ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่จริงหรือผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่โลกออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ต่อสู้ทางความคิดและการช่วงชิงความหมายของเหตุการณ์ต่าง ๆ ข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์จึงอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างศาสนาและวัฒนธรรมได้โดยตรง
กรณีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations หรือ IO) ที่มุ่งโจมตี สส.รอมฎอน ปันจอร์ พรรคประชาชน เป็นอีกเหตุการณ์ที่สะท้อนความท้าทายดังกล่าว โดยมีการนำภาพการลงพื้นที่ร่วมงานบุญสารทเดือนสิบ ณ วัดบากง จังหวัดนราธิวาส ไปประกอบข้อความที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าบิดเบือนและอาจสร้างความเกลียดชัง
เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่า ภาพและข้อมูลที่ควรสะท้อนการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างศาสนา ถูกนำไปใช้สร้างความเข้าใจผิดและความระแวงระหว่างกันได้อย่างไร และใครควรรับผิดชอบเมื่อข้อมูลลักษณะนี้แพร่กระจายออกไป
ภาพจริง แต่บริบทอาจถูกบิดเบือน
ข่าวปลอมในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องสร้างภาพหรือเรื่องราวขึ้นใหม่ทั้งหมด บางครั้งอาจใช้ภาพจริง แต่เติมคำบรรยายหรือบริบทที่ทำให้ผู้รับสารเข้าใจเหตุการณ์ผิดไปจากข้อเท็จจริง
กรณีภาพนักการเมืองมุสลิมเข้าร่วมงานบุญของชาวพุทธ หากถูกนำไปประกอบข้อความที่ชวนให้เกิดความเกลียดชัง ก็อาจส่งผลกระทบพร้อมกันสองด้าน ทั้งสร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ตกเป็นเป้าหมาย และทำให้ผู้คนต่างศาสนาเกิดความไม่ไว้วางใจกัน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตรวจสอบว่าภาพนั้นเป็นภาพจริงหรือไม่ แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าภาพถูกนำเสนอในบริบทใด ข้อความที่แนบมามีหลักฐานรองรับหรือไม่ และผู้เผยแพร่กำลังทำให้ผู้รับสารเข้าใจเหตุการณ์คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงหรือเปล่า
เพจและบัญชีออนไลน์กับข้อสงสัยเรื่อง IO
อีกประเด็นที่ผู้เขียนชวนให้ติดตาม คือรูปแบบการทำงานของเพจและบัญชีออนไลน์ที่เผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับชายแดนใต้ โดยบางเพจใช้ชื่อที่เชื่อมโยงกับพื้นที่หรือประเด็นความมั่นคง และมักเผยแพร่เนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์บุคคลหรือกลุ่มที่มีความเห็นต่างจากแนวทางของรัฐ
กลุ่มบุคคลที่ถูกโจมตีอาจรวมถึงนักการเมือง นักกิจกรรม นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ตั้งคำถามต่อมาตรการด้านความมั่นคง อย่างไรก็ตาม การจะระบุว่าเพจใดเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ IO จำเป็นต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับผู้ดำเนินการ รูปแบบการประสานงาน และที่มาของเนื้อหา ไม่ควรสรุปจากชื่อเพจหรือจุดยืนทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
ความยากอีกประการคือบัญชีที่ไม่เปิดเผยตัวตนหรือใช้ชื่อสมมติ ซึ่งอาจทำให้การติดตามผู้เผยแพร่และการดำเนินคดีมีความซับซ้อน ประชาชนจึงมักต้องช่วยกันตรวจสอบข้อมูล รายงานเนื้อหาที่อาจละเมิดกฎของแพลตฟอร์ม และรวบรวมหลักฐานเมื่อพบการบิดเบือน
แต่ภาระดังกล่าวไม่ควรตกอยู่กับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแพลตฟอร์มออนไลน์ควรมีช่องทางรับเรื่องที่เข้าถึงได้ พร้อมกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและเป็นธรรม
ความเกลียดชังทางศาสนากับอุปสรรคต่อสันติภาพ
ความน่ากังวลของข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในชายแดนใต้ คือการนำความแตกต่างทางศาสนาและอัตลักษณ์มาใช้เป็นเงื่อนไขในการสร้างความไม่ไว้วางใจระหว่างผู้คน
หากเนื้อหาบนโลกออนไลน์ทำให้ชาวพุทธและมุสลิมมองกันและกันด้วยความหวาดระแวง พื้นที่สำหรับการพูดคุยและทำงานร่วมกันก็อาจลดลงตามไปด้วย ทั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่างศาสนาเป็นส่วนสำคัญของการสร้างสันติภาพในระยะยาว
ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า การสร้างความแตกแยกเช่นนี้อาจเอื้อให้แนวคิดที่เน้นการจัดการปัญหาด้วยมาตรการความมั่นคงดำรงอยู่ต่อไป แต่ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับแรงจูงใจหรือผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณาจากหลักฐานเฉพาะกรณี ไม่ควรเหมารวมว่าทุกฝ่ายที่เผยแพร่ข้อมูลด้านความมั่นคงมีเป้าหมายสร้างความขัดแย้ง
ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ข่าวปลอมโจมตี สส. นักกิจกรรม หรือผู้ตั้งคำถามต่อนโยบายรัฐ ยังอาจทำให้พื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแคบลง หากประชาชนกังวลว่าจะถูกใส่ร้ายหรือถูกตีตราจากการแสดงความคิดเห็น ก็อาจเลือกไม่เข้าร่วมการถกเถียงสาธารณะ
AI เพิ่มความท้าทายในการตรวจสอบข้อมูล
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้การสร้างภาพ เสียง วิดีโอ และข้อความที่ดูน่าเชื่อถือทำได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน เนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์หรือสร้างความขัดแย้งก็อาจถูกเผยแพร่และส่งต่ออย่างรวดเร็วผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์
ในบริบทที่สังคมมีความเห็นแตกต่างทางการเมืองและมีบาดแผลจากความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน เนื้อหาที่บิดเบือนหรือเลือกนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนอาจยิ่งทำให้ผู้คนเชื่อสิ่งที่สอดคล้องกับความคิดเดิมของตน และปฏิเสธข้อมูลจากอีกฝ่ายโดยไม่ตรวจสอบ
การรับมือจึงไม่อาจพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาทักษะรู้เท่าทันสื่อและดิจิทัล (Media and Digital Literacy) ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบแหล่งที่มา เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง และแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นหรือข้อกล่าวหา
ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐและผู้มีอำนาจควรเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ตอบข้อสงสัยของสังคม และแสดงความรับผิดชอบเมื่อพบการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง โดยต้องไม่ใช้การกล่าวหาว่าเป็นข่าวปลอมหรือ IO เป็นเหตุจำกัดการแสดงความคิดเห็นที่สุจริต
ร่วมกันตรวจสอบ เพื่อไม่ให้ความเกลียดชังขยายวง
กรณีของ สส.รอมฎอน ปันจอร์ ตามที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมา ไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้ภาพและข้อมูลออนไลน์เพื่อโจมตีบุคคลหรือสร้างความแตกแยก ประเด็นสำคัญคือจะทำอย่างไรให้สังคมสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ปล่อยให้ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานกลายเป็นข้อเท็จจริงในสายตาสาธารณะ
ประชาชนทุกศาสนาสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการหยุดตรวจสอบก่อนเชื่อหรือแชร์ ดูแหล่งที่มาของภาพและข้อความ เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง และรายงานเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายละเมิดกฎของแพลตฟอร์มเมื่อมีเหตุผลรองรับ
ส่วนหน่วยงานรัฐและแพลตฟอร์มออนไลน์ควรมีระบบตรวจสอบข้อร้องเรียนที่โปร่งใส เปิดเผยผลการดำเนินงานเท่าที่ทำได้ และดำเนินการกับผู้เผยแพร่ข้อมูลที่ผิดกฎหมายตามหลักฐานและกระบวนการที่เป็นธรรม
ท้ายที่สุด ความขัดแย้งในชายแดนใต้ไม่อาจคลี่คลายได้ด้วยการเอาชนะกันในสนามข่าวสาร หากผู้คนยังถูกผลักให้มองกันเป็นศัตรู ความพยายามสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจก็ย่อมเผชิญอุปสรรคมากขึ้น
การสร้างสันติภาพจึงต้องอาศัยทั้งการแก้ปัญหาในพื้นที่จริง การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการรับมือกับข้อมูลบิดเบือนอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้โลกออนไลน์กลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ความเกลียดชังขยายตัวและบั่นทอนโอกาสในการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

