มจธ. เตือนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำเป็น 'ระเบิดเวลา' พบระบบไฟบ้านเคหะร่มเกล้าไม่ได้มาตรฐาน แนะตรวจโครงสร้างบ้านหลังน้ำลด

กองบรรณาธิการ TCIJ 27 ต.ค. 2569 | อ่านแล้ว 65 ครั้ง

มจธ. เตือนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำเป็น 'ระเบิดเวลา' พบระบบไฟบ้านเคหะร่มเกล้าไม่ได้มาตรฐาน แนะตรวจโครงสร้างบ้านหลังน้ำลด

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สรุปบทเรียนจากการช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมชุมชนเคหะร่มเกล้า พบเบรกเกอร์ไม่ระบุวงจร สายไฟติดผิดมาตรฐาน และไฟรั่วจากสายไฟเสื่อม เตือนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำอาจลัดวงจรหรือไฟไหม้ภายหลัง พร้อมให้เจ้าของบ้านตรวจรอยร้าว พื้นทรุด และรั้ว เพราะน้ำท่วมขังนานอาจกระทบความแข็งแรงของบ้าน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดบทเรียนจากการลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในชุมชนเคหะร่มเกล้า โดยคณาจารย์และนักศึกษาร่วมกับสิงห์อาสาและเครือข่าย 3 พระจอม หลังฝนตกหนักและน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ของประเทศช่วงปลายเดือนกันยายน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่ง มจธ. ระบุว่าบางพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 แม้น้ำลดแล้ว แต่ความเสี่ยงภายในบ้านยังไม่หมดไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อธิป ดุลย์จินดาชบาพร ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญหลังน้ำลดคือระบบไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะเต้ารับที่ติดตั้งใกล้พื้นจนถูกน้ำท่วมและเกิดไฟฟ้าลัดวงจร การซ่อมแซมทำได้ยากเพราะบ้านหลายหลังมีเบรกเกอร์ที่ไม่ระบุว่าควบคุมวงจรใด ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงตรวจสอบ นอกจากนี้ยังพบเจ้าของบ้านถูกไฟดูดขณะเปิด-ปิดสวิตช์ที่ไม่ได้จมน้ำ ซึ่งอาจเกิดจากความชื้นสะสมร่วมกับอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ

ผศ.ดร.อธิป กล่าวว่า บ้านหลายหลังต่อสายไฟสลับกันระหว่างสายที่มีไฟกับสายนิวทรัล ซึ่งผิดมาตรฐานและอาจเป็นอันตราย โดยเจ้าของบ้านไม่ทราบว่าติดตั้งผิดมาตั้งแต่แรก ทีมงานจึงช่วยตรวจและแก้ไข เขาแนะนำว่าบ้านในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากควรติดป้ายระบุวงจรเบรกเกอร์ให้ชัดเจน แยกวงจรไฟส่องสว่างออกจากวงจรเต้ารับ และยกเต้ารับให้พ้นระดับน้ำที่เคยท่วม เพื่อลดความเสียหายและตัดไฟได้เหมาะสมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เขาเตือนว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำ แม้ตากแห้งและเปิดใช้ได้ก็อาจไม่ปลอดภัย เพราะฉนวนและชิ้นส่วนภายในอาจเสื่อมสภาพ เสี่ยงลัดวงจรหรือไฟไหม้ภายหลัง "เปรียบเหมือน 'ระเบิดเวลา' วันนี้อาจยังใช้งานได้ แต่เราไม่รู้ว่าภายในเสียหายแค่ไหนหรือจะเกิดปัญหาเมื่อไร จึงควรให้ช่างตรวจสอบก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หากไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ก็ควรเปลี่ยนใหม่" ผศ.ดร.อธิป กล่าว พร้อมแนะว่าบ้านที่น้ำท่วมถึงเต้ารับ สวิตช์ หรือตู้ควบคุมไฟฟ้า ไม่ควรเปิดเบรกเกอร์เอง ต้องให้ช่างตรวจก่อนจ่ายไฟเข้าระบบ

นอกจากงานด้านไฟฟ้า นักศึกษา มจธ. ยังช่วยฟื้นฟูบ้านเรือน เช่น เคลื่อนย้ายสิ่งของและช่วยครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ผศ.ดร.อธิป ยกตัวอย่างว่าบางบ้านยกตู้เย็นหรือเครื่องซักผ้าขึ้นวางบนโต๊ะสูงเพื่อหนีน้ำ แต่เมื่อน้ำลดผู้สูงอายุยกลงเองไม่ได้ นักศึกษาจึงเข้าไปช่วย ทำให้ได้ฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเห็นว่าความรู้ทางวิศวกรรมช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นได้จริง

ด้านความปลอดภัยของโครงสร้างบ้าน ดร.กสาน จันทร์โต ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. นำบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554 มาเตือนว่า น้ำท่วมขังเป็นเวลานานอาจกระทบความแข็งแรงของพื้นอาคารและสภาพดินใต้บ้าน แม้หลังน้ำลดยังไม่พบความเสียหายชัดเจน แต่บางปัญหาอาจปรากฏภายหลัง จึงควรตรวจสอบความผิดปกติก่อนซ่อมแซมหรือกลับมาใช้งานตามปกติ

ดร.กสาน อธิบายว่า น้ำท่วมสูง 30 เซนติเมตร มีน้ำหนักกดทับพื้นถึง 300 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ขณะที่พื้นบ้านทั่วไปออกแบบรับน้ำหนักใช้งานประมาณ 150-200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แต่ไม่ได้หมายความว่าบ้านจะพังทันที เพราะแต่ละหลังมีความแข็งแรงและโครงสร้างต่างกัน สิ่งที่ต้องระวังคือน้ำท่วมขังนาน โดยเฉพาะบ้านเก่าหรือมีส่วนชำรุด ซึ่งอาจทำให้พื้นแอ่นหรือแตกร้าว หลังน้ำลดจึงควรสังเกตรอยร้าวใหม่หรือพื้นทรุดผิดปกติ หากพบควรให้วิศวกรตรวจสอบ

เขาเสริมว่า น้ำท่วมขังนานอาจชะล้างดินจนเกิดโพรงใต้พื้นบ้าน โดยเฉพาะลานจอดรถ ทางเดิน และส่วนต่อเติม ทำให้พื้นทรุดและกระทบโครงสร้าง เจ้าของบ้านควรสังเกตรอยแตกร้าวใหม่ที่เสา คาน ผนัง รวมถึงพื้นทรุดหรือเอียง ส่วนกำแพงและรั้วบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่ทำแนวกั้นน้ำ อาจเผชิญแรงดันจากน้ำภายนอกที่สูงกว่าภายในจนเอียง แตกร้าว หรือพังถล่มได้ จึงควรตรวจสภาพหลังน้ำลด และให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินทันทีหากพบการเอียงหรือทรุดตัว

มจธ. สรุปว่า น้ำลดไม่ได้หมายความว่าบ้านปลอดภัยเสมอไป การฟื้นฟูจึงไม่ควรหยุดแค่ซ่อมสิ่งที่เสียหาย แต่ต้องตรวจความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ทั้งระบบไฟฟ้า โครงสร้าง และพื้นที่รอบบ้าน

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: