กลุ่ม 'เฟมินิสต์ปลาแดก' จัดเสวนา 'Safe Sex and Consent' ชวนสังคมทบทวนนิยาม 'ความยินยอม'

กองบรรณาธิการ TCIJ 12 ส.ค. 2569 | อ่านแล้ว 16 ครั้ง


กลุ่ม "เฟมินิสต์ปลาแดก" จัดเสวนาออนไลน์ 'Safe Sex and Consent' เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ชวนสังคมทบทวนนิยาม 'ความยินยอม' ทั้งในมิติวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์

เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 กลุ่ม "เฟมินิสต์ปลาแดก" หรือชื่อทางการว่า "เฟมินิสต์แม่โขงชีมูน" องค์กรที่ทำงานด้านความเป็นธรรมทางเพศและความหลากหลายทางเพศ จัดกิจกรรมไลฟ์สดในซีรีส์ "Sex Education" ตอน "Safe Sex and Consent" ผ่านเพจเฟซบุ๊กของกลุ่ม เพื่อเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยและความยินยอม ทั้งในมิติวิทยาศาสตร์การแพทย์และมิติทางสังคมศาสตร์ โดยเลือกจัดในรูปแบบออนไลน์เพื่อให้ผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมกิจกรรมแบบออนไซต์ที่จังหวัดขอนแก่นตามปกติสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้เช่นกัน

รายการดำเนินโดย กีกี้ จิตลดา สมาชิกกลุ่มเฟมินิสต์ปลาแดก ซึ่งเชิญวิทยากรรับเชิญสองท่านมาร่วมพูดคุย ได้แก่ ดร.มลฤดี มโนรัตน์ อาจารย์สาขาผดุงครรภ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับวัยเจริญพันธุ์ การตั้งครรภ์ และการตั้งครรภ์ไม่พร้อม และประติมา รักษาชนม์ ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Day/DM ซึ่งทำงานรณรงค์เรื่องความสุขทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาโทสาขา Women and Gender Studies ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นิยาม "เซฟเซ็กซ์" สองมุมมองที่เชื่อมโยงกัน

ช่วงต้นของการเสวนา ผู้ดำเนินรายการชวนวิทยากรทั้งสองให้นิยามคำว่า "เซฟเซ็กซ์" ตามมุมมองของแต่ละสายงาน ประติมาอธิบายว่าเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับอำนาจและพื้นที่ทับซ้อนของอัตลักษณ์ โดยชี้ว่าวัฒนธรรมการให้ความยินยอมที่สังคมไทยรับเข้ามาจากต่างประเทศยังขาดมิติความเข้าใจบริบทวัฒนธรรมไทย ทำให้การสื่อสารเรื่องยินยอมหรือไม่ยินยอมมักเกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างคู่สื่อสาร เธอเสนอว่าสังคมควรให้ความสำคัญกับการยืนยันเชิงบวก หรือ affirmative consent มากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาการปฏิเสธเพียงอย่างเดียว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าแม้แต่คำว่า "ยินยอม" ในภาษาไทยเองก็มีความหมายที่ซับซ้อนและอาจสร้างความรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากเชื่อมโยงกับการต้องสละอำนาจบางอย่างเมื่อมีกิจกรรมทางเพศ เธอยังอธิบายว่าประเด็นความยินยอมมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเพศกำเนิดหญิง เพราะโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่และชุดความเชื่อทางศาสนาบางส่วนหล่อหลอมให้ร่างกายผู้หญิงถูกมองว่าเป็นของครอบครัวหรือของสังคม มากกว่าจะเป็นของตัวเอง การพูดเรื่องความยินยอมจึงไม่ใช่เพียงการขออนุญาต แต่คือการยืนยันความเป็นเจ้าของร่างกายและตัวตนของตนเอง

ด้าน ดร.มลฤดี ให้นิยามโดยอ้างอิงกรอบสากลจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งใช้คำว่าสุขภาพทางเพศเป็นฐาน โดยระบุว่าประสบการณ์ทางเพศที่ดีต้องมีองค์ประกอบสำคัญสองด้าน คือความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายโดยปราศจากการบังคับ ซึ่งครอบคลุมทุกเพศสภาพไม่จำกัดเฉพาะชายหญิง และความปลอดภัยจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอชไอวี ซิฟิลิส หนองในแท้ และหนองในเทียม เธอเสริมว่าการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพผู้ติดเชื้อ แต่ยังส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระดับประเทศซึ่งมาจากภาษีของประชาชนทุกคน พร้อมยกตัวอย่างจากหน้างานว่ากฎหมายไทยยังกำหนดให้ผู้หญิงที่บรรลุนิติภาวะแล้วต้องได้รับความยินยอมจากสามีก่อนทำหมัน ซึ่งเธอตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ว่าหากเป็นเพียงการรับทราบข้อมูลกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อนก็พอรับได้ แต่หากหมายถึงสามีมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเนื้อตัวร่างกายของภรรยา ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรเป็นเช่นนั้น

"การโน้มน้าว" คือความยินยอมหรือการบังคับ

ประเด็นที่ถูกอภิปรายอย่างเข้มข้นที่สุดในวงเสวนาคือคำถามว่า การใช้คำพูดโน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายมีเพศสัมพันธ์ด้วย เช่น การพูดในเชิงว่าหากรักกันจริงต้องยอมมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่ยอมใส่ถุงยางอนามัยแปลว่าไม่รัก ถือเป็นการให้ความยินยอมที่แท้จริงหรือไม่ ดร.มลฤดี ให้ความเห็นว่าการโน้มน้าวในลักษณะนี้ถือเป็นการกึ่งบังคับ ซึ่งมีรากมาจากโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ที่หล่อหลอมบทบาททางเพศมาอย่างยาวนาน เธอย้ำว่าแม้จะเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์บังคับอีกฝ่ายให้มีเพศสัมพันธ์หากไม่พร้อม พร้อมเล่าถึงประสบการณ์ที่พบผู้รับบริการซึ่งยอมมีเพศสัมพันธ์หรือแม้แต่ยอมตั้งครรภ์ทั้งที่ไม่พร้อม เพียงเพราะรู้สึกว่าต้องทำหน้าที่ภรรยาที่สมบูรณ์แบบ

ประติมาเห็นสอดคล้องกันว่าการโน้มน้าวคือรูปแบบหนึ่งของการบังคับ โดยอธิบายว่าเป็นการยินยอมที่เกิดผ่านระบบอำนาจบางอย่างที่แฝงอยู่ในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในครอบครัว พลวัตทางเศรษฐกิจ หรือผลประโยชน์ร่วม โดยเปรียบเทียบว่าเทคนิคการโน้มน้าวมีลักษณะคล้ายกลยุทธ์การเจรจาต่อรองแบบทุนนิยม ที่ฝ่ายหนึ่งพยายามดึงผลประโยชน์เข้าตนเองให้มากที่สุด ซึ่งไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่มีความสุขอย่างแท้จริง แม้บางครั้งฝ่ายที่ถูกโน้มน้าวอาจรู้สึกเร้าใจในขณะนั้น แต่หากไม่รู้เท่าทันก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความสุขที่ดีต่อสุขภาพจิตใจ ทั้งสองท่านสรุปตรงกันว่าการโน้มน้าวคือการบังคับรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เป็นการบังคับที่ใช้ทักษะทางภาษาและวาทศิลป์อย่างแนบเนียนมากกว่าการบังคับด้วยกำลัง

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและบนโลกออนไลน์

การสนทนายังขยายไปสู่ประเด็นความรุนแรงในรูปแบบที่มองเห็นได้ยาก ประติมาอธิบายแนวคิดความรุนแรงอันแช่มช้า หรือ slow violence ซึ่งหมายถึงความรุนแรงที่ค่อย ๆ สะสมและซึมลึกในเนื้อตัวของบุคคลโดยไม่ปรากฏเป็นการปะทะทางกายภาพชัดเจน เช่น วาทกรรมที่ส่งเสริมความเป็นชายเป็นใหญ่ หรือการเลี้ยงดูที่ส่งต่อความรุนแรงข้ามรุ่นโดยไม่รู้ตัว เธอยังชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากเทคโนโลยี โดยเฉพาะการที่ผู้กระทำสามารถปกปิดตัวตนผ่านบัญชีนิรนามบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ยากต่อการติดตามหรือหาหลักฐาน

