ชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมเนื่องในวันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก 15 กันยายน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ภายใต้แนวคิด "Blooming Hope in the Heart" เผยความก้าวหน้าการรักษาตั้งแต่เคมีบำบัดถึง CAR-T Cell Therapy ชี้บางชนิดมีโอกาสรักษาหายขาดสูงถึง 50-60%
เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2569 ชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย (Thai Lymphoma) จัดงาน "World Lymphoma Awareness Day 2026" เนื่องในวันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก 15 กันยายน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ภายใต้แนวคิด "Blooming Hope in the Heart" เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เผยแพร่ความก้าวหน้าด้านการรักษาและนวัตกรรมทางการแพทย์ นำโดยศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย ประธานชมรมฯ พร้อมด้วยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับโรค แนวทางการรักษา และเปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยแบ่งปันประสบการณ์จริง
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย ประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชมรมฯ มีพันธกิจสำคัญคือการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถรักษาจนหายขาดได้มากที่สุด โดยปัจจุบันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองถือเป็นหนึ่งในกลุ่มมะเร็งที่มีโอกาสรักษาหายค่อนข้างสูง โดยในผู้ป่วยบางกลุ่มสามารถรักษาจนหายขาดได้ประมาณร้อยละ 50-60 ขึ้นอยู่กับชนิดและลักษณะของโรค พร้อมย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ การรักษาที่ถูกต้อง และการพัฒนาทางการแพทย์ ควบคู่ไปกับกำลังใจจากผู้ป่วยและครอบครัว
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.ธานินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสังเกตสัญญาณเตือนของโรคเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการพบก้อนบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ หากพบก้อนที่ไม่ทราบสาเหตุและไม่ยุบลงภายในประมาณ 2 สัปดาห์ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เนื่องจากการวินิจฉัยจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันชนิดของโรค นอกจากนี้ โรคไม่ได้แสดงอาการเฉพาะการมีก้อนเสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ น้ำหนักลด หรือรับประทานอาหารได้น้อย โดยเฉพาะกรณีที่โรคเกิดขึ้นภายในร่างกาย เช่น กระเพาะอาหาร
ด้านพญ.เอมวิภา ลือประสิทธิ์สกุล หัวหน้าหน่วยโลหิตวิทยา ภาคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีหลายชนิด โดยกลุ่มสำคัญได้แก่ B Cell และ T Cell ซึ่งมีลักษณะและการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน โดยปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การเฝ้าติดตามในผู้ป่วยความเสี่ยงต่ำ เคมีบำบัด ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ยามุ่งเป้า การฉายรังสี การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ไปจนถึง CAR-T Cell Therapy โดยการวางแผนการรักษาควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการตรวจตามสิทธิของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
ขณะที่ นพ.ธิติ อัศวภาณุมาศ อาจารย์ประจำหน่วยโลหิต ภาคอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคมีบำบัดเป็นแนวทางหลัก ปัจจุบันมีการพัฒนายาที่ออกฤทธิ์จำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง รวมถึงการนำระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมาใช้ต่อสู้กับโรค โดยสำหรับ CAR-T Cell Therapy เป็นการนำเซลล์ทีของผู้ป่วยออกจากร่างกาย ผ่านกระบวนการให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น ก่อนเพิ่มจำนวนและนำกลับเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม การรักษาแต่ละแบบมีข้อดี ข้อจำกัด และผลข้างเคียงแตกต่างกัน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีใดดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยทุกคน โดยในประเทศไทย CAR-T Cell Therapy ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและขยายการเข้าถึง ซึ่งมีความท้าทายทั้งด้านกระบวนการผลิต ความพร้อมของศูนย์การรักษา บุคลากร ค่าใช้จ่าย และระบบการเบิกจ่าย
ด้านรองศาสตราจารย์ นพ.สุภร จันท์จารุณี รองประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพโดยรวมควบคู่กับการรักษาหลัก ทั้งการออกกำลังกายตามความเหมาะสม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุก และป้องกันไม่ให้น้ำหนักลดลงมากเกินไป โดยเฉพาะการได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ ส่วนวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ นอกจากนี้ ผู้ที่รักษาจนโรคสงบแล้วยังต้องติดตามอาการตามแพทย์นัดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้
ภายในงานยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริง ผ่านเรื่องราวของคุณศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ และคุณกุลนันท์ ปัญญาวัน โดยมีคุณปิ่น-คณินณัฎฐ์ ตั้งสำเริงวงศ์ ร่วมทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งผู้ป่วยได้เน้นย้ำถึง "ความหวัง" ในฐานะพลังสำคัญที่ช่วยให้มีความเข้มแข็งและเดินหน้าต่อไป สอดคล้องกับแนวคิด "Blooming Hope in the Heart" ที่ต้องการสื่อว่าการได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุด เพราะผู้ป่วยยังมีทางเลือกในการรักษาและไม่จำเป็นต้องเผชิญกับโรคเพียงลำพัง
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

