บทเรียน Fake News นายกอนุทิน เมื่อความรวดเร็วในการแจ้งความตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำทางยุติธรรม

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) 27 ต.ค. 2569 | อ่านแล้ว 64 ครั้ง


ผู้เขียนยินดีกับการดำเนินการต่อข่าวปลอมที่พุ่งเป้าไปยังนายกรัฐมนตรี แต่ตั้งคำถามว่า เหตุใดข้อร้องเรียนเรื่องการป้ายสีและคุกคามสื่อมวลชนกับประชาชนในชายแดนใต้ จึงยังไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับคำตอบที่ชัดเจน

เมื่อข่าวปลอมถูกจัดการรวดเร็ว แต่บาดแผลของประชาชนยังรอคำตอบ

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ข่าวปลอม (Fake News) สามารถสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง ความปลอดภัย และความสัมพันธ์ในสังคมได้ภายในเวลาไม่นาน การรับมือกับปัญหานี้จึงต้องอาศัยทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีข่าวปลอมเกี่ยวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการเผยแพร่ภาพสลิปโอนเงินมูลค่า 7 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นเงินค่าน้ำชา เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการรับมือข่าวเท็จบนโลกออนไลน์ ภาพดังกล่าวถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นภาพปลอม โดยข้อมูลที่มีการนำเสนอระบุว่ายอดเงินและเลขบัญชีไม่ตรงกับข้อกล่าวอ้าง

ต่อมา มีรายงานว่าตำรวจสันติบาลเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ใช้นามแฝงเพจ “Godd Dam” ในข้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยังกล่าวถึงข้อสงสัยเรื่องการใช้บอตเพิ่มยอดการมีส่วนร่วมกับโพสต์ดังกล่าว

สำหรับผู้เขียน การดำเนินการกับข่าวปลอมที่พุ่งเป้าไปยังนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐสามารถตอบสนองต่อปัญหาข้อมูลเท็จได้อย่างจริงจัง

แต่ความยินดีนี้มาพร้อมคำถามอีกด้านหนึ่งว่า หากประชาชน นักกิจกรรม และสื่อมวลชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร้องเรียนเรื่องข่าวปลอม การใส่ร้าย และการข่มขู่คุกคามมาเป็นเวลาหลายปี เหตุใดพวกเขาจึงยังตั้งคำถามถึงความคืบหน้าและประสิทธิภาพของการดำเนินการจากรัฐ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การเรียกร้องให้รัฐลดความสำคัญของคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการเรียกร้องให้ผู้เสียหายทุกคนได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานที่เสมอภาค

ย้อนลำดับข้อร้องเรียน IO ชายแดนใต้ในเดือนเมษายน 2569

ผู้เขียนยกกรณีของแยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และเครือข่ายภาคประชาสังคมในชายแดนใต้ มาเปรียบเทียบกับกรณีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่ากลุ่มผู้ได้รับผลกระทบได้พยายามใช้ช่องทางตามกฎหมายและยื่นเรื่องต่อหน่วยงานรัฐหลายแห่งแล้ว

ลำดับเหตุการณ์ที่บทความนำเสนอมีดังนี้

17 เมษายน 2569 เครือข่ายสามพี่น้องด้านการศึกษาอิสลาม ซึ่งประกอบด้วยสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะฯ และมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาฯ พร้อมด้วยฐปณีย์ เอียดศรีไชย เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จังหวัดยะลา เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่พาดพิงสถาบันปอเนาะและตาดีกา รวมถึงกรณีคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เกี่ยวกับคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ

18 เมษายน 2569 ฐปณีย์เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา กรณีเพจเฟซบุ๊ก 10 เพจที่เธอกล่าวหาว่าเผยแพร่ข้อความหมิ่นประมาทและป้ายสีว่าเธอเป็นโฆษกกลุ่ม BRN หรือสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

21 เมษายน 2569 ฐปณีย์ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อขอให้ตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิจากการถูกคุกคามและข่มขู่บนโลกออนไลน์ โดยบทความระบุว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการดูแลด้านสุขภาพจิต

27 เมษายน 2569 ตัวแทนเครือข่ายสามพี่น้องฯ เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรียกร้องให้ดำเนินนโยบายการเมืองนำการทหาร และตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรของรัฐในการทำ IO พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานด้านความมั่นคง

29 เมษายน 2569 เครือข่ายสามพี่น้องฯ ยื่นหนังสือต่อ กสม. เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อร้องเรียนเรื่องการคุกคามจากปฏิบัติการข่าวสาร

ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ร้องเรียนไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่พยายามนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการของรัฐ ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน

คำถามที่ผู้เขียนต้องการคำตอบจึงอยู่ที่ว่า หน่วยงานแต่ละแห่งรับเรื่องไปดำเนินการอย่างไร มีความคืบหน้าเพียงใด และมีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนจากการถูกคุกคามเพิ่มเติมหรือไม่

รายงาน iLaw กับข้อกล่าวหาเรื่องเครือข่ายโจมตีสื่อมวลชน

อีกประเด็นที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาคือรายงานของ iLaw เรื่อง “ปฏิบัติการไอโอภาคฤดูร้อน 2026: การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย” ซึ่งบทความระบุว่าเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569

ตามคำอธิบายของผู้เขียน รายงานดังกล่าวกล่าวถึงรูปแบบการเผยแพร่เนื้อหาที่มีลักษณะเชื่อมโยงกันหลายชั้น โดยมีประเด็นสำคัญสามด้าน

ด้านแรก คือการใช้เครือข่ายเพจและบัญชีออนไลน์หลายกลุ่มเผยแพร่หรือขยายเนื้อหา โดยบทความยกตัวอย่างเพจที่เกี่ยวข้องกับประเด็นชายแดนใต้ รวมถึงเพจ ฉก.นราธิวาส และเพจอื่นที่ผู้เขียนระบุว่าเคยปรากฏในข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลโจมตีฝ่ายเห็นต่าง

ด้านที่สอง คือการใช้ข้อความ ภาพ หรือคำสัมภาษณ์ในบริบทที่อาจกระตุ้นความเกลียดชัง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงประเด็นชาตินิยม ศาสนา และความมั่นคง เพื่อทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวถึงตกเป็นเป้าของการโจมตีบนโลกออนไลน์

ด้านที่สาม คือการมุ่งเป้าไปยังสื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมที่ตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐ โดยบทความยกชื่อฐปณีย์ เอียดศรีไชย และอังคณา นีละไพจิตร พร้อมอ้างถึงการใช้บัญชีอวตารและบอตในการกระจายเนื้อหา

ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีความสำคัญต่อการอภิปรายเรื่องความปลอดภัยของสื่อและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่การระบุว่าบัญชีใดเป็นบอต หรือเพจใดอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานใด จำเป็นต้องพิจารณาหลักฐานและรายละเอียดจากรายงานต้นฉบับโดยตรง เพื่อแยกข้อค้นพบที่ตรวจสอบได้ออกจากข้อกล่าวหาที่ยังต้องมีการพิสูจน์

หากมีการใช้ข้อมูลเท็จหรือการข่มขู่เพื่อทำให้บุคคลหวาดกลัวจนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบผู้ตกเป็นเป้าหมาย แต่ยังอาจทำให้พื้นที่สาธารณะสำหรับการตรวจสอบอำนาจรัฐแคบลงด้วย

คดี IO กับคำถามเรื่องความรับผิดของหน่วยงานรัฐ

ผู้เขียนยังเชื่อมโยงข้อร้องเรียนในชายแดนใต้เข้ากับคดีที่ iLaw และผู้เกี่ยวข้องนำไปสู่กระบวนการศาลปกครอง โดยระบุว่าศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อเดือนตุลาคม 2568 แม้มีประเด็นเกี่ยวกับเอกสารสั่งการ IO ของกองทัพที่ถูกยอมรับว่าเป็นเอกสารจริงก็ตาม

ตามคำอธิบายในบทความ ศาลพิจารณาว่าพฤติกรรมที่เป็นข้อพิพาทเป็นการกระทำส่วนบุคคลของทหาร ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองในนามของรัฐ ซึ่งทำให้ผู้เขียนตั้งคำถามถึงขอบเขตความรับผิดของหน่วยงานเมื่อเกิดการกระทำที่อาจเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ประเด็นนี้จำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่างการยืนยันความแท้จริงของเอกสาร การพิจารณาว่าการกระทำเป็นการใช้อำนาจของรัฐหรือเป็นการกระทำส่วนบุคคล และการวินิจฉัยความรับผิดตามกฎหมาย เพราะแต่ละเรื่องมีหลักเกณฑ์แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ในเชิงนโยบาย กรณีดังกล่าวนำไปสู่คำถามที่ควรได้รับคำตอบว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการนอกขอบเขตหน้าที่หรือใช้ช่องทางออนไลน์โจมตีประชาชน กลไกใดจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับประกันได้ว่าผู้ได้รับผลกระทบจะเข้าถึงความยุติธรรม

ความโปร่งใสในการตรวจสอบและการอธิบายเหตุผลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ผู้เสียหายเป็นนักการเมือง สื่อมวลชน หรือประชาชนทั่วไป

มาตรฐานเดียวกัน คือหัวใจของความยุติธรรมดิจิทัล

เมื่อนำกรณีข่าวปลอมเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีมาเปรียบเทียบกับข้อร้องเรียนในชายแดนใต้ ผู้เขียนตั้งคำถามสำคัญสองข้อ

เหตุใดกรณีที่นายกรัฐมนตรีตกเป็นเป้าของข่าวปลอมจึงมีการรายงานถึงการสืบสวนและแจ้งความอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ร้องเรียนในชายแดนใต้ซึ่งระบุว่าถูกใส่ร้ายและคุกคามกลับยังต้องติดตามความคืบหน้าผ่านหลายหน่วยงาน

และเหตุใดการตรวจสอบข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงจึงต้องเผชิญคำถามเรื่องความรับผิดชอบและขอบเขตอำนาจตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

คำถามเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปโดยตัวมันเองว่ามีการเลือกปฏิบัติทางกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะการพิสูจน์เรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละคดี หลักฐานที่มี ขั้นตอนการสืบสวน และเหตุผลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แต่ข้อแตกต่างด้านความรวดเร็วและความชัดเจนในการสื่อสารผลการดำเนินงาน ย่อมเป็นประเด็นที่รัฐควรชี้แจง หากต้องการสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองตามกฎหมายได้อย่างเสมอภาค

การจัดการข่าวปลอมไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าผู้เสียหายเป็นใคร มีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ หรือข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด แต่ควรพิจารณาจากหลักฐาน ความเสียหาย และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม

บทเรียนจาก Fake News นายกฯ อนุทิน สู่ข้อเรียกร้องต่อรัฐ

ผู้เขียนยืนยันว่า ยินดีกับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ต่อกรณีข่าวปลอมเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี เพราะการป้องกันข้อมูลเท็จและการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น

ขณะเดียวกัน กรณีนี้ควรเป็นโอกาสให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนการรับมือกับข้อร้องเรียนเรื่องข่าวปลอม การคุกคามทางออนไลน์ และปฏิบัติการข่าวสารในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วย โดยมีข้อเสนอสำคัญดังนี้

- เปิดเผยความคืบหน้าของข้อร้องเรียน ทั้งกรณีที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม ตำรวจ และ กสม. เพื่อให้ผู้ร้องเรียนทราบว่ามีการดำเนินการอย่างไร
- ตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานด้านความมั่นคง
- คุ้มครองผู้เสียหายและพยาน จากการข่มขู่หรือคุกคามเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้การใช้สิทธิร้องเรียนกลายเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัย
- ใช้กฎหมายตามหลักฐานและมาตรฐานเดียวกัน โดยแยกการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตออกจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ การหมิ่นประมาท หรือการกระทำผิดอื่นตามกฎหมาย

ท้ายที่สุด ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รัฐควรดำเนินการอย่างรวดเร็วกับคดีของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่คือรัฐจะสามารถแสดงให้เห็นได้อย่างไรว่าความรวดเร็วนั้นเป็นมาตรฐานที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้

สำหรับประชาชนและสื่อมวลชนในชายแดนใต้ ความยุติธรรมไม่ควรหยุดอยู่ที่การรับหนังสือร้องเรียน แต่ต้องนำไปสู่การตรวจสอบที่มีความคืบหน้า การคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ และคำอธิบายที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพราะหากรัฐสามารถตอบสนองต่อข่าวปลอมที่กระทบผู้นำประเทศได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ร้องเรียนเรื่องการคุกคามมาเป็นเวลานานได้ คำถามเรื่องความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายก็จะยังคงอยู่

การสร้างความไว้วางใจจึงต้องเริ่มจากการทำให้ประชาชนเห็นว่า ไม่ว่าผู้เสียหายจะเป็นใคร ข้อร้องเรียนของพวกเขาจะได้รับการตรวจสอบตามหลักฐาน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: