ผลสำรวจการรู้หนังสือปี 2568 พบคนไทยไม่รู้หนังสือกว่า 6.59 แสนคน กระจุกตัวผู้สูงอายุและจังหวัดชายแดนภาคเหนือ

กองบรรณาธิการ TCIJ 4 ต.ค. 2569 | อ่านแล้ว 46 ครั้ง


ศธ. เผยแพร่รายงานผลการสำรวจภาวะการรู้หนังสือของคนไทย ปี 2568 ซึ่งเก็บข้อมูลจากครัวเรือนและประชากรตัวอย่างทั่วประเทศระหว่างวันที่ 4-24 มีนาคม 2568 ผลสำรวจพบว่าประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่อ่านออกเขียนได้ในระดับปกติ แต่ยังมีผู้ไม่รู้หนังสือกระจายอยู่ในบางกลุ่มและบางพื้นที่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มที่ไม่เคยได้รับการศึกษา และบางจังหวัดในภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง เมื่อคำนวณเป็นจำนวนประชากรทั้งประเทศ คาดว่ามีคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ไม่รู้หนังสือมากกว่า 659,000 คน | ภาพจาก: UNICEF Thailand/2015/Prommarak

ข้อมูลจาก "ผลการสำรวจภาวะการรู้หนังสือของคนไทยปี 2568" โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการสำรวจภาวะการรู้หนังสือของคนไทยครั้งนี้ดำเนินการครอบคลุมทุกตำบล ทุกอำเภอ และทุกจังหวัดทั่วประเทศ ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างครัวเรือนตามสัดส่วนจำนวนครัวเรือนในแต่ละตำบล ครูและเจ้าหน้าที่ประจำตำบลเป็นผู้ลงพื้นที่สัมภาษณ์และบันทึกข้อมูลผ่าน Google Forms ระหว่างวันที่ 4-24 มีนาคม 2568 ตั้งเป้าหมายเก็บข้อมูลครัวเรือนไม่น้อยกว่า 213,100 ครัวเรือน และประชากรอายุ 7 ปีขึ้นไปประมาณ 482,500 คน ผลการเก็บข้อมูลจริงได้ครัวเรือน 204,359 ครัวเรือน คิดเป็น 95.9% ของเป้าหมาย และประชากร 533,024 คน คิดเป็น 110.5% ของเป้าหมาย

ประชากรกลุ่มเป้าหมายของการสำรวจคือผู้ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไปทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 มีจำนวน 61,006,985 คน แบบสอบถามที่ใช้แบ่งเป็นข้อมูลครัวเรือนและข้อมูลรายบุคคล ครอบคลุมความสามารถในการอ่าน การเขียน และการคำนวณ โดยให้คะแนนแต่ละด้าน 0-2 คะแนน รวมเป็นคะแนนความสามารถในการรู้หนังสือเต็ม 6 คะแนน ผู้ที่ได้คะแนนรวม 0 คะแนนถือเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ ผู้ที่ได้ 1-5 คะแนนถือว่ารู้หนังสือในระดับต่ำกว่าปกติ และผู้ที่ได้ 6 คะแนนถือว่ารู้หนังสือในระดับปกติ

อัตราการไม่รู้หนังสือกระจุกในบางกลุ่มและบางจังหวัด

จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 495,439 คน ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการอ่านพบว่า 2.12% อ่านไม่ออก 11.48% อ่านออกแต่ไม่ค่อยคล่อง และ 86.40% อ่านหนังสือได้ตามปกติ ด้านการเขียนพบว่า 2.02% เขียนไม่ได้ 12.48% เขียนได้แต่ไม่ค่อยคล่อง และ 85.50% เขียนได้ตามปกติ ด้านการคำนวณพบว่า 1.93% นับเลขได้เท่านั้น 11.97% บวกลบไม่ค่อยคล่อง และ 86.10% คำนวณได้ตามปกติ เมื่อรวมคะแนนทั้งสามด้าน พบผู้ไม่รู้หนังสือ 5,925 คน คิดเป็น 1.20% ผู้รู้หนังสือในระดับต่ำกว่าปกติ 76,342 คน คิดเป็น 15.41% และผู้รู้หนังสือในระดับปกติ 413,172 คน คิดเป็น 83.40%

เมื่อจำแนกตามจังหวัด แม่ฮ่องสอนมีอัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปสูงสุดที่ 11.00% รองลงมาคือเชียงราย 4.87% ปัตตานี 3.67% ลำปาง 3.47% และน่าน 3.12% ส่วนจังหวัดที่มีอัตราการไม่รู้หนังสือต่ำสุดคือชุมพร 0.15% นครนายก 0.16% สมุทรสงคราม 0.19% และอำนาจเจริญ 0.22% รายงานพบว่ามี 21 จังหวัดที่มีอัตราการไม่รู้หนังสือสูงกว่าระดับประเทศ เมื่อจำแนกตามเพศ ผู้หญิงมีอัตราการไม่รู้หนังสือ 1.38% สูงกว่าผู้ชายที่ 0.98% เมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีมีอัตราการไม่รู้หนังสือสูงสุดที่ 3.30% สูงกว่ากลุ่มวัยแรงงานอายุ 15-59 ปีที่มีอัตรา 0.65% ประมาณ 5 เท่า และเมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา ผู้ที่ไม่เคยได้รับการศึกษามีอัตราการไม่รู้หนังสือสูงถึง 35.97% ขณะที่ผู้ที่จบการศึกษาสูงกว่าระดับประถมศึกษามีอัตราเพียง 0.07% ด้านอาชีพ กลุ่มที่ไม่ได้ประกอบอาชีพมีอัตราการไม่รู้หนังสือสูงสุดที่ 3.99%

เมื่อนำอัตราการไม่รู้หนังสือของแต่ละจังหวัดมาคำนวณกับจำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหมดของจังหวัดนั้น พบว่าทั้งประเทศมีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ไม่รู้หนังสือประมาณ 659,812 คน จากประชากรทั้งหมด 55,172,388 คน จังหวัดที่มีจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือมากที่สุดคือเชียงราย 48,127 คน รองลงมาคือเชียงใหม่ 39,484 คน กรุงเทพมหานคร 25,486 คน ลำปาง 21,692 คน และแม่ฮ่องสอน 21,358 คน ส่วนจังหวัดที่มีจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือน้อยที่สุดคือนครนายก สมุทรสงคราม อำนาจเจริญ ชุมพร และพังงา ซึ่งแต่ละจังหวัดมีจำนวนน้อยกว่า 1,000 คน

ภาวะลืมหนังสือและการไม่รู้หนังสือเทียม

นอกจากข้อมูลเชิงสถิติ สกศ. และ สกร. ยังเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้บริหารและจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่ ผลจากการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพสรุปว่าปัญหาการไม่รู้หนังสือของไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระจุกตัวในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มแรงงานนอกระบบ ผู้ที่อยู่นอกตลาดแรงงาน และประชากรในพื้นที่ห่างไกล มากกว่าเป็นปัญหาการขาดโอกาสทางการศึกษาในภาพรวมของประเทศ

ข้อค้นพบสำคัญประการหนึ่งเรียกว่าภาวะการลืมหนังสือ ซึ่งพบในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่มีงานทำ แม้คนกลุ่มนี้เคยผ่านการศึกษาและอ่านออกเขียนได้มาก่อน แต่เมื่อขาดโอกาสใช้ทักษะดังกล่าวต่อเนื่อง ความสามารถในการอ่าน เขียน และคำนวณมีแนวโน้มลดลงตามเวลา อีกข้อค้นพบหนึ่งเรียกว่าภาวะการไม่รู้หนังสือเทียม พบในกลุ่มชาติพันธุ์และแรงงานนอกระบบบางส่วนที่ใช้ภาษาแม่แตกต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน คนกลุ่มนี้อ่านและเขียนภาษาไทยได้ในเชิงเทคนิค แต่ไม่กล้าใช้ทักษะดังกล่าวสื่อสารหรือแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากขาดความมั่นใจและเคยมีประสบการณ์ถูกกีดกันทางสังคม

รายงานยังระบุว่าแรงจูงใจสำคัญที่สุดในการพัฒนาทักษะการอ่านของประชากรวัยผู้ใหญ่มาจากความต้องการมีงานทำและความมั่นคงในชีวิต มากกว่าการรณรงค์เชิงวัฒนธรรม และพบว่าตัวชี้วัดแบบอ่านออก-อ่านไม่ออกยังไม่สะท้อนปัญหาการอ่านไม่คล่องและความไม่มั่นใจในการใช้ภาษาของประชากรจำนวนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขดังกล่าว

ข้อเสนอปรับนโยบายสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

บทสุดท้ายของรายงานเสนอให้ปรับกรอบนโยบายการรู้หนังสือของประเทศจากการมุ่งขจัดผู้ไม่รู้หนังสือ ไปสู่การยกระดับคุณภาพการอ่านและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อรองรับทั้งปัญหาภาวะการลืมหนังสือของผู้สูงอายุและกลุ่มที่ขาดโอกาสใช้ทักษะในชีวิตประจำวัน พร้อมเสนอให้ออกแบบนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกลุ่มเสี่ยงและบริบทพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลระดับจังหวัดเป็นฐานในการจัดลำดับความสำคัญและจัดสรรทรัพยากร แทนการใช้แนวทางเดียวกันทั้งประเทศ

รายงานเสนอให้ยกระดับการแก้ปัญหาการไม่รู้หนังสือของผู้สูงอายุเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย และให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับกลุ่มที่ไม่เคยได้รับการศึกษาและกลุ่มชายขอบเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ยังเสนอให้ขยายกรอบการวัดการรู้หนังสือจากความสามารถขั้นพื้นฐาน ไปสู่การรู้หนังสือเชิงการใช้งานจริงและความมั่นใจในการใช้ภาษา รวมถึงเชื่อมโยงนโยบายการรู้หนังสือเข้ากับนโยบายการจ้างงานและการพัฒนาทักษะแรงงาน เนื่องจากข้อมูลแสดงความสัมพันธ์ของการมีงานทำและอัตราการไม่รู้หนังสืออย่างชัดเจน

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ระบุในคำนำของรายงานว่า ผลการสำรวจครั้งนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงข้อค้นพบไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะการลดภาวะการไม่รู้หนังสือในกลุ่มประชากรเฉพาะ การส่งเสริมการรู้หนังสือเชิงการใช้งานจริง การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่และเชิงสังคม

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: