The Coin Laundry: 'ตู้ ATM คริปโต' แหล่งกำไรงามร้านค้าปลีก แต่การฉ้อโกงพุ่ง

กองบรรณาธิการ TCIJ 5 เม.ย. 2569 | อ่านแล้ว 14 ครั้ง


ข่าวสืบสวนชุด The Coin Laundry โดย International Consortium of Investigative Journalists (ICIJ) เปิดโปงธุรกิจตู้ ATM คริปโตในร้านค้าปลีกอย่าง Circle K ที่ทำเงินมหาศาล แม้ข้อมูลจาก Federal Bureau of Investigation ชี้คดีหลอกลวงพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนคำถามใหญ่เรื่องความรับผิดชอบของทั้งผู้ให้บริการและร้านค้าที่รับตั้งเครื่อง | ที่มาภาพ: Ben King / ICIJ / CNN

เดือนธันวาคม 2024 สตีฟ เบ็คเก็ตต์ (Steve Beckett) ถูกขโมยเงินหลายพันดอลลาร์กลางวันแสกๆ ที่ร้านสะดวกซื้อ Circle K ในรัฐอินดีแอนา สหรัฐฯ แต่ไม่มีปืน ไม่มีมีด ไม่มีรถหลบหนี เครื่องมือก่ออาชญากรรมครั้งนี้คือตู้ ATM บิตคอยน์ของบริษัท Bitcoin Depot ที่ตั้งอยู่ในร้านตามข้อตกลงกับ Circle K

เบ็คเก็ตต์ วัย 66 ปี กำลังจ่ายบิลอยู่ที่บ้าน จู่ๆ คอมพิวเตอร์ก็ค้าง หน้าจอขึ้นข้อความให้โทรไปยังหมายเลขที่อ้างว่าเป็นสายด่วน Microsoft ปลายสายชายชื่อ "จอช" บอกว่ามีคนแฮ็กคอมพิวเตอร์ของเขา แล้วเอาบัตรเครดิตกับบัญชีธนาคารไปซื้อสื่อลามกเด็ก จากนั้นเบ็คเก็ตต์ก็ถูกโอนสายไปคุยกับคนที่อ้างตัวว่ามาจากธนาคาร แล้วอีกคนที่บอกว่าเป็นตัวแทนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ พวกเขาบอกว่าเงินออมทั้งชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตราย และทางเดียวที่จะรักษาเงินไว้ได้คือแปลงเป็นบิตคอยน์

ตลอด 2 วัน กลุ่มมิจฉาชีพทั้งปลอบทั้งขู่เบ็คเก็ตต์ ว่าเขาอาจถูกจำคุก เบ็คเก็ตต์ทำงานบริหารในคาสิโนและขายหลักทรัพย์มาหลายปี เขารู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่ก็หวาดกลัวจนทำตาม เขาถอนเงิน 4,000 ดอลลาร์จากธนาคาร แล้วขับรถไปที่ร้าน Circle K ตามคำสั่งของมิจฉาชีพ เขาไม่เคยซื้อบิตคอยน์มาก่อนและแทบไม่รู้เรื่องเลย แต่คนปลายสายสอนวิธีฝากเงินผ่านตู้ทีละขั้นตอน วันรุ่งขึ้นเขาไปฝากอีก 3,000 ดอลลาร์ ตู้แปลงเงินสดเป็นบิตคอยน์แล้วโอนไปยังที่อยู่ดิจิทัลที่มิจฉาชีพกำหนด Bitcoin Depot เก็บค่าธรรมเนียมราว 2,000 ดอลลาร์จากธุรกรรมนี้ ส่วนเบ็คเก็ตต์สูญเงินหมดทุกบาททุกสตางค์

ตู้ที่ร้าน Circle K ของเบ็คเก็ตต์เป็น 1 ในกว่า 8,000 เครื่องที่ Bitcoin Depot ติดตั้งในปั๊มน้ำมัน ร้านขายของชำ และร้านค้าปลีกทั่วสหรัฐฯ ในเอกสารยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) Bitcoin Depot ระบุว่ามีตู้ ATM บิตคอยน์ในร้าน Circle K ราว 750 แห่งในสหรัฐฯ และแคนาดา ณ สิ้นเดือนกันยายน

ตู้ ATM คริปโตขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีเครื่องเกือบ 40,000 เครื่องทั่วโลก ตามข้อมูลของ Coin ATM Radar และการหลอกลวงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในปี 2024 FBI ได้รับเรื่องร้องเรียนการฉ้อโกงผ่านตู้ ATM คริปโตเกือบ 11,000 เรื่อง เพิ่มขึ้น 99% จากปีก่อน มูลค่าความเสียหายรวมราว 247 ล้านดอลลาร์ และตัวเลขยังพุ่งสูงขึ้นอีก โดยช่วงมกราคมถึงพฤศจิกายน 2025 มีผู้สูญเสียเงินจากการฉ้อโกงแบบเดียวกันราว 333 ล้านดอลลาร์

ปัญหานี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ของทั้งอุตสาหกรรมตู้ ATM คริปโต และตั้งคำถามว่าร้านค้าปลีกที่ให้พื้นที่ตั้งตู้เหล่านี้ทำเพียงพอแล้วหรือยังในการปกป้องผู้บริโภค ข้อตกลงระหว่าง Circle K กับ Bitcoin Depot ถือเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่ใหญ่ที่สุดระหว่างเครือร้านค้าปลีกกับผู้ให้บริการตู้ ATM บิตคอยน์ในโลก

Circle K ทำเงินหลายล้านดอลลาร์จากข้อตกลงนี้ และยังคงเดินหน้าต่อแม้จะมีเสียงร้องเรียนจากทั้งลูกค้าและพนักงานมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการสืบสวนของสมาคมผู้สื่อข่าวสืบสวนนานาชาติ (ICIJ) และสื่อพันธมิตร CNN ในเดือนมกราคม 2025 Circle K ได้ต่อสัญญากับ Bitcoin Depot ไปจนถึงกลางปี 2026

ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 มีผู้เสียหายมากกว่า 150 รายรายงานว่าถูกหลอกผ่านเครื่อง Bitcoin Depot ที่ร้าน Circle K และปั๊มน้ำมัน Holiday ซึ่งเป็นของบริษัทแม่แคนาดา Alimentation Couche-Tard มูลค่าความเสียหายรวมอย่างน้อย 1.5 ล้านดอลลาร์ ตามการวิเคราะห์รายงานตำรวจ คำร้องเรียน คดีความ และการสัมภาษณ์ของ ICIJ และ CNN

หลังตำรวจไปรับแจ้งเหตุหลอกลวงที่ร้าน Circle K แห่งหนึ่งในฟลอริดา ผู้จัดการเขตถูกกล้องติดตัวตำรวจบันทึกภาพขณะพูดกับเจ้าหน้าที่ว่า "ผมเกลียดเครื่องพวกนี้ อยากให้เอาออกจากร้าน" พนักงาน Circle K หลายคนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ผู้จัดการร้านคนหนึ่งเล่าว่าเคยมีเหยื่อกลับมาที่ร้านพร้อมค้อนทุบ พยายามจะทุบตู้เอาเงินคืน

อดีตพนักงาน Bitcoin Depot คนหนึ่งเปิดเผยว่า "ถ้าเรากำจัดการหลอกลวงได้ 100% เราจะเจ็บตัว" หมายความว่ารายได้ส่วนสำคัญของบริษัทมาจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงนั่นเอง

Circle K ได้เตือนพนักงานให้ระวังมิจฉาชีพ โดยส่งอีเมลและจัดอบรม ร้าน Circle K แห่งหนึ่งในรัฐอินดีแอนาถึงกับติดป้ายเตือนพนักงานที่เคาน์เตอร์ว่าห้ามเอาเงินร้านไปฝากในตู้ Bitcoin Depot

โฆษก Circle K ตอบคำถามของ ICIJ และ CNN ว่าพนักงานได้รับการอบรมเรื่องการสังเกตมิจฉาชีพ แต่พนักงานไม่มีหน้าที่ดูแลธุรกรรมของลูกค้าบนตู้ Bitcoin Depot เพราะตู้เหล่านั้น "เป็นทรัพย์สินและบริหารจัดการโดยบุคคลที่สาม" บริษัทระบุว่าทำงานร่วมกับ Bitcoin Depot อย่างใกล้ชิดเพื่อให้บริการเป็นไปตามมาตรฐาน

Bitcoin Depot ออกแถลงการณ์ว่า "ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้ตู้ของเราเพื่อวัตถุประสงค์ที่ถูกกฎหมาย การปกป้องผู้บริโภคเป็นหัวใจของโมเดลธุรกิจเรา"

เรื่องราวของ Circle K และ Bitcoin Depot เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสืบสวน "The Coin Laundry" ที่นำโดย ICIJ ซึ่งเปิดโปงว่าบริษัทคริปโตทำเงินจากการหลอกลวง การโจรกรรม และอาชญากรรมอื่นๆ ได้อย่างไร ขณะที่เหยื่อที่สูญเสียเงินออมแทบไม่มีทางได้ความยุติธรรม

ในคดีที่อัยการสูงสุดของรัฐไอโอวาฟ้อง Bitcoin Depot เมื่อต้นปี 2025 ระบุว่าจากการวิเคราะห์ธุรกรรมบนเครื่องของบริษัทในรัฐระหว่างเดือนตุลาคม 2021 ถึงกรกฎาคม 2024 พบว่ามากกว่าครึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง

ไม่ใช่แค่ Bitcoin Depot เท่านั้น ทางการยังกล่าวหาบริษัทตู้ ATM คริปโตรายใหญ่อื่นๆ ด้วย ราว 90% ของธุรกรรมบนเครือข่าย CoinFlip ที่อัยการไอโอวาตรวจสอบเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง ส่วนอัยการกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็สรุปในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับธุรกรรมบนเครื่องของ Athena Bitcoin ทั้ง CoinFlip และ Athena Bitcoin เป็นผู้ให้บริการตู้ ATM คริปโตรายใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของอุตสาหกรรม

ตัวแทนอุตสาหกรรมอ้างว่าลูกค้าซื้อบิตคอยน์เพื่อส่งเงินให้ครอบครัวในต่างประเทศ ซื้อของออนไลน์ และลงทุน แต่นักวิจารณ์หลายคนตั้งคำถามว่าตู้เหล่านี้มีประโยชน์อะไรนอกจากฟอกเงินและหลอกลวง

เจอราร์ด ลอตซ์ (Gerard Lotz) นักสืบตำรวจในรัฐลุยเซียนาที่สอบสวนคดีหลอกลวงผ่านตู้ Bitcoin Depot หลายคดี ตั้งข้อสังเกตว่า "พวกเขายืนยันว่าตู้ ATM เป็นเครื่องมือลงทุน ไว้ให้คนทำธุรกรรมถูกกฎหมาย แต่ผมไม่เคยเห็นบริษัทลงทุนที่ไหนเก็บค่าธรรมเนียม 30%"

ในปี 2024 Bitcoin Depot เก็บค่าธรรมเนียม 15% ถึง 50% ของทุกธุรกรรมที่ทำผ่านตู้ ตามเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับ รายได้จาก Circle K คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทในปีนั้น

สำหรับ Bitcoin Depot และ Circle K เงิน 7,000 ดอลลาร์ที่เบ็คเก็ตต์สูญเสียไปแทบไม่มีความหมายอะไรเมื่อเทียบกับรายได้ประจำปีของพวกเขา แต่สำหรับผู้สูงอายุจากรัฐอินดีแอนาคนนี้ ผู้เป็นทั้งบาทหลวงและอาสาสมัครดับเพลิง เงินก้อนนั้นคือทุกอย่าง "เงินนั้นคือชีวิตเรา" เขาบอก "เอาไว้จ่ายบิล ผ่อนบ้าน ซื้อของให้ลูกสาววันเกิดและคริสต์มาส ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย"

เบ็คเก็ตต์เชื่อว่าทั้งบริษัทตู้ ATM คริปโตและร้านค้าที่ให้พื้นที่ตั้งตู้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เขากำลังฟ้อง Bitcoin Depot เป็นหนึ่งในคดีฟ้องร้องอย่างน้อย 3 คดีที่มุ่งเป้าไปที่ผู้เล่นรายใหญ่ของอุตสาหกรรมนี้

Bitcoin Depot ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิด โดยอ้างว่าบริษัทไม่สามารถรับผิดชอบต่อการกระทำของมิจฉาชีพ เพราะบริษัทได้ติดคำเตือนและมาตรการป้องกันบนตู้และในขั้นตอนธุรกรรมแล้ว

"ดีลที่ใหญ่ที่สุด"

ตู้ ATM คริปโตเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2013 โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในร้านเล็กๆ อย่างร้านเหล้า ปั๊มน้ำมัน และร้านโชห่วย แบรนดอน มินตซ์ (Brandon Mintz) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Bitcoin Depot ติดตั้งตู้แรกในปี 2016 ที่ร้านบุหรี่ไฟฟ้าในแอตแลนตา

มินตซ์เสนอร้านค้าแบบง่ายๆ คือร้านจะได้เงินรายเดือนและลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น ส่วนลูกค้าจะได้ความสะดวกและความเป็นส่วนตัว เขาเชื่อว่าตู้ที่ตั้งอยู่ข้างตู้ ATM ธรรมดาในร้านที่คนเข้าประจำจะช่วยสร้างความไว้วางใจให้คนทั่วไปกล้าแลกเงินสดเป็นคริปโต

ฤดูร้อนปี 2021 Bitcoin Depot และ Circle K ลงนามในสัญญาพิเศษ ถือเป็นก้าวสำคัญ อดีตพนักงาน Bitcoin Depot คนหนึ่งเรียกว่า "ดีลที่ใหญ่ที่สุดและยังคงเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในวงการ" Circle K กลายเป็นเครือร้านค้าปลีกรายใหญ่แห่งแรกที่ติดตั้งตู้ ATM บิตคอยน์ในร้าน

ข้อตกลงนี้ทำเงินให้ Circle K เป็นอย่างดี โดยในช่วงแรกได้รับค่าเช่าสูงถึง 700 ดอลลาร์ต่อเดือนต่อเครื่อง Circle K มีร้านมากกว่า 6,300 แห่งในสหรัฐฯ จึงเป็นขุมทองสำหรับ Bitcoin Depot สิ้นปี 2021 ร้าน Circle K มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของปริมาณธุรกรรมทั้งหมดของบริษัท

แต่ปัญหาตามมาอย่างรวดเร็ว ผู้จัดการร้านเริ่มรายงานเรื่องการหลอกลวงผ่านตู้และขอคำแนะนำจาก Bitcoin Depot ปัญหาฉ้อโกงและฟอกเงินเป็นปัญหาเรื้อรังของอุตสาหกรรมตู้ ATM คริปโตมาตั้งแต่ยุคแรกๆ

เพื่อปกป้องลูกค้าและลดความรับผิด บริษัทตู้ ATM คริปโตติดคำเตือนบนตู้และเพิ่มการตรวจสอบเครือข่าย คู่มือการปฏิบัติตามกฎของ Bitcoin Depot ปี 2019 กำหนดให้พนักงานบันทึกรายละเอียดการหลอกลวงที่เกิดขึ้น และเมื่อมูลค่าเกิน 2,000 ดอลลาร์ ต้องส่งรายงานธุรกรรมน่าสงสัยไปยังหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

แต่ปัญหาก็ยังลุกลาม ภายในปี 2021 ตู้ ATM คริปโตกลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมของมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือฝ่ายบริการเทคนิค ซึ่งเป็นกลโกงแบบเดียวกับที่เบ็คเก็ตต์โดน ไมค์ แมคกิลลิคัดดี (Mike McGillicuddy) เจ้าหน้าที่พิเศษของ FBI ที่เชี่ยวชาญอาชญากรรมทางการเงิน อธิบายว่ามิจฉาชีพชอบใช้ตู้เหล่านี้เพราะ "เงินสามารถถูกโอนเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขาได้ทันที แล้วส่งไปต่างประเทศ" จนตำรวจเอื้อมไม่ถึง

มาร์ก เกรนส์ (Marc Grens) ผู้บริหาร DigitalMint ที่เคยดำเนินเครือข่ายตู้ ATM คริปโตทั่วสหรัฐฯ มาเกือบ 10 ปี พยายามตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อกำกับดูแลกันเอง แต่บริษัทอื่นไม่สนใจ สุดท้ายมีแค่บริษัทเดียวที่ร่วมมือ และทั้งสองบริษัทก็เลิกทำธุรกิจนี้ไปแล้ว เกรนส์สรุปว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำกำไรโดยไม่เอื้อต่อการฉ้อโกง ยิ่งลงทุนป้องกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบการฉ้อโกงมากเท่านั้น เขาบอกว่าในธุรกรรมขนาดใหญ่ที่สุดบนเครือข่าย "95% ของลูกค้าที่คุณคุยด้วยคือเหยื่อ"

โมเสส สตรีด (Moeses Streed) ผู้เคยทำงานสายด่วนลูกค้าของ Bitcoin Depot ในปี 2021 บอกว่า 40% ของสายที่โทรเข้ามาในแต่ละวันเกี่ยวข้องกับการถูกหลอก "บางวันสายทั้งหมดที่รับก็มีแต่เรื่องนี้" เขาว่า "งานนี้เหมือนป้องกันการหลอกลวงสดๆ มากกว่าบริการลูกค้า"

แต่สื่อโฆษณาบนเว็บไซต์ Bitcoin Depot กลับบอกร้านค้าที่สนใจตั้งตู้ว่า "ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีค่าใช้จ่าย มีรายได้ประจำเดือน"

เบื้องหลังม่านที่ดูดี ปัญหาหลอกลวงหนักจนพนักงาน Circle K ร้องเรียนไปยัง Bitcoin Depot เป็นจำนวนมาก CNN และ ICIJ พูดคุยกับพนักงาน Circle K ทั้งหมด 30 คน ในจำนวนนี้ 17 คนบอกว่าเห็นการหลอกลวงเกิดขึ้นในร้านกับตา ผู้จัดการร้านคนหนึ่งบอกว่า "98% ของคนที่มาใช้ตู้กำลังคุยโทรศัพท์กับมิจฉาชีพอยู่"

มิจฉาชีพยังหลอกพนักงาน Circle K เองด้วย โดยโทรมาแอบอ้างเป็นผู้บริหาร Circle K หลอกให้พนักงานเอาเงินร้านไปฝากในตู้ Bitcoin Depot จน Circle K ต้องออกประกาศเตือนพนักงานโดยเฉพาะ

ภายใน Bitcoin Depot เอง พนักงานก็ถกเถียงกันมานานว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ต้นปี 2023 บริษัทเปลี่ยนนโยบายคืนเงินบนเว็บไซต์ ระบุว่าเหยื่อสามารถขอคืนค่าธรรมเนียมได้ "เป็นกรณีๆ ไป" แต่พอปลายเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ข้อความนี้ก็ถูกลบออก Bitcoin Depot อ้างว่าลบเพราะมีคนที่ไม่ใช่เหยื่อจริงแอบมาขอคืนเงิน

แม้แต่ตอนที่ยังคืนเงินได้ เงื่อนไขก็ยุ่งยากจนเหยื่อเข้าไม่ถึง เหยื่อรายหนึ่งในฟลอริดาถูกปฏิเสธเพราะไม่สามารถส่งรายงานตำรวจให้ทันกำหนดของ Bitcoin Depot อีกรายเขียนร้องเรียนต่อหน่วยงานธนาคารรัฐคอนเนตทิคัตว่าลิงก์ขอคืนเงินบนเว็บไซต์นำไปสู่แบบฟอร์มที่ไม่มีอยู่จริง

ในคำตอบต่อคำร้องเรียนและคดีฟ้องร้อง Bitcoin Depot โทษเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่อ่านคำเตือนบนตู้ แต่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและคนในอุตสาหกรรมชี้ว่า เหยื่อมักอยู่ในสภาพตื่นตกใจจนไม่ได้สังเกตอะไร เบ็คเก็ตต์บอกว่าเขาไม่ได้เห็นคำเตือนจนกว่าจะสูญเงินไปแล้ว

แดนนี ฟอเรต์ (Danny Foret) ที่ถูกหลอกให้ฝากเงินเกือบ 20,000 ดอลลาร์ในตู้ Bitcoin Depot ที่ร้าน Circle K ในรัฐลุยเซียนา บอกว่า "ผมเครียดมากจนไม่ได้สนใจดูอะไรบนตู้เลย"

แบรด วิลเลียมส์ (Brad Williams) นักสืบตำรวจในรัฐจอร์เจียที่กำลังผลักดันกฎหมายควบคุมตู้เหล่านี้ อธิบายว่า "การหลอกลวงแบบนี้ลากยาวเป็นวันๆ พอเหยื่อถูกกดดันทางจิตใจจนพัง ไม่ว่าจะมีคำเตือนอะไรอยู่ตรงหน้าก็ไม่มีความหมาย"

"ไม่ใช่เรื่องของเรา"

ร้านค้าบางแห่งเริ่มเบื่อหน่ายกับตู้เหล่านี้และพยายามให้ถอดออก ในเดือนเมษายน 2024 Fareway Stores เครือซูเปอร์มาร์เก็ต ลงนามกับ Bitcoin Depot ติดตั้ง 66 เครื่องในร้าน แต่พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ก็ถอดปลั๊กทิ้งหมด Fareway กล่าวหาว่าตู้เหล่านี้กลายเป็น "เครื่องมือของการฉ้อโกงครั้งใหญ่" ต้นปี 2025 ลูกค้าถูกหลอกเกือบทุกสัปดาห์ และ Fareway เองก็ถูกอัยการสูงสุดรัฐไอโอวาสอบสวน Bitcoin Depot ฟ้องกลับฐานผิดสัญญา เรียกร้องให้เปิดตู้คืนและจ่ายค่าเสียหาย

ถึงเดือนกันยายน 18 รัฐในสหรัฐฯ ได้ออกกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อปกป้องผู้บริโภคจากตู้ ATM คริปโต เช่น จำกัดวงเงินธุรกรรมและบังคับคืนเงินเหยื่อ แต่แม้มีข้อจำกัดเข้มงวด มิจฉาชีพก็ยังหาทางหลบได้ หลังรัฐมินนิโซตากำหนดวงเงินสูงสุด 2,000 ดอลลาร์ต่อวันสำหรับผู้ใช้ใหม่ เหยื่อรายหนึ่งก็ยังถูกหลอกเงินเกือบ 15,000 ดอลลาร์ โดยมิจฉาชีพสั่งให้ทำธุรกรรม 15 ครั้งและใช้ชื่อต่างกันทุกครั้ง

รัฐไอโอวาออกกฎหมายใหม่จำกัดธุรกรรมไว้ที่ 1,000 ดอลลาร์ต่อวัน ไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับผู้ใช้ครั้งแรก และจำกัดค่าธรรมเนียมไว้ที่ 5 ดอลลาร์ต่อธุรกรรมหรือ 15% ของมูลค่าคริปโตที่ซื้อ แล้วแต่อย่างไหนจะมากกว่า

เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ในฤดูร้อน 2025 ประกอบกับแรงกดดันทางกฎหมายจาก Bitcoin Depot Fareway จึงตัดสินใจเปิดตู้ทั้งหมดอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม โดยหวังว่ากฎหมายใหม่จะช่วยจำกัดความเสียหาย ทั้งสองฝ่ายยอมความกันในเดือนพฤศจิกายน ไม่นานหลังจากที่ Bitcoin Depot ประกาศว่าจะเริ่มบังคับยืนยันตัวตนทุกธุรกรรมและเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้สูงอายุ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะทำอะไรบ้าง

เด็บบี จอย (Debbie Joy) ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน Circle K ในเมืองพอร์ตออเรนจ์ รัฐฟลอริดา เล่าว่าตลอด 4 ปีที่ทำงาน เธอเข้าไปช่วยสกัดการหลอกลวงผ่านตู้ Bitcoin Depot ในร้านอย่างน้อย 10 ครั้ง ตอนนี้เธอจับสัญญาณเหยื่อได้แล้ว "มักจะเป็นคนสูงอายุกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน มือถือซองเงินจากธนาคาร แต่คนล่าสุดอายุประมาณ 30-40 ปี เธอก็ถูกหลอกเหมือนกัน ฉันเพิ่งมาถึงร้าน แต่สายไปแล้ว เธอออกไปยืนร้องไห้อยู่หน้าร้าน"

การหลอกลวงเกิดขึ้นบ่อยจนจอยบันทึกเบอร์โทรตำรวจสอบสวนท้องถิ่นไว้ในโทรศัพท์ แทนที่จะโทร 911 เธอโทรหาเขาโดยตรง สภาเทศบาลมอบรางวัลให้เธอในเดือนเมษายน เพราะเธอเข้าไปช่วยสกัดคู่สามีภรรยาสูงอายุไม่ให้ฝากเงิน 10,000 ดอลลาร์เข้าตู้ได้ทัน

จอยบอกกับสภาเทศบาลว่า "นโยบาย Circle K คือ ไม่ใช่ตู้ของเรา ไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่ฉันเห็นเรื่องแบบนี้บ่อยเกินไป"

ที่มา:
Retailers keep cashing in on crypto ATMs as scams surge (Ben Dooley, Majlie de Puy Kamp, Curt Devine, Yahya Abou-Ghazala, Kyung Lah and Casey Tolan, ICIJ, 17 December 2025)

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: