'แชร์ลูกโซ่ครองอเมริกา' หนังสือใหม่เปิดโปงว่า MLM เปลี่ยนสังคมอเมริกันได้อย่างไร?

กองบรรณาธิการ TCIJ 6 เม.ย. 2569 | อ่านแล้ว 12 ครั้ง


หนังสือ "Little Bosses Everywhere" เปิดโปงธุรกิจ MLM ในสหรัฐฯ ชี้ยอดขาย 4 หมื่นล้านดอลลาร์ปี 2020 คือตัวแทนซื้อสินค้ามาเอง ไม่ใช่ขายได้จริง คาดคนอเมริกัน 17 ล้านคนเคยลอง ส่วนใหญ่ไม่ได้เงินกลับ ผู้เขียนชี้เป็นต้นแบบหลอกลวงแพร่สู่คริปโต-เศรษฐกิจกิ๊ก

ตอนที่โควิด-19 ระบาดหนักในปี 2020 ธุรกิจส่วนใหญ่ซบเซา แต่บางอุตสาหกรรมกลับรุ่งเรืองขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอปสั่งอาหาร จักรยานออกกำลังกาย และบริการสตรีมมิ่ง สิ่งที่น่าแปลกใจคือธุรกิจขายตรงแบบหลายชั้น (Mulit-Level Marketing หรือ MLM) ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน

สมาคมขายตรงแห่งชาติสหรัฐฯ (Direct Selling Association) รายงานว่ายอดขายพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 40,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 แต่บริดเจต รีด (Bridget Read) เปิดเผยในหนังสือเล่มใหม่ชื่อ "Little Bosses Everywhere" ว่าตัวเลขนี้ลวงตา เพราะในโลก MLM สิ่งที่นับเป็น "ยอดขาย" คือสินค้าที่ตัวแทนซื้อมาเอง ไม่ใช่สิ่งที่ขายให้ลูกค้าจริงๆ แม้สินค้าจะไม่ได้ขายต่อและถูกทิ้งไปในที่สุด ก็ยังนับเป็นยอดขายอยู่ดี

รีดชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปี 2020 ไม่ใช่ความต้องการวิตามิน เครื่องสำอาง หรือมีดครัวที่เพิ่มขึ้น แต่คือชาวอเมริกันที่สิ้นหวังหลายล้านคนหลงเชื่อว่า MLM คือทางออกจากความยากจน

MLM เกิดขึ้นจาก คาร์ล เรห์นบอร์ก (Carl Rehnborg) นักธุรกิจที่เคยพยายามขายนมในจีนแล้วล้มเหลว ก่อนหันมาผลิตวิตามินจากหญ้าในแคลิฟอร์เนียใต้ ธุรกิจของเขาซึ่งรู้จักกันในชื่อ Nutrilite ไปได้ดีขึ้นในปี 1945 เมื่อเขาพบกับ วิลเลียม แคสเซิลเบอร์รี (William Casselberry) และ ลี ไมทิงเกอร์ (Lee Mytinger) ผู้คิดค้น "แผน" ขึ้นมา

แผนนี้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ตัวแทนสามารถทำเงินได้ 2 ทาง คือขายสินค้าในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อ หรือหาตัวแทนใหม่มาอยู่ใต้ตัวเอง แล้วรับค่าคอมมิชชันจากทุกอย่างที่คนในสายงานล่างซื้อ วิธีที่สองให้ผลตอบแทนมากกว่ามาก และนั่นคือจุดกำเนิดของ MLM

บริษัทอย่าง Avon และ Fuller Brush ขายสินค้าแบบเคาะประตูบ้านอยู่ก่อนแล้ว แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือแผนนี้ไม่ต้องขายสินค้าจริงๆ ก็ยังทำเงินได้ ส่งผลให้ผู้คิดค้น 3 คนรวยขึ้นมหาศาล

Nutrilite ก่อให้เกิดบริษัทมากมายที่นำโมเดลนี้ไปพัฒนาต่อ บางบริษัทนำปรัชญาคิดบวกมาผนวก บางบริษัทขายคอร์สพัฒนาตนเอง และที่โด่งดังที่สุดคือ Amway ที่ก่อตั้งโดยอดีตตัวแทนขายของ Nutrilite สองคน คือ เจย์ แวน แอนเดล (Jay Van Andel) และ ริชาร์ด เดอโวส (Richard DeVos) บริษัทนี้สร้างรายได้มหาศาลให้คนอยู่บนสุดของพีระมิด โดยบังคับให้ตัวแทนซื้อหนังสือ เทปฝึกอบรม และเข้าร่วมสัมมนา

ปัจจุบันคาดว่าชาวอเมริกันเกือบ 17 ล้านคนเคยลองทำ MLM โดยส่วนใหญ่ไม่ได้เงินกลับมาเลย ยังไม่นับรวมผู้เสียหายในประเทศอื่นทั่วโลกอีกนับล้าน

รีดพบกับกลาดิส (Gladys) หญิงผิวดำวัย 70 ปีระหว่างเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ Mary Kay ในดัลลาส เธอเล่าว่าพยายามขายสินค้า Mary Kay หลายครั้งแต่ไม่เคยทำเงินได้ ยังมีเครื่องสำอางค้างสต็อกมาจากเมื่อ 30 ปีก่อน และตอนนี้แม้อายุมากแล้วก็ยังต้องขับรถให้ Lyft เพราะเกษียณเต็มตัวไม่ได้

รีดชี้ความคล้ายกันระหว่าง MLM กับเศรษฐกิจกิ๊ก เช่น Uber หรือ Lyft ทั้งสองล่อคนด้วยคำสัญญาว่าจะได้เป็นนายตัวเอง แต่ในความเป็นจริงกลับมีอิสระน้อยมาก ไม่ได้รับการคุ้มครองแรงงาน และคนที่รวยจริงๆ คือคนอยู่บนสุดเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น MLM ยังเป็นต้นแบบให้ธุรกิจสมัยใหม่ในการต้านกฎหมายควบคุม ทุกครั้งที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง FTC พยายามออกกฎควบคุม อุตสาหกรรม MLM ก็สามารถล็อบบี้และปรับตัวรอดมาได้เสมอ
รีดสรุปว่ารูปแบบการหลอกลวงแบบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ MLM อีกต่อไป แต่แพร่กระจายไปสู่เศรษฐกิจกิ๊ก คริปโตเคอร์เรนซี และวงการโค้ชการลงทุน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกันไปแล้ว

ที่มา:
Scams All the Way Down (Chris Mills Rodrigo, Inequality.org,12January 2026)

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: