ไทยเป็นมิตรกับ LGBTQ+ จริงหรือ? รายงานชี้ทอมและผู้ชายข้ามเพศยังเผชิญความรุนแรงที่สังคมมองไม่เห็น

กองบรรณาธิการ TCIJ 11 พ.ค. 2569 | อ่านแล้ว 4 ครั้ง


ท่ามกลางภาพลักษณ์ "สวรรค์เพศทางเลือก" ที่ประเทศไทยสร้างไว้ในสายตาโลก รายงานจากเครือข่าย TransEqual กลับเปิดเผยความจริงอีกด้านว่า ทอมและผู้ชายข้ามเพศยังคงตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงที่มีรากฐานจากอคติทางเพศ และยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายหรือนโยบายใดอย่างจริงจัง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติในฐานะหนึ่งในสังคมเอเชียที่เปิดรับความหลากหลายทางเพศมากที่สุด ภาพของขบวนพาเหรด Pride ที่คึกคัก อุตสาหกรรมบันเทิงที่มีตัวละครหลากเพศอยู่ในกระแสหลัก รวมถึงการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ล้วนเป็นหลักฐานที่ถูกหยิบยกมาสนับสนุนภาพลักษณ์นั้น

แต่จาก รายงานสำรวจสถานการณ์และข้อเสนอเบื้องต้น กรณีความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ และอาชญากรรมจากความเกลียดชังที่ส่งผลกระทบต่อทอมและผู้ชายข้ามเพศในประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดย ปวีณา หมู่อุบล และ อาทิตยา อาษา ภายใต้เครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี เพื่อความเท่าเทียม หรือ TransEqual ตั้งคำถามต่อภาพลักษณ์ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา รายงานชี้ให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางกฎหมายที่เกิดขึ้นยังไม่ได้แปลงเป็นความปลอดภัยในชีวิตจริงสำหรับทุกคน โดยเฉพาะทอมและผู้ชายข้ามเพศซึ่งเป็นกลุ่มที่มักถูกมองข้ามแม้แต่ภายในชุมชน LGBTQ+ เอง

ความรุนแรงที่ถูกเรียกว่า "การสั่งสอน"

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสะเทือนใจที่สุดในรายงานคือรูปแบบความรุนแรงที่ผู้กระทำมักอธิบายว่าเป็นการ "แก้ไข" หรือ "สั่งสอน" เหยื่อให้กลับมาประพฤติตนตามเพศกำเนิด รายงานบันทึกกรณีในปี 2560 ที่เยาวชนทอมอายุ 15 ปีในจังหวัดบึงกาฬถูกญาติกระทำความรุนแรงทางเพศจนตั้งครรภ์ โดยผู้กระทำระบุเหตุผลว่าต้องการให้ "กลับมาเป็นผู้หญิงจริง ๆ" รูปแบบดังกล่าวตรงกับสิ่งที่นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนเรียกว่า corrective rape หรือการข่มขืนเพื่อแก้ไข ซึ่งไม่ใช่เพียงการกระทำรุนแรงทางร่างกาย แต่เป็นการมุ่งทำลายตัวตนและศักดิ์ศรีของเหยื่ออย่างเป็นระบบ

เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่กรณีเดียว รายงานรวบรวมกรณีที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปี 2568 ครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่ชนบทและเมือง สิ่งที่เหตุการณ์เหล่านี้มีร่วมกันคือโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำและเหยื่อ ผู้กระทำมักเป็นบุคคลที่มีอำนาจเหนือกว่าในชีวิตของเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นครูในโรงเรียน ผู้นำชุมชน หรือสมาชิกในครอบครัว ขณะที่เหยื่อมักเป็นผู้เยาว์หรืออยู่ในสถานะที่พึ่งพาทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ไม่กล้าแจ้งความหรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเมื่อกล้าเดินหน้า ก็มักต้องเผชิญกับการถูกตีตราซ้ำจากเจ้าหน้าที่ที่ขาดความเข้าใจ

เมื่อกฎหมายไม่มีคำว่า "ความเกลียดชัง"

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่รายงานให้น้ำหนักอย่างมากคือการที่ประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่นิยาม "อาชญากรรมจากความเกลียดชัง" ไว้อย่างชัดเจน เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงที่มีมูลเหตุจากอคติทางเพศ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีภายใต้ฐานความผิดอาญาทั่วไป เช่น ทำร้ายร่างกาย หรือข่มขืน โดยไม่มีกลไกใดที่บังคับให้ต้องพิจารณาว่าแรงจูงใจของผู้กระทำมาจากความเกลียดชังต่ออัตลักษณ์ทางเพศหรือไม่ ผลคือโทษที่ผู้กระทำได้รับไม่สะท้อนความร้ายแรงของอาชญากรรมที่แท้จริง และสังคมก็ไม่ได้รับสัญญาณที่ชัดเจนว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ในระดับสากล หลายประเทศได้ออกกฎหมายที่กำหนดให้แรงจูงใจจากอคติเป็นเหตุเพิ่มโทษ เช่น สหรัฐอเมริกาที่มีกฎหมาย Matthew Shepard and James Byrd Jr. Hate Crime Prevention Act ซึ่งครอบคลุมความรุนแรงที่เกิดจากอัตลักษณ์ทางเพศ หรืออังกฤษและสก็อตแลนด์ที่มีบทบัญญัติระบุชัดเจนในเรื่องเดียวกัน ภาคประชาสังคมไทยเคยเสนอให้เพิ่มโทษในคดีที่มีมูลเหตุจากอคติอย่างน้อยหนึ่งในสามของโทษเดิม แต่ข้อเสนอนั้นถูกปฏิเสธโดยอ้างว่าประเทศไทยไม่มีเหตุการณ์ที่เข้าข่ายอาชญากรรมจากความเกลียดชัง ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับสิ่งที่รายงาน TransEqual บันทึกเอาไว้

ปัญหาอีกชั้นหนึ่งคือการที่ระบบเก็บข้อมูลของภาครัฐไม่ได้แยกแยะอัตลักษณ์ทางเพศออกจากเพศกำเนิด ทำให้ไม่มีสถิติที่ชัดเจนว่ามีทอมหรือผู้ชายข้ามเพศตกเป็นเหยื่อความรุนแรงกี่คน ปัญหาจึงถูกทำให้มองไม่เห็นตั้งแต่ในระดับตัวเลข และเมื่อไม่มีตัวเลข การจัดสรรทรัพยากรหรือออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขก็ย่อมไม่เกิดขึ้น

ข้อเรียกร้อง

รายงานเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายอาญาให้นิยามอาชญากรรมจากความเกลียดชังอย่างชัดเจน และกำหนดให้มูลเหตุจากอคติทางเพศเป็นเหตุเพิ่มโทษ ควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือที่มีบุคลากรเข้าใจประเด็น SOGIESC และพัฒนาระบบแจ้งเหตุแบบไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อให้เหยื่อที่กลัวการถูกตีตราหรืออยู่ในสถานะพึ่งพาผู้กระทำสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้จริง

ในระยะยาว รายงานเสนอให้บรรจุเนื้อหาความหลากหลายทางเพศในหลักสูตรการศึกษาและรณรงค์ผ่านสื่อกระแสหลัก เพื่อเปลี่ยนทัศนคติที่เป็นรากเหง้าของความรุนแรงตั้งแต่ระดับครอบครัวและชุมชน พร้อมกันนั้นยังเรียกร้องให้ปรับระบบเก็บข้อมูลของรัฐให้แยกแยะอัตลักษณ์ทางเพศได้ละเอียดขึ้น เพราะตราบใดที่คนกลุ่มนี้ยังไม่ปรากฏในสถิติ นโยบายก็จะยังคงมองไม่เห็นพวกเขาต่อไป

และสิ่งที่รายงานย้ำในท้ายที่สุดคือการให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมีที่นั่งในกระบวนการกำหนดนโยบายระดับชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงถูกหยิบยกมาเป็นสัญลักษณ์ในวันเฉลิมฉลอง เพราะนโยบายที่ดีที่สุดคือนโยบายที่ถูกออกแบบโดยคนที่รู้ดีที่สุดว่าชีวิตของตัวเองเป็นอย่างไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: