แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องรัฐบาลไทยยุติแผนส่งกลับชายชาวอุยกูร์ 2 คนไปจีน หลังทั้งคู่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อ 21 ต.ค. 2569 แต่ถูกนำไปควบคุมตัวต่อในสถานกักตัวคนต่างด้าว และถูกปฏิเสธไม่ให้พบทนายความที่เลือกเอง องค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่าทั้งสองเสี่ยงเผชิญการทรมาน การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย หากถูกส่งกลับ พร้อมเรียกร้องให้ไทยปล่อยตัวและประสานหาประเทศที่สามเพื่อให้ทั้งคู่เดินทางไปอย่างปลอดภัยและสมัครใจ
4 พฤศจิกายน 2569 สืบเนื่องจากรายงานว่ามีการนำตั วชายชาวอุยกูร์ 2 คน เข้าควบคุมตัวไว้ในสถานกักตั วคนต่างด้าวในประเทศไทย โดยมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะถู กบังคับส่งตัวกลับไปประเทศจีน
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ทางการไทยต้องยุติแผนการใดๆ ที่จะบังคับส่งกลับชายชาวอุยกู ร์ทั้ง 2 คนไปยังประเทศจีนทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ พวกเขาจะต้องเผชิญกับการทรมาน การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย ประเทศไทยต้องไม่ดำเนินการซ้ำกั บปีที่แล้วที่มีการบังคับส่งกลั บชาวอุยกูร์ 40 คนไปเผชิญกับอันตรายในประเทศจี น ซึ่งถือเป็นการเนรเทศอย่างมิ ชอบด้วยกฎหมาย
“ชายทั้ง 2 คนหลบหนีมาจากการประหัตประหาร แต่กลับต้องถูกกักตัวอยู่ ในประเทศไทยเป็นเวลานานกว่า 10 ปี แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รวบรวมข้ อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีการก่ ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อชาวอุ ยกูร์ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิ มในเขตซินเจียงของประเทศจีน การส่งพวกเขากลับไปย่อมทำให้มี เสี่ยงที่จะต้องเผชิญกั บการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ พวกเขาหลบหนีมาตั้งแต่แรก
"ก่อนหน้านี้ ชายทั้ง 2 คนได้แจ้งกับทนายความว่า พวกเขากลัวว่าจะได้รับอันตรายถึ งชีวิต หากถูกส่งกลับไปจีน และไม่ยินยอมที่จะถูกส่งตัวกลั บไป ดังนั้น ทางการไทยต้องอนุญาตให้ พวกเขาสามารถเข้าถึงทนายความที่ ตนเลือกได้ และร่วมมือกับประชาคมระหว่ างประเทศในการแสวงหาประเทศที่ อย่างสามเร่งด่วน เพื่อส่งตัวพวกเขาและชาวอุยกูร์ คนอื่นๆ ที่ยังถูกกักตัวอยู่ ในประเทศไทยไปอย่างปลอดภั ยและเป็นไปโดยสมัครใจ
"ไม่ว่าทางการจีนจะให้คำมั่นสั ญญาทางการทูตมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเป็นใบอนุญาตให้ ประเทศไทยละเลยพันธกรณีที่จะไม่ ส่งกลับบุคคลที่มีความเสี่ยงอย่ างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกั บการทรมาน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ ายแรงอื่นๆ ชายทั้ง 2 คนควรได้รับการปล่อยตัว และได้รับโอกาสให้กลับมาใช้ชีวิ ตอย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ หลังจากต้องถูกกักตัวมาเป็ นเวลานานกว่า 10 ปี"
ข้อมูลพื้นฐาน
ชายทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่ งของชาวอุยกูร์ 5 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศไทย และพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชาวอุ ยกูร์กว่า 300 คนซึ่งถูกทางการไทยควบคุมตั วโดยไม่มีข้อหาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 หลังหลบหนีมาจากการประหัตประหาร และการเลือกปฏิบัติ ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกู ร์ของจีน
ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ชายทั้ง 2 คนจาก 5 คนได้รับการปล่อยตัวออกจากเรื อนจำ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ และถูกส่งตัวไปยังสถานกักตั วคนต่างด้าวที่กรุงเทพฯ นับแต่นั้นมา ทางการไทยได้ปฏิเสธไม่ให้ชายทั้ งสองคนเข้าพบทนายความของตน ทั้งยังปิดกั้นไม่ให้พวกเขาได้ พบกับหน่วยงานภาคประชาสังคม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ งชาติ (กสม.)
ชายทั้งสองคนถูกกักตัวกว่า 12 ปีในไทย โดยในเดือนมิถุนายน 2558 ประเทศไทยอนุญาตให้ผู้หญิ งและเด็ก 173 คนจากกลุ่มคนดังกล่าว เดินทางไปตุรกีได้ แต่ได้เนรเทศพวกเขาอย่างน้อย 109 คนอย่างมิชอบด้วยกฎหมายไปยั งประเทศจีน
จากเอกสารที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับมาชี้ว่ า ในวันที่ 7 มกราคม 2568 สถานเอกอัครราชทูตจี นประจำประเทศไทย ส่งจดหมายถึงกระทรวงการต่ างประเทศของไทย เพื่อร้องขอให้มี “การส่งตัว” ชายชาวอุยกูร์ 45 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศกลั บไปประเทศจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ประเทศไทยได้บังคับส่งกลับชาวอุ ยกูร์ 40 คนโดยเป็นการละเมิดต่ อกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วน 5 คนที่เหลือต้องใช้โทษจำคุกในเรื อนจำของไทย เนื่องจากความผิ ดฐานพยายามหลบหนีจากสถานกักตั วคนต่างด้าว
หลังการเนรเทศครั้งนั้น ทางการไทยได้ส่งคณะไปเยือนซิ นเจียง 2 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และมี นาคม 2568 ตามคำเชิญของประเทศจีน และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้ างความมั่นใจทางการทูต องค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามกรณี นี้รายงานข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ไทยได้พบกับผู้ที่ถู กเนรเทศกลับไปเพียงไม่ถึง 10 คน และจากนั้นมาก็ไม่มีการอัปเดตข้ อมูลเพิ่มเติมว่า พวกเขาทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่ และปลอดภัยหรือไม่ ทำให้ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับถิ่ นที่อยู่และสวัสดิภาพของพวกเขา ก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้อง รัฐบาลทั้งสองประเทศให้เปิ ดเผยถิ่นที่อยู่ของชายทั้ง 40 คน
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลต่อต้านการให้ คำมั่นสัญญาทางการทูต (diplomatic assurance) ใดๆ ซึ่งเป็นการอ้างว่าบุคคลที่ถู กส่งกลับจะไม่ตกเป็นเหยื่ อของการทรมานหรือการปฏิบัติที่ โหดร้ายอื่นๆ เนื่องจากเป็นการละเมิดต่อหลั กการห้ามทรมานอันเป็นข้อห้ ามสากลภายใต้กฎหมายระหว่ างประเทศ และคำมั่นดังกล่าวถือว่าไม่ สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันอั นน่าเชื่อถือได้ ประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสั ญญาต่อต้านการทรมาน และหลักการไม่ส่งกลั บตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งห้ามไม่ให้รัฐส่งกลับหรื อเคลื่อนย้ายบุคคลไปยังดิ นแดนใดๆ ที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่ าจะต้องเผชิญกับการประหัตประหาร หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ อีกทั้งมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกั นและปราบปรามการทรมานและการกระทำ ให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 ห้ามมิให้มีการเนรเทศบุคคลกรณี ที่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าบุ คคลนั้นอาจต้องเผชิญกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี หรือการบังคับให้สูญหาย
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เผยแพร่ รายงานชิ้นสำคัญในปี 2564 ซึ่งแสดงข้อมูลการก่ ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในรู ปแบบของการคุมขัง การทรมาน และการประหัตประหารที่กระทำต่ อชาวอุยกูร์ ชาวคาซัค และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในซิ นเจียง แม้จะมีข้อค้นพบขององค์ การสหประชาชาติที่คล้ายคลึงกั นในรายงานการประเมินผลเมื่อเดื อนสิงหาคม 2565 แต่ประเทศจีนก็ไม่ได้ปฏิบัติ ตามข้อเสนอแนะ ไม่มีการเยียวยาต่อการละเมิ ดตามที่รายงานในข้อมูล หรือไม่มีการสอบสวน และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลยังคงปิดปากผู้วิพากษ์วิ จารณ์ทั้ งภายในและภายนอกพรมแดนของตน ยังคงเผยแพร่เอกสารที่ให้ข้อมู ลในทางตรงกันข้าม เพื่อปฏิเสธว่าไม่มีการปฏิบัติ มิชอบ และยังคงใช้นโยบายที่เลือกปฏิบั ติและบังคับให้กลืนกลายทางวั ฒนธรรมต่อไป
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