รวมถึงปรากฏการณ์การกลั่นแกล้งผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตนเอง หรือการล้อเลียนผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศ โดยผู้กระทำมักซ่อนตัวอยู่หลังบัญชีปลอมที่ตรวจสอบไม่ได้ ในช่วงหนึ่งของการสนทนา ผู้ดำเนินรายการและวิทยากรยังเชื่อมโยงประเด็นความรุนแรงสะสมเข้ากับเหตุการณ์กราดยิงที่เพิ่งเกิดขึ้น โดยตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมรุนแรงมักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลสะสมจากความรุนแรงหลายมิติที่บุคคลได้รับมาตลอดชีวิต ทั้งจากครอบครัว ระบบการศึกษาที่เน้นแข่งขันและมุ่งผลสัมฤทธิ์มากกว่าสุขภาวะทางใจ และสภาพแวดล้อมออนไลน์ ดร.มลฤดี เสริมว่าระบบการศึกษาไทยควรปรับแนวคิดจากการมุ่งสร้างเด็กเก่งไปสู่การสร้างเด็กที่มีความสุขและอยู่ร่วมในสังคมได้ พร้อมเสนอให้มีการสอดแทรกเพศศึกษาเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้น

ในช่วงหนึ่ง มีคำถามจากผู้ชมทางบ้านถึง ดร.มลฤดี เกี่ยวกับกฎหมายยุติการตั้งครรภ์ในปัจจุบัน ซึ่งเธออธิบายว่ากฎหมายไทยได้ปรับปรุงให้เปิดกว้างมากขึ้นกว่าในอดีต โดยอนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ในช่วงอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ และหากอายุครรภ์อยู่ระหว่าง 12 ถึง 18 สัปดาห์ ยังสามารถทำได้แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากทีมสหวิชาชีพก่อน เนื่องจากความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะการตกเลือดหลังคลอด จะเพิ่มขึ้นตามอายุครรภ์ที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เธอชี้ให้เห็นอุปสรรคในทางปฏิบัติว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ทำได้ แต่บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนยังคงมีชุดความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษฝังอยู่ ทำให้บางโรงพยาบาลไม่เข้าร่วมโครงการ หรือมีเพียงเจ้าหน้าที่บางคนเท่านั้นที่ยินดีให้บริการ ผู้ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์เกิน 12 สัปดาห์จึงอาจต้องเดินทางไปยังสถานพยาบาลเฉพาะ เช่นในพื้นที่ขอนแก่นคือศูนย์อนามัยที่ 7

ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้งสองได้แลกเปลี่ยนแนวทางการสื่อสารในหน้างานของตนเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ประติมาเน้นย้ำว่าการสื่อสารเรื่องสุขภาพทางเพศควรเป็นแบบสหวิทยาการ ไม่ผูกติดกับมุมมองทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว และเสนอว่าการใช้อุปกรณ์เสริมทางเพศเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้บุคคลเรียนรู้ร่างกายตนเอง ทำให้สื่อสารความต้องการกับคู่สัมพันธ์ได้ชัดเจนขึ้น เธอยังแนะนำว่าเมื่อเผชิญความรุนแรง ควรยืนยันจุดยืนของตนอย่างหนักแน่น และไม่ควรลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากคนที่ไว้ใจหรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือสถานีตำรวจ ด้าน ดร.มลฤดี กล่าวว่าการสื่อสารในหน้างานของตนแบ่งเป็นสองรูปแบบ คือการสื่อสารเชิงวิชาการอย่างเป็นทางการกับนักศึกษาพยาบาล เพื่อปลูกฝังแนวคิดเรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและความเท่าเทียมทางเพศตั้งแต่ต้น และการสื่อสารแบบไม่เป็นทางการผ่านชีวิตครอบครัว โดยยกตัวอย่างว่าตนสอนลูกสาวให้กล้าบอกเมื่อถูกกระทำไม่เหมาะสม แม้จะเป็นคนในครอบครัวก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กซึมซับว่าการถูกล่วงละเมิดเป็นเรื่องปกติ

ก่อนปิดรายการ วิทยากรทั้งสองได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมและช่องทางติดตามผลงานของตน โดยองค์กร Day/DM ของประติมาเตรียมจัดกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การวาดภาพเปลือยในธีมวันแม่เพื่อชวนตั้งคำถามใหม่ต่อความหมายของค่าน้ำนม และเวิร์กช็อปเกี่ยวกับอุปกรณ์เสริมทางเพศ โดยสามารถติดตามได้ทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และเอ็กซ์ ในชื่อ Day/DM ส่วน ดร.มลฤดี เปิดรับเชิญไปบรรยายให้ความรู้แก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่สนใจประเด็นความเท่าเทียมทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ โดยสามารถติดต่อผ่านเพจของเฟมินิสต์ปลาแดกได้เช่นกัน

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: