ช่วงที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสชมภาพยนตร์และสารคดีเกี่ยวกับวอลเลย์บอลหญิงอยู่สองเรื่อง คือ The Witches of the Orient ที่เล่าเรื่องทีมวอลเลย์บอลหญิงญี่ปุ่นชุดตำนาน และ Leap ภาพยนตร์ชีวประวัติของ หลางผิง อดีตนักกีฬาระดับตำนานและโค้ชผู้พาทีมชาติจีนกลับสู่จุดสูงสุดด้วยเหรียญทองโอลิมปิก 2016
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ทั้งญี่ปุ่นและจีนจะกลายเป็นมหาอำนาจวอลเลย์บอลหญิงของโลกในช่วงเวลาต่างกัน แต่รากฐานความสำเร็จของทั้ง 2 ประเทศกลับถูกสร้างขึ้นบนระบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ญี่ปุ่นสร้างทีมวอลเลย์บอลหญิงขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากจัดตั้งทีมกีฬาของตนเองขึ้นเพื่อส่งเสริมสวัสดิการและสร้างภาพลักษณ์องค์กร นักกีฬาหญิงที่มีพรสวรรค์จะได้รับการคัดเลือกจากโรงเรียนเข้าสู่ทีมบริษัทในฐานะพนักงานประจำ ฝึกซ้อมควบคู่กับการทำงานภายใต้ระเบียบวินัยที่เข้มงวด การแข่งขันระหว่างทีมบริษัทกลายเป็นสนามพัฒนาฝีมือที่สำคัญ และสร้างฐานนักกีฬาคุณภาพสูงให้กับทีมชาติ
สารคดี The Witches of the Orient สะท้อนให้เห็นว่านักกีฬาหญิงญี่ปุ่นในยุคนั้นต้องใช้ชีวิตอย่างหนักหน่วงเพียงใด การฝึกซ้อมภายใต้การนำของโค้ชไดมัตสึ ฮิโรฟูมิ เข้มข้นจนได้รับฉายาว่า “แม่มดแห่งตะวันออก” แต่ผลลัพธ์คือการสร้างทีมที่ครองเหรียญทองโอลิมปิกโตเกียว 1964 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่นหลังสงคราม
ในทางตรงกันข้าม จีนเลือกใช้ระบบกีฬาของรัฐแบบรวมศูนย์ที่ได้รับอิทธิพลจากสหภาพโซเวียต เด็กที่มีศักยภาพจะถูกคัดเลือกเข้าสู่โรงเรียนกีฬา ก่อนพัฒนาต่อผ่านทีมระดับเมือง ระดับมณฑล และก้าวสู่ทีมชาติ นักกีฬาได้รับการดูแลแบบเต็มเวลา ทั้งด้านการศึกษา อาหาร ที่พัก และการฝึกซ้อมจากงบประมาณภาครัฐ ทำให้รัฐสามารถรวบรวมทรัพยากรและบุคลากรที่ดีที่สุดจากประชากรจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพยนตร์ Leap แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งของความสำเร็จดังกล่าว ผ่านเรื่องราวของหลางผิงและนักกีฬาหญิงจีนที่เติบโตมาจากระบบฝึกซ้อมอันเข้มงวด วอลเลย์บอลหญิงจีนในยุค 1980 ไม่ได้เป็นเพียงทีมกีฬา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาติในช่วงที่ประเทศกำลังเปิดตัวสู่โลกภายนอก ความสำเร็จระดับโลกของทีมชุดนั้นเกิดจากการผสมผสานระหว่างระบบรัฐที่มีประสิทธิภาพกับการนำเอาแนวคิดการฝึกซ้อมและความละเอียดทางเทคนิคจากญี่ปุ่นมาปรับใช้
เมื่อมองย้อนกลับไป ความสำเร็จของทั้งสองชาติจึงไม่ได้เกิดจากสูตรสำเร็จแบบเดียวกัน ญี่ปุ่นอาศัยพลังของภาคเอกชนและวัฒนธรรมองค์กรในการสร้างนักกีฬา ขณะที่จีนใช้กลไกของรัฐในการค้นหาและพัฒนาคนเก่งจากทั่วประเทศ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทั้งสองประเทศต่างลงทุนกับ “ระบบ” มากกว่าการฝากความหวังไว้กับนักกีฬาดาวเด่นเพียงไม่กี่คน
บทเรียนจากญี่ปุ่นและจีนอาจสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกกีฬาระดับสูง ความสำเร็จระยะยาวไม่ได้เกิดจากการค้นพบอัจฉริยะสักคน แต่เกิดจากการสร้างโครงสร้างที่สามารถผลิตนักกีฬารุ่นแล้วรุ่นเล่าได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้ง 2 ชาติยังคงเป็นมหาอำนาจของวงการวอลเลย์บอลหญิงโลกมาจนถึงทุกวันนี้
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

