ทุกพรรคการเมืองขานรับ ประชาชนขายไฟเองได้

กองบรรณาธิการ TCIJ 17 ม.ค. 2569 | อ่านแล้ว 478 ครั้ง


เวที “เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” ได้ข้อตกลงร่วมกันจากทุกพรรคการเมืองว่า เพื่ออนาคตเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเทศไทยควรขยายโควต้า เปิดกว้างให้ประชาชนสามารถขายไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ทั้งเพื่อลดภาระค่าไฟและเพื่อลดความต้องการการใช้พลังงานฟอสซิล

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 JustPow ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรที่ทำงานด้านข้อมูล องค์ความรู้ การสื่อสารในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อสื่อสารเรื่องพลังงานในประเทศไทย จัดเวที “เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050” ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

ภายในงาน นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน (Energy Policy Recommendations White Paper) ต่อพรรคการเมืองจาก 9 นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่
1. การปฏิรูปโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดย ผศ.ดร. ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน โดย รศ.ดร. ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มธ.
3. การปลดระวางถ่านหิน โดย ดร. ภาคภูมิ โลหวริตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ.
4. การดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero) โดย ธารา บัวคำศรี ผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors
5. การกำกับโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอย (Enlaw) โดย สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
6. การสนับสนุนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) โดย อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100)
7. การขยายโควต้ารับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิผลิตและขายไฟกันเองได้ โดย ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ RE Generation Thailand
8. การเพิ่มการแข่งขันและกระจายอำนาจระบบไฟฟ้า โดย ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิจัยอิสระ
9. นโยบายด้านการเงิน เพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน โดย สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย Fair Finance Thailand และกรรมการผู้อํานวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT)

เริ่มต้นการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน โดย ผศ.ดร. ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเรื่อง “สัญญาซื้อขายไฟฟ้า” ที่รูปแบบสัญญาในแบบปัจจุบันนี้การันตีกำไรให้กับผู้ผลิตเอกชนด้วยสัญญาระยะยาว ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ ถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคผ่านบิลค่าไฟ โดย ผ่านการเปรียบเทียบเพื่อทำให้เข้าใจประเด็นนี้ง่ายขึ้นว่า “สัญญาการซื้อขายไฟฟ้าที่ทำไปแล้วก็เหมือนกับการผูกปิ่นโต ถ้าเราไม่ทานของที่ซื้อไว้ เราจะยังต้องจ่ายเงินหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในการปรับโครงสร้างพลังงาน สิ่งสำคัญคือจะต้องทำให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย” ซึ่งปิติเสนอว่า ควรแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟเดิมที่ได้ให้กับเอกชนแล้ว เพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริง โดยเสนอให้ยกเลิกค่า Adder หรือเงินอุดหนุนเพิ่มเติมต่อหน่วยไฟฟ้าในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เนื่องจากเป็นสัญญาทางปกครองที่เอกชนสมัครใจเข้าร่วมและไม่มีเงื่อนไขให้เรียกร้องค่าเสียหาย และเสนอให้แก้ไขสัญญา FiT จากระบบ “ราคาคงที่ตลอดอายุสัญญา” ให้เป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนปัจจุบัน และปรับได้เป็นระยะ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงกว่าต้นทุนจริงในระยะยาว

เขายังเสนอให้ปฏิรูปสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในอนาคต จากระบบ Take or Pay ระยะยาว ไปสู่สัญญา “Balancing Service” ที่จ่ายค่าตอบแทนตามความพร้อมและการใช้งานจริง เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน ลดภาระค่าไฟของประชาชน

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นว่า Net Zero ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้ค่าไฟถูกลง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยยื่นข้อเสนอถึงการทำงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตว่า “ปกติแล้วเรื่อง Balancing Services เป็นหน้าที่ของ กฟผ. แต่ในกรณีที่ กฟผ. อาจจะไม่ได้มีศักยภาพในการลงทุนหรือความพร้อมขนาดนั้น ควรเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้”

ขณะที่ ดร.ภาคภูมิ โลหวริตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงจุดยืนชัดเจนเรื่องการเลิกใช้ถ่านหินที่จะต้องคำนึงถึงหลายเรื่องไปพร้อมกัน โดยอธิบายว่า “ถ้าจะปลดระวางถ่านหิน เราต้องระบุปีอย่างชัดเจนในนโยบาย ทุกวันนี้เรายังไม่มีนโยบายว่าจะปลดระวางในปีไหน ส่วนโรงไฟฟ้าที่ยังไม่หมดสัญญา ก็ไม่ใช่ไปยกเลิก แต่ต้องเจรจาเพื่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงจะต้องไม่อนุญาตให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มด้วย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ท้าทายเพราะต้องทำควบคู่กันไป”

