอกำหนดผ่าตัดในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ และระหว่างรอคิว เธอเตรียมร่างกายด้วยการออกกำลังกายและรับประทานโปรตีนเพื่อเสริมการสมานแผล พร้อมยอมรับว่าการฟื้นตัวในวัยที่มากขึ้นจะใช้เวลานานกว่าคนหนุ่มสาว

นอกจากประเด็นส่วนตัว พักตร์วิไลยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมในฐานะผู้รับเรื่องร้องเรียนของศูนย์หลักประกันสุขภาพภาคประชาชนจังหวัดสุรินทร์ว่า ผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ก็ตาม สามารถยื่นขอรับเงินเยียวยาจาก "กองทุนมาตรา 41" ได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิดกับแพทย์หรือโรงพยาบาลผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่หลายคนยังไม่ทราบ ด้านศตคุณเสริมว่าสามารถยื่นเรื่องได้ทั้งที่โรงพยาบาล ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองประจำจังหวัด หรือสำนักงาน สปสช. เขต โดยหน่วยงานปลายทางที่รับผิดชอบพิจารณาคือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในฐานะกองเลขานุการคณะอนุกรรมการมาตรา 41

การเรียกร้องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายเป็นเรื่องเดียวกับสิทธิสุขภาพ

ก่อนปิดรายการ วิทยากรทั้งสามฝากประเด็นทิ้งท้ายตรงกันว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนโดยไม่ควรแบ่งแยกตามเพศ อายุ หรือประเภทของโรค และควรผลักดันให้ทุกสิทธิ์การรักษาพยาบาลของไทยมีมาตรฐานเดียวกัน กรชนกย้ำว่าการเข้าถึงบริการทำแท้งอย่างปลอดภัยคือส่วนหนึ่งของ "สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง" (self-determination) ที่ทำให้ผู้หญิงและผู้ที่ตั้งครรภ์ได้ไม่ต้องอยู่ภายใต้ความกลัว และเรียกร้องให้รัฐและสังคมหยุดพยายามสร้างภาพให้การทำแท้งเป็นเรื่องน่ากลัวหรือซับซ้อนเกินจริง

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: