เวทีเสวนา “อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่” โดย JustPow ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและพลังงานชี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเพิ่มความผันผวนต่อราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว การค้าโลก และต้นทุนพลังงาน พร้อมเตือนว่าโครงสร้างพลังงานไทยที่พึ่งพาการนำเข้าและก๊าซธรรมชาติเป็นหลักสะท้อนความเปราะบางเชิงระบบ เสนอให้รัฐกระจายแหล่งพลังงาน ปรับกลไกราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง เปิดการแข่งขันในตลาดไฟฟ้า และเร่งขยายพลังงานหมุนเวียน เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีกำลังเผชิญแรงกดดันให้ทบทวนนโยบายพลังงานและโครงสร้างค่าไฟท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก
เวทีเสวนา “อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร, รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende และ อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100)
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรเตือน สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทย 3 ช่องทาง ชี้ไทยนำเข้าน้ำมัน 6% ของ GDP
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านสามช่องทางสำคัญ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว การค้าโลก และราคาสินค้า ขณะเดียวกันยังตั้งคำถามถึงโครงสร้างการใช้พลังงานของไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันคิดเป็นมูลค่าราว 6% ของ GDP ทั้งที่ประเทศสามารถผลิตพลังงานได้บางส่วนในประเทศ
พิพัฒน์กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไทยพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางจำนวนมาก พร้อมตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานว่า “ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสูงสุดในภูมิภาค คิดเป็นมูลค่าราว 6% ของ GDP ทั้งที่ไทยสามารถผลิตพลังงานได้ในประเทศ จึงนำไปสู่คำถามว่า เหตุใดไทยจึงพึ่งพาการนำเข้ามาก และเรากำลังใช้พลังงานไม่คุ้มค่าหรือไม่”
พิพัฒน์มองว่า สงครามที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านสามช่องทางสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง ภาคการท่องเที่ยว ที่ปีนี้เราหวังว่าจะเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว
สอง ผลกระทบต่อการค้าโลก ค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับค่าประกันการขนส่งสินค้าทางเรือ รวมถึงผลต่อเศรษฐกิจของประเทศสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งก่อนเกิดสงครามมีการคาดการณ์ว่า การเติบโตของ AI จะช่วยหนุนเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนา AI ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจึงอาจไม่สูงเท่าที่คาดไว้
สาม ราคาสินค้าแพงขึ้นและสินค้าอาจขาดแคลน โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นย่อมกระทบต่อประชาชนแน่นอน พิพัฒน์เปรียบว่าเหมือนการเก็บภาษีที่กระทบทุกคนพร้อมกัน เพราะราคาสูงขึ้นแต่ประชาชนไม่สามารถลดการใช้ได้ เช่น ยังต้องขับรถ ต้องจ่ายค่าไฟ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่สินค้าบางอย่างจะขาดแคลน เช่น ปุ๋ยยูเรียซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติ
พิพัฒน์ตั้งฉากทัศน์ไว้สามแบบ คือ ฉากทัศน์ที่ 1 จบเร็ว ในที่นี้คือระยะ 1 เดือน ซึ่งราคาน้ำมันขึ้นแต่ไม่รุนแรงและไม่ยาวนาน ฉากทัศน์ที่ 2 ยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง สงครามกินเวลายาวนานแต่ไม่ขยายตัว และไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานมากเกินไป และฉากทัศน์ที่ 3 ยืดเยื้อแต่รุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซไม่เปิด บ่อน้ำมันไม่เปิด ซึ่งหากเกิดขึ้น จะต้องใช้เวลานานนับปีกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ปกติ แต่อย่างไรก็ตาม เวลานี้ยังคาดเดาสถานการณ์ได้ยาก
พิพัฒน์เห็นว่า ข้อเสนอต่อภาครัฐ คือต้องหาวิธีอุดหนุนที่หลากหลายมากขึ้น เวลานี้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยเงินกองทุนสำรองน้ำมันดีเซลราวเดือนละสามหมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2022 ทั้งที่รบกันแค่สิบกว่าวัน หนี้ของกองทุนน้ำมันจากตอนนั้น ต้องใช้เวลานานสองสามปีกว่าหนี้จะหมด วันนี้กองทุนกลับมาเป็นหนี้อีกครั้ง จึงเกิดคำถามว่า เงินส่วนนี้ควรนำไปใช้ในด้านอื่นที่จำเป็นมากกว่าหรือไม่ และในสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ยากเช่นนี้ เรามีวิธีอุดหนุนพลังงานรูปแบบอื่นหรือไม่
พิพัฒน์ย้อนถึงปี 2022 ที่ค่าไฟฟ้าเคยสูงถึงหน่วยละ 4 บาท แต่เมื่อวิกฤตสิ้นสุดลง เรากลับปรับลดค่าไฟลงอย่างมาก จนทำให้หนี้ที่สะสมไว้ก่อนหน้านั้นไม่ลดลง สุดท้ายจึงกลายเป็นภาระของรัฐ ต่างจากกองทุนน้ำมันที่สามารถทยอยลดหนี้ลงจนเหลือศูนย์
ต่อสถานการณ์ตอนนี้ พิพัฒน์ชี้ว่า “ราคาของ LNG ตลาดโลกขึ้นไปแล้ว ต้นทุนการผลิตไฟขึ้นไปแล้ว ถ้าเราไม่ปรับราคาขายไฟ ต้นทุนตรงนี้ก็ไปอยู่สักที่หนึ่ง ไม่ว่าค่าไฟจะขึ้นหรือไม่ เรามีหนี้ที่จะต้องจ่ายอยู่แล้ว”
ในระยะยาว พิพัฒน์เสนอให้ “รัฐบาลต้องกระจายความเสี่ยงเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการหาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ขณะเดียวกันต้องพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซว่า จะทำอย่างไรให้ระบบสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงต้องคิดต่อว่า ในระยะยาว จะทำอย่างไรให้ไทยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเพียงอย่างเดียว และหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น”
หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ โครงสร้างไฟฟ้าไทยผูกกับก๊าซมานาน 46 ปี วิกฤต LNG สะท้อนจุดเปราะบางพลังงานไทย
ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende ให้ความเห็นถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อไทยว่า ขณะนี้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในการส่งออก LNG ที่จะส่งมายังเอเชียแล้ว แม้ว่าสงครามจะจบเร็วหรือช้า การฟื้นฟูโครงสร้างดังกล่าวก็อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน อย่างไรก็ตาม สงครามครั้งนี้แม้จะส่งผลกระทบต่อตลาด LNG แต่ก็อาจไม่รุนแรงเท่าความขัดแย้งในปี 2022 แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสเกิดวิกฤตพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ศุภวรรณกล่าวว่า โดยปกติราคา LNG จะเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักรตามอุปสงค์และอุปทาน เมื่อราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตจะขยายการผลิตจนเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม วิกฤตปี 2022 มีความรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดยุโรปยุติการใช้ก๊าซจากรัสเซียและหันมาซื้อ LNG ในตลาดโลกแทน ส่งผลให้ราคาในเอเชียพุ่งสูงถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู แม้ภายหลังจะมีการคาดการณ์ว่าราคาในช่วงปี 2026-2030 จะลดลงเหลือประมาณ 11-15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู แต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุดได้ผลักดันราคา LNG ขึ้นไปแตะ 20 ดอลลาร์ อีกครั้ง
“การพยากรณ์หรือแบบจำลองใดๆ ที่เราใช้วางแผนภาคไฟฟ้าหรือภาคพลังงาน จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่นอกเหนือจากวัฏจักรธรรมชาติของตลาดเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เวลากระทบราคาที มันไม่ได้กระทบขึ้นแค่ 10% 20% อย่างในปี 2022 ราคา LNG ขึ้นไป 187% ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 4.72 บาท และทำให้ กฟผ. ในตอนนั้นมีหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาท ซึ่งหนี้ตรงนั้นยังไม่ได้หายไปไหน สุดท้ายมันจะถูกส่งผ่านมายังค่าไฟอยู่ดีด้วย”
นอกจากนี้ ศุภวรรณยังกล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศไทยว่า ความเสี่ยงด้านพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2022 ประเทศไทยนำเข้า LNG ประมาณ 8.5 ล้านตัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านตันในปีนี้ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าในปี 2030 สัดส่วนการนำเข้าอาจเพิ่มสูงถึงร้อยละ 50 เนื่องจากปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยลดลง ประกอบกับสัญญานำเข้าก๊าซจากเมียนมากำลังจะสิ้นสุดลง
ศุภวรรณระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลักมาเป็นเวลานานถึง 46 ปี จากการมีแหล่งก๊าซในอ่าวไทยซึ่งมีต้นทุนต่ำและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอดีต ส่งผลให้ปัจจุบันโครงสร้างระบบไฟฟ้าของไทยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ผูกพันกับการใช้ก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง
จากร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2024) พบว่าความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติยังคงไม่ลดลงในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้ามักผูกพันกับสัญญาจัดหาก๊าซธรรมชาติระยะยาว 20-25 ปี เมื่อปริมาณก๊าซจากแหล่งผลิตในประเทศลดลง การพึ่งพาการนำเข้าจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก
ศุภวรรณชี้ว่า แนวทางแก้ปัญหาในระยะยาวคือการปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มสัดส่วนพลังงานภายในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เนื่องจากวิกฤตที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติทำให้ค่าไฟฟ้าผันผวนตามปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
แม้สัญญาเดิมจะยังคงมีอยู่ แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตถือเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก โดยต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) รวมถึงการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และเทคโนโลยี เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและไฮโดรเจน เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าเมื่อมีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น
“วิกฤตที่ผ่านมาทำให้เห็นแล้วว่า การพึ่งพาก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า มีความเสี่ยงทั้งในเรื่องของความมั่นคงทางพลังงานและราคา วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้เราได้คิดทบทวนว่าการวางแผนอนาคตข้างหน้า เราควรจะทำอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นคงจากการพึ่งพาพลังงานที่มีอยู่ภายในประเทศ รวมถึงการวางแผนเพื่อพลังงานทางเลือกอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และลม”
ศุภวรรณกล่าวว่า การปรับเปลี่ยนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเดิมอาจทำได้ยาก แต่ช่วงการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการทบทวนความมั่นคงทางพลังงาน โดยควรนำความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้ามาพิจารณาในแผนให้รอบด้านมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศและเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และกลไกตลาดที่สอดคล้องกับระบบไฟฟ้าในอนาคต
อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมีชี้ การกดราคาพลังงานทำโครงสร้างบิดเบือน เสนอเปิดตลาดไฟฟ้าเพิ่มการแข่งขัน
เมื่อมองถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลายคนกังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านปิโตรเลียมอย่าง รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้อาจมีทั้งมิติที่ “เร็ว” และ “ช้า” ซ้อนทับกันอยู่
"ในสายปิโตรเลียม ผมคิดว่าทั้งช้าและเร็ว เร็วคือเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่าเป็นผลกระทบใหญ่ หรือ Major Impact มันจะค่อนข้างไม่นาน เพราะต้องยอมรับว่าอิหร่านก็เจ็บตัวเหมือนกัน"
เขาอธิบายว่า สาเหตุที่ผลกระทบหลักอาจไม่ยืดเยื้อนัก เนื่องจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามีการวางแผนรับมือล่วงหน้าอย่างมาก โดยสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนสถานะจากประเทศผู้นำเข้าพลังงานเมื่อราวสิบปีก่อน กลายมาเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงาน จากการพัฒนาเทคโนโลยี Shale Oil และ Shale Gas ซึ่งใช้เทคนิคการขุดเจาะที่ซับซ้อนกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิม ทำให้สหรัฐฯ มีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำมัน
ในขณะเดียวกัน อิหร่านเองก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน และแสดงท่าทีพร้อมเจรจายุติความขัดแย้ง หากเงื่อนไขด้านการค้าขายเชิงพาณิชย์ได้รับการผ่อนปรน การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงอาจเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง มากกว่าความตั้งใจทำสงครามเต็มรูปแบบ
หากมองผ่านกลไกราคาพลังงานโลกตามทฤษฎีจุดสูงสุดฮับเบิร์ต (Hubbert Peak Theory) ราคาน้ำมันดิบมักถูกจำกัดเพดานไว้ที่ประมาณ 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพราะเมื่อราคาทะลุระดับดังกล่าว พฤติกรรมของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมจะเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันเองก็อาจไม่ได้ต้องการ ดังนั้นโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะยาว จึงมีความเป็นไปได้ไม่มากนัก
ในประเด็นความเปราะบางของประเทศไทยและกับดักการอุดหนุนราคาพลังงาน รักไทยระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่ใช้เม็ดเงินเกือบพันล้านบาทต่อวัน เขามองว่าโครงสร้างการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแหในปัจจุบัน ทำให้เบนซินเป็นเดอะแบกของประเทศ สร้างความบิดเบี้ยวให้กับนโยบายพลังงาน
"การกดราคาพลังงานมันไปบิดเบือนนโยบายพลังงาน พูดตรงๆ ในเชิงวิศวกรรมดีเซลคือ C9 ส่วนเบนซินคือ C6 แต่เรากลับขาย C9 ถูกกว่า C6 มันก็ไม่ตรงกับหลักการ เพราะฉะนั้น เราต้องปรับโครงสร้างทั้งหมด เรื่องการอุดหนุนควรค่อยๆ ลด แล้วเอาเงินไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (energy transition) ที่ทำให้เรามั่นคงกว่า"
เขามองว่าการอุดหนุนควรปรับเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม (Sector-based) เช่น เวลานี้คนใช้เบนซินเป็นเดอะแบกที่ช่วย subsidize ให้คนใช้ดีเซล ซึ่งหากมองว่าเป็นการอุดหนุนภาคขนส่งก็พอรับได้ แต่รถหรูบางคันยังใช้ดีเซลอยู่ ผมคิดว่า เราไม่ควร subsidize รวม แค่อุดหนุนเป็น sector เช่นภาคขนส่ง (logistics)
หากรัฐบาลกล้าที่จะปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนและภาคธุรกิจจะเกิดการปรับตัว เช่น หันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานไฮโดรเจน หรือก๊าซ LNG ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาวมากกว่า
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อภูมิภาคตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง ประเทศไทยจึงควรเปิดกว้างในการจัดหาพลังงานจากหลากหลายแหล่ง เช่น การมองหาแหล่งปิโตรเลียมทางเลือกใน อเมริกาใต้ อย่างอาร์เจนตินา บราซิล หรือชิลี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ น้ำมันดิบชนิดเบา (Light Sweet Crude) จากตะวันออกกลาง หากต้องนำเข้า น้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) จากภูมิภาคอื่น อาจต้องลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีโรงกลั่นเพื่อรองรับวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังควรเร่งสำรวจแหล่งพลังงานในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งในพื้นที่ อ่าวไทย และฝั่ง ทะเลอันดามัน ซึ่งแม้จะต้องใช้เวลา 3–5 ปี ในการประเมินปริมาณสำรอง แต่ถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่จำเป็น
ในประเด็นโครงสร้างตลาดไฟฟ้า รักไทยระบุว่า แม้รัฐบาลยังมองว่า ก๊าซ LNG จะเป็นกระดูกสันหลังของระบบพลังงานในช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Energy Transition) แต่ระบบไฟฟ้าไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะโครงสร้างค่าไฟแบบ Time of Use (TOU) ที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน ซึ่งช่วงพีกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเวลากลางวันอีกต่อไป นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดยังขาดการแข่งขันที่เสรีพอ
“เมื่อไรที่เปิดให้มีผู้เล่นหลายราย ราคาก็จะถูกลง เหมือนธุรกิจการบิน สมัยก่อนแพงมาก พอเปิดให้หลายสายการบินแข่งขัน ราคาก็ถูกลง ไฟฟ้าก็เหมือนกัน ถ้าเปิดตลาดให้มีผู้เล่นหลายราย ค่าไฟก็มีโอกาสลดลง”
เขามองว่า หากประเทศไทยเปิดโอกาสให้ เอกชนรายย่อยหรือ SME สามารถผลิตไฟฟ้าและขายเข้าระบบสายส่งของรัฐได้มากขึ้น โดยให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) อย่างเต็มตัว ค่าไฟฟ้าของประเทศก็มีแนวโน้มลดลงในระยะยาว
นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทยเสนอปลดล็อกกฎหมายพลังงานสะอาด ชี้ไทยมีโอกาสได้ทั้งความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม
อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) กล่าวถึงวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางว่า เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องมองหาทางออกด้านพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคเอกชน พร้อมเสนอว่าประเทศไทยควรพิจารณาตัวเลือกด้านพลังงานใหม่เพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
อาทิตย์ยังกล่าวถึงทิศทางของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ว่า ควรคำนึงถึงทั้งต้นทุนพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
“เรามาอยู่ในจังหวะที่ต้นทุนด้านพลังงานสามารถบริหารจัดการได้ ทำให้เราสามารถได้ Energy Trilemma มาพร้อมกัน คือได้ทั้ง 1. ความมั่นคงด้านพลังงาน 2. ราคาที่ไม่แพงเกินไป และ 3. การรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เราคุยกันบนพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ เพราะวันนี้เราเห็นแล้วว่าพลังงานสะอาดสามารถให้ทั้งความมั่นคงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกัน”
นอกจากนี้ อาทิตย์ยังเสนอว่า ประเทศไทยควรทบทวนคำจำกัดความของ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ซึ่งปัจจุบันมักถูกมองเพียงมิติเดียว คือการป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดับ แต่ในความเป็นจริงควรครอบคลุมมากกว่านั้น ทั้งการเข้าถึงพลังงานในราคาที่จับต้องได้ การมีต้นทุนพลังงานที่สามารถคาดการณ์ได้และไม่ผันผวนตามวิกฤตโลก รวมถึงการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ผ่านการพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศ เช่น ก๊าซชีวภาพ พลังงานจากขยะ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานอย่างแบตเตอรี่
อาทิตย์ระบุว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุดจากแผน PDP คือการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
“สิ่งที่เร่งด่วนมากคือการปลดพันธนาการทางกฎหมายที่บล็อกผู้ประกอบการ ตัวอย่างเช่น โซลาร์ฟาร์มหรือโซลาร์โฟลท (Solar Floating) ยังถูกจัดเป็น รง.4 อยู่ (ซึ่งต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน) ทำให้โครงการพลังงานสะอาดจำนวนมากติดข้อจำกัดด้านผังเมือง และกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานสะอาด”
ในประเด็นการปรับโครงสร้างค่าไฟ อาทิตย์เห็นด้วยกับแนวคิดการกำหนดค่าไฟแบบ Dynamic Pricing โดยแบ่งหมวดหมู่ผู้ใช้ไฟฟ้าและช่วงเวลาการใช้ไฟให้ชัดเจน เช่น แยกผู้ใช้ไฟภาคครัวเรือนออกจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดอัตราค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้ไฟ ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็นธรรมในระบบ และกระตุ้นให้เกิดการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน แม้แนวคิดดังกล่าวจะยังไม่เคยถูกเสนออย่างจริงจังโดยรัฐบาลที่ผ่านมา
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