ธารา บัวคำศรี ผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวยการ Climate Connectors กล่าวถึงหนึ่งในข้อเสนอเรื่องการยุติการชดเชยคาร์บอนภาคป่าไม้ (forest offset) ว่า “แทนที่เราไปพึ่งป่าเพื่อที่จะหักลบกลบหนี้กับการปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงาน เราต้องทบทวนตัวเลขในภาคปฏิบัติให้ดี เพราะวัฏจักรการปล่อยก๊าซของป่าและของภาคพลังงานเป็นคนละส่วนกัน”

ด้าน สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม (EnLaw) เน้นเรื่องการกำกับดูแลและป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม กรณีโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอย และย้ำถึงข้อเสนอเรื่องการไม่นำเอาโรงไฟฟ้าขยะมาอยู่ในแผน PDP ในฐานะการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า แต่สามารถพิจารณาได้เฉพาะเพื่อการจัดการขยะและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น และย้ำว่า “การประเมินศักยภาพว่าที่ไหนที่จะเหมาะสมในการตั้งโรงไฟฟ้า และจะต้องไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน”

อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) เน้นถึงข้อเสนอในการผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยฝากถึงพรรคการเมืองทุกพรรคว่า “ถ้าท่านมาเป็นรัฐบาลแล้ว อย่าเสียเวลาแก้กฎหมาย เอากฎหมายเดิมที่มาทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ อย่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ยังค้างอยู่ เข้ามาแล้วทำงานได้เลย เพราะยังมีอะไรที่ทำได้อีกมาก”

ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ RE Generation Thailand อย่าง ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ พูดจากประสบการณ์ของคนที่ทำงานด้านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยตรง โดยหวังว่า “ในไทยมีมาตรการที่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นการสนับสนุนพลังหมุนเวียนทางหนึ่งแล้ว จะเป็นไปได้ไหมที่การใช้โซลาร์เซลล์จะได้รับการสนับสนุนในแบบเดียวกัน”

ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิจัยอิสระด้านพลังงาน มองว่า หากประเทศไทยเปิดให้มี TPA (Third Party Access - สิทธิในการให้บุคคลที่สามเข้ามาใช้หรือเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า) เฉพาะในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับภาคธุรกิจทั่วไปและผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย ทางออกหนึ่งคือ “การเปิดโอกาสให้ชุมชนพลังงานที่มีความพร้อมมีส่วนร่วมเข้ามาจัดการพลังงานในพื้นที่ของตัวเองได้ โดยให้การดำเนินงานเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้มีการลองผิดลองถูก และปรับกฎระเบียบต่างๆ ให้มีความเหมาะสมได้”

สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย Fair Finance Thailand และกรรมการผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) พูดถึงข้อเท็จจริงว่า สถาบันการเงินจำนวนมากยังให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โรงไฟฟ้าฟอสซิลและโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขื่อนใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเป็นโครงการที่มีความแน่นอนและมั่นคงทางการเงิน ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยควรมีบทบาทในการประกาศลดความเสี่ยงสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อให้ธนาคารมีพื้นที่มากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อสีเขียว ทั้งยังย้ำว่า “การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะไม่มีประโยชน์ ถ้ารัฐไม่ยกเลิกมาตรการสนับสนุนฟอสซิล ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่ตรงไปตรงมา และเป็นข้อเสนอที่นักเศรษฐศาสตร์พูดถึงมาหลายสิบปีแล้ว”

จากนั้น ตัวแทนพรรคการเมืองนำเสนอนโยบาย และแสดงความเห็นต่อข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านพลังงาน (White Paper) ตามลิสต์แต่ละข้อที่ปรากฏในเอกสาร โดยแต่ละคนมีเหตุผลที่แตกต่างกันในการสนับสนุนความคิดเห็นของตัวเอง ไมว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี ข้อเสนอหนึ่งที่ตัวแทนทุกพรรคเห็นตรงกัน คือ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ลดระเบียบขั้นตอนในการขออนุญาตติดตั้งและขายไฟ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้เอง

 

การแสดงวิสัยทัศน์ด้านพลังงานรายบุคคล เริ่มจาก กรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงหนึ่งในนโยบายเด่นด้านพลังงานว่า คือ การลดสัดส่วนการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยกรณ์กล่าวว่า “ตอนนี้ การใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลักอยู่ที่ประมาณ 60% บางครั้งขึ้นไปสูงถึง 70% ซึ่งสูงเกินไปมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังไม่ได้ตอบโจทย์การลดใช้พลังงานจากฟอสซิล เพราะฉะนั้นเป้าหมายที่เราประกาศในเรื่องนโยบาย สัดส่วนตรงนี้จะต้องลดลงมาเหลือ 40% เป็นเป้าหมายแรก”

ฉัตริน จันทร์หอม จากพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารจัดการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่า “การไฟฟ้าสามเจ้ารวมกันมีกำไรปีละ 8 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพราะฉะนั้น ควรต้องดูโครงสร้างพลังงาน อะไรที่เยอะเกินไปก็ลดลงมา อะไรที่ไม่เพียงพอก็เพิ่มให้ได้”

ปริเยศ อังกูรกิตติ จากพรรคไทยสร้างไทย แสดงมุมมองต่อเรื่องการซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนในแม่น้ำโขง ซึ่งมีทั้งเขื่อนที่ใช้อยู่และเขื่อนใหม่ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยชี้แจงว่า “ข้อเสนอที่ให้หยุดซื้อพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนในแม่น้ำโขง เรามองว่ายังจำเป็นต้องซื้ออยู่ เพราะจะกระทบกับคนตัวเล็กจำนวนมากในเรื่องของค่าไฟที่จำเป็นต้องมีต้นทุนราคาถูก แต่เข้าใจได้ว่าในกรณีที่เป็นเขื่อนใหม่แล้วมันโอเวอร์ดีมานด์ แล้วเราไม่ซื้อต่อหรือลดการซื้อลง อันนี้เราเห็นด้วย แต่ถ้าหยุดซื้อของเก่าด้วย อาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดี”

ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่อาจต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป้าหมายในอนาคตมากขึ้น โดยกล่าวว่า “บทบาทของการไฟฟ้าในยุคใหม่ในวันนี้ กฟผ. ที่บอกว่า ‘ผลิต’ อาจต้องปรับเปลี่ยนบทบาท ไม่ใช่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่คุมเอง ผลิตเอง แต่เปลี่ยนบทบาทเป็นการไฟฟ้าฝ่ายอำนวยการผลิตมากกว่า โดยคุมเรื่องของการกระจาย หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อทำให้เกิด balancing services”

ด้าน ภาณุรัช ดำรงไทย จากพรรคไทยก้าวใหม่ นอกจากแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอด้านพลังงานแล้ว ยังได้อธิบายให้เห็นภาพรวมของผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยให้ข้อมูลว่า “ประเทศไทยมีผู้ใช้ไฟฟ้าอยู่รวมแล้วประมาณ 26 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นประเภท 1 ก็คือชาวบ้านอย่างพวกเรามีทั้งหมด 90% แต่ใช้ไฟกันประมาณ 30% ขณะที่อุตสาหกรรมใหญ่คิดเป็น 10% แต่ใช้ไฟ 70%”

ต่อเรื่องที่ประเทศไทยมีการปรับเป้าหมาย Net Zero จากปี 2065 เป็นปี 2050 นั้น วรภพ วิริยะโรจน์ จากพรรคประชาชน มองว่าเป็นโอกาสที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการตั้งเป้าหมายนี้ไว้ก่อนแล้วได้ แต่ทั้งนี้ “เป้าหมายนี้จะต้องมาพร้อมกับโร้ดแมปด้านพลังงานที่ยืนยันว่า จะไม่เพิ่มโรงไฟฟ้าฟอสซิลในประเทศไทย จะทำแผนยุติการใช้ถ่านหินในปี 2040 ทั้งยังสามารถใช้โอกาสนี้สร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศไทย เพราะเป้าหมาย Net Zero ต้องมาพร้อมกับลงทุนโครงข่ายอัจฉริยะ หรือ Smart Grid และเพิ่มการสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียวโดยเริ่มบังคับจากอาคารภาครัฐที่ต้องมีมาตรฐานการประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่ ก่อนจะทยอยสู่อาคารใหม่ของเอกชนต่อไป เพื่้อให้อุตสาหกรรมสีเขียวที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นและแข่งขันกับต่างประเทศได้”

สุดท้ายคือตัวแทนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่เล่าถึงข้อจำกัดที่เจอในการทำงานด้านพลังงานที่ผ่านมา และย้ำถึงนโยบายกล้าชนของพรรคในเรื่องนี้ ทั้งยังทิ้งท้ายว่า “ธุรกิจพลังงานของไทยมีคนยืนบังแดดประชาชน และมีมาเฟียในระบบนี้จริง”

ผู้สนใจในนโยบายด้านพลังงาน สามารถอ่านและดาวน์โหลดเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายด้านพลังงาน (A White Paper On Energy Policy Recommendations) ได้ที่ https://justpow.co/project-whitepaper/

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: