'วัดคำประมง' โมเดลสถานชีวาภิบาลระบบบัตรทองดูแลผู้ป่วยระยะท้าย

กองบรรณาธิการ TCIJ 11 มี.ค. 2569 | อ่านแล้ว 120 ครั้ง


“วัดคำประมง” โมเดล “สถานชีวาภิบาล” ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เน้นคุณภาพชีวิตตามแนวทาง “พระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโม” ผสานสมุนไพร–แพทย์แผนไทย-แพทย์แผนปัจจุบัน ด้าน ผอ.สถานชีวาภิบาลต้นแบบอโรคยศาล ระบุ หลังถอดบทเรียน "อโรคยศาล วัดคำประมง รอยยิ้มที่ปลายทาง” มีผู้ขอเข้ารับบริการเพิ่ม รองรับผู้ป่วยได้ 60 ราย เฉลี่ยผู้ป่วยรายใหม่ 20-25 ราย/เดือน เผยหลังร่วมเป็นหน่วยบริการมาตรา 3 ระบบบัตรทอง ทำให้มีเงินสนับสนุนเพิ่มเติม ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ยกระดับการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำโดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. พร้อมด้วย นพ.นพรัตน์ พันธุเศรษฐ์ ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 8 อุดรธานี และคณะ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของ “สถานชีวาภิบาลวัดคำประมง (อโรคยศาล)” อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ภายหลังที่ได้ร่วมเป็นสถานชีวาภิบาล หน่วยบริการมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ด้วยแนวทางการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในช่วงท้ายของชีวิต พร้อมเยี่ยมผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลภายในสถานชีวาภิบาลแห่งนี้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

ในครั้งนี้ได้เข้ากราบนมัสการ พระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง ผู้ก่อตั้งและพัฒนาแนวทางการดูแลนี้ นำสมุนไพรตำรับวัดคำประมงมาใช้บรรเทาอาการข้างเคียงจากโรคมะเร็งและการรักษาด้วยเคมีบำบัด ควบคู่กับการติดตามอาการตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน รวมถึงการใช้สมาธิบำบัดและหลักธรรมะ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยและครอบครัว ทำให้เป็นต้นแบบในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่เชื่อมโยงบทบาทของวัด ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ

นพ.จเด็จ กล่าวว่า การลงพื้นที่พบว่าการใช้สมุนไพรในรูปแบบ “ยาตำรับ” ควบคู่กับการดูแลตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายได้ดี โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิต ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของการดูแลผู้ป่วยที่วัดคำประมง ซึ่งเป็นแนวทางี่สอดคล้องกับนโยบาย สปสช. ที่ผลักดันให้การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ปัจจุบันมียาแผนไทยประยุกต์ในรูปแบบแคปซูลบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรประมาณ 120 รายการ และในปีนี้ขยายไปสู่กลุ่ม “ยาตำรับไทย” หรือยาสมุนไพรแบบต้มดื่ม เป็นครั้งแรก โดยจะเริ่มนำร่องในบางกลุ่มโรค เช่น โรคสะเก็ดเงิน

“การใช้ยาแผนไทยไม่เพียงเพิ่มทางเลือกในการดูแลผู้ป่วย แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรและการผลิตยาในท้องถิ่น เพื่อลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือกันจะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ไม่จำเป็นได้อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากที่สถานชีวาภิบาลวัดคำประมงฯ แล้ว ยังได้เข้าเยี่ยมชมโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น ที่มีการผลิตยาแผนไทยประยุกต์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ได้รับความเชื่อมั่นและการยอมรับด้วย” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

ด้าน นางสาววิไลลักษณ์ ตันติตระกูล ผู้อำนวยการสถานชีวาภิบาลต้นแบบอโรคยศาล วัดคำประมง กล่าวว่า ภายหลังได้รับการขึ้นทะเบียนร่วมเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ทาง สปสช. ได้สนับสนุนงบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัวสำหรับผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ทำให้การบริหารจัดการงบประมาณที่ก่อนหน้านี้ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพียงอย่างเดียวมีความคล่องตัวมากขึ้น และช่วยยกระดับการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จากการถอดบทเรียน "อโรคยศาล วัดคำประมง รอยยิ้มที่ปลายทาง” ที่ สปสช. ได้เผยแพร่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังช่วยให้สถานชีวาภิบาลวัดคำประมงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ส่งผลให้มีผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติติดต่อขอเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายตามแนวทางการรักษาของหลวงตาปพนพัชร์ ซึ่งมีประสิทธิผลและมีผลข้างเคียงต่ำ

นางสาววิไลลักษณ์ กล่าวต่อว่า ในการคัดกรองผู้ป่วยเข้าสู่การดูแลนั้น จะเน้นกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงสูง ใช้เกณฑ์คะแนนความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) ระหว่าง 0–11 หรือคะแนนสมรรถภาพผู้ป่วยประคับประคอง (PPS) ต่ำกว่า 50 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนประมาณ 10,442 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งต้องไม่ซ้ำซ้อนกับการลงทะเบียนผู้ป่วยประคับประคองในสถานพยาบาลอื่น ซึ่งปัจจุบันสามารถรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 60 รายต่อเดือน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 20–25 รายต่อเดือน ระยะเวลาการดูแลขั้นต่ำประมาณ 2 สัปดาห์

นอกจากนี้ สถานชีวาภิบาลยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ชุมชนเป็นฐานการดูแล” เปิดโอกาสให้ผู้มีสุขภาพดี จิตอาสา และผู้ที่มีความทุกข์ทางใจ ได้เข้ามาเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตร่วมกับผู้ป่วย พร้อมทั้งมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เช่น คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรด้านการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้มีคุณภาพ

“งบที่ได้รับจาก สปสช. ทำให้เราบริหารจัดการได้คล่องตัวมากขึ้น โดยเงินบริจาคสามารถนำมาใช้ดูแลผู้ป่วยในมิติอื่นๆ ได้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น ค่าเดินทาง การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงการดูแลเรื่องภาระสุดท้ายของชีวิต การจัดพิธีศพและการส่งศพกลับภูมิลำเนา ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินของครอบครัวผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ” ผอ.สถานชีวาภิบาลต้นแบบอโรคยศาลฯ กล่าว

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: