ผลวิจัยสะท้อน พื้นที่การเมืองที่ปลอดภัยช่วยให้เยาวชนไม่หันไปจับอาวุธ

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 13 ก.ย. 2569 | อ่านแล้ว 52 ครั้ง


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดำเนินมายาวนานกว่าสองทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2547 ได้สร้างทั้งความสูญเสีย บาดแผล และวงจรความรุนแรงที่ส่งผลต่อชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐยังใช้มาตรการทางทหารและกฎหมายพิเศษเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลพื้นที่

แต่เวทีสัมมนาทางวิชาการ “22 ปี บทเรียนและก้าวต่อไป: การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เพื่อสันติภาพที่เคารพความหลากหลาย” ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนอีกมุมหนึ่งจากงานวิจัยด้านสันติศึกษา

ข้อค้นพบสำคัญคือ การเปิด “พื้นที่การเมืองที่ปลอดภัย” ให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ได้แสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง อาจเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาเลือกใช้วิถีทางการเมืองแทนการหันไปใช้ความรุนแรงหรือจับอาวุธต่อสู้กับรัฐ

ปัญหาที่มาตรการความมั่นคงอย่างเดียวแก้ไม่ได้

นักวิชาการด้านสันติศึกษาอย่าง ศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว และ ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช รวมถึงตัวแทนภาคประชาชนอย่าง น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ สะท้อนว่า ปัญหาชายแดนใต้มีรากลึกกว่าประเด็นความมั่นคง

มาตรการที่ผ่านมาให้น้ำหนักกับความมั่นคงของรัฐ เอกภาพของประเทศ และการใช้กำลังทหาร รวมถึงมาตรการทางปกครองและกฎหมายพิเศษ ขณะเดียวกัน การดำเนินการบางอย่าง เช่น การเก็บดีเอ็นเอหรือการตรวจสอบประชาชนในพื้นที่ ได้สร้างความรู้สึกห่างเหินและบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน

ปัญหาชายแดนใต้ยังเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และโครงสร้างการปกครอง ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การควบคุมสถานการณ์ แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยทางการเมืองและกระบวนการสันติภาพ รวมถึงให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม

พื้นที่กึ่งเปิด แต่คนยังรู้สึกไม่ปลอดภัย

แม้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีช่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่ปัญหาสำคัญคือพื้นที่เหล่านั้นยังไม่ใช่ “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง

ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นอ่อนไหวอาจถูกติดตาม ตรวจสอบ หรือถูกดำเนินคดี ทำให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองที่สูงขึ้น และหลายคนเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นหรือไม่เข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ

เมื่อพื้นที่ทางการเมืองไม่ปลอดภัย การพูดคุยอย่างเปิดใจก็เกิดขึ้นได้ยาก และยิ่งทำให้ความไม่ไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐดำรงอยู่ต่อไป

เมื่อเยาวชนเลือกพื้นที่ทางการเมืองแทนการใช้ความรุนแรง

งานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายเยาวชนสะท้อนให้เห็นว่า หลังปี 2547 คนรุ่นใหม่ในพื้นที่เริ่มมีบทบาทเปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจตกอยู่ในสถานะผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้สนับสนุนความรุนแรง ไปสู่การสร้างพื้นที่ทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ

ทั้งกลุ่มกิจกรรมทางวัฒนธรรม เครือข่ายนักศึกษา และเวทีสาธารณะ กลายเป็นช่องทางให้เยาวชนสามารถสื่อสารอัตลักษณ์ ความต้องการ และข้อเรียกร้องของตัวเองโดยไม่ต้องใช้อาวุธ

การเปิดโต๊ะพูดคุยสันติภาพกับผู้เห็นต่างตั้งแต่ปี 2556 ก็เป็นอีกหมุดหมายสำคัญ เพราะทำให้ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างบางส่วนถูกย้ายจากสนามความรุนแรงมาสู่โต๊ะเจรจา

สิ่งนี้ช่วยให้ประชาชนและเยาวชนเห็นว่า การต่อสู้ผ่านวิถีทางการเมืองอาจสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้

บทเรียนจากอาเจะห์ มินดาเนา และไอร์แลนด์เหนือ

ประสบการณ์จากพื้นที่ขัดแย้งในต่างประเทศก็ให้บทเรียนในทิศทางเดียวกัน ทั้งอาเจะห์ (Aceh) มินดาเนา (Mindanao) ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) แคว้นบาสก์ (Basque Country) และเซาท์ทิโรล (South Tyrol)

งานวิจัยเปรียบเทียบกระบวนการสันติภาพพบว่า ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์และดินแดนไม่สามารถยุติได้ด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว

ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จคือการเปิดพื้นที่ทางการเมือง การออกแบบรูปแบบการปกครองตนเอง (Autonomy) การแบ่งปันอำนาจ (Power-Sharing) และการเปิดทางให้กลุ่มติดอาวุธเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเมืองในระบบรัฐสภา

บทเรียนเหล่านี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนจากการต่อสู้ด้วยอาวุธมาสู่การต่อสู้ผ่านระบบการเมืองจะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้คนเชื่อว่าพวกเขามีช่องทางที่จะส่งเสียงและผลักดันการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง

พื้นที่กลางที่เปิดให้คนเห็นต่างได้พูดคุยกัน

นอกจากงานวิชาการแล้ว ยังมีประสบการณ์จากวง IPP (Insider Peacebuilders Platform) หรือแนวคิด “พื้นที่กลางในการสร้างสันติภาพจากคนใน” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2554

ผู้เขียนระบุว่า ได้เข้าร่วมกิจกรรมของวงดังกล่าวมากกว่า 40 ครั้งในช่วงปี 2556–2568 โดยพื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางที่เปิดให้ผู้มีจุดยืนแตกต่างกันอย่างมากได้พบปะ พูดคุย และรับฟังกันโดยลดความหวาดระแวงลง

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ลักษณะนี้ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดจากกฎหมายความมั่นคง การใช้กฎหมาย SLAPP และการโยกย้ายบุคลากรที่มีแนวคิดและประสบการณ์ด้านการสร้างสันติภาพ ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างค่อย ๆ ลดลง

พื้นที่ปลอดภัยคือเครื่องมือป้องกันความรุนแรง

เมื่อพิจารณาจากบทเรียนทั้งหมด การสร้าง “พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย” (Safe Political Space) จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการป้องกันความขัดแย้งและความรุนแรง (Conflict Prevention)

หากเยาวชนรู้สึกว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย มีช่องทางให้แสดงความคิดเห็น และสามารถมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกคุกคามหรือดำเนินคดี โอกาสที่พวกเขาจะเลือกใช้วิถีทางการเมืองก็ย่อมเพิ่มขึ้น

จากมาตรการความมั่นคงสู่การสร้างความไว้วางใจ

ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา บทเรียนจากชายแดนใต้สะท้อนชัดว่า มาตรการทางทหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่จำเป็นคือความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will) ที่จะสลายกำแพงความไม่ไว้วางใจ เปิดพื้นที่ให้เกิดความเห็นต่าง และสร้างหลักประกันว่าประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างปลอดภัย

การคืนพื้นที่ทางการเมืองให้กับประชาชน ควบคู่กับการเคารพอัตลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาจเป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมจากความขัดแย้งไปสู่สันติภาพ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทำให้คนรุ่นใหม่เชื่อว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านเสียงของตัวเองได้ อาจเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่สุดที่จะทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องหยิบอาวุธขึ้นมาเผชิญหน้ากับรัฐ

หมายเหตุ อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://www.facebook.com/share/1gfRsP8GR8/?mibextid=wwXIfr

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: