
สื่อทวนกระแส Peoples Dispatch ชี้ ปฏิบัติการโจมตีและลักพาตัวผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2026 ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการทหาร แต่คือจุดสุดยอดของยุทธศาสตร์แทรกแซงยาวนานกว่า 25 ปีของสหรัฐฯ ที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และอาจเปิดฉากความไม่มั่นคงครั้งใหม่ให้ทั้งละตินอเมริกา | ที่มาภาพ: Rome Arrieche/Peoples Dispatch
เว็บไซต์ Peoples Dispatch รายงานว่า เหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวที่สหรัฐอเมริกาเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2001 ปฏิบัติการเริ่มขึ้นหลังเวลา 02:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของเวเนซุเอลา สหรัฐฯ ได้ส่งฝูงเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่และเปิดฉากโจมตีหลายจุดรวมถึงกรุงการากัส (Caracas) ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรา 2 ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน ท่ามกลางเสียงระเบิดและแสงวาบที่ปลุกชาวเมืองให้ตื่นขึ้นมาด้วยความสับสน วิดีโอเหตุการณ์ที่ไร้บริบทเริ่มแพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียพร้อมกับข่าวลือมหาศาล
เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า กองกำลังของเขาประสบความสำเร็จในการโจมตีและจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร โมโร (Nicolás Maduro Moro) พร้อมภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส (Cilia Flores) ไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อตั้งข้อหา "สมคบคิดก่อการร้ายยาเสพติด" แม้ตัวผู้นำจะถูกลักพาตัวไป แต่รัฐบาลเวเนซุเอลายังคงพยายามรักษาการควบคุมอำนาจไว้ท่ามกลางความท้าทายของประชาชนที่ตกอยู่ในความช็อก โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะมีการโจมตีระลอกใหม่หรือมีแผนการรองรับทางการเมืองหลังจากนี้อย่างไร
ย้อนรอย 25 ปี แห่งการกดดันและแทรกแซง
หากมองย้อนกลับไป สงครามต่อเวเนซุเอลานี้มีรากฐานมาจากการที่รัฐบาล อูโก ชาเวซ (Hugo Chávez) ออกกฎหมายเพื่อทวงคืนสิทธิเหนือทรัพยากรน้ำมันในปี 2001 ตั้งแต่นั้นมา สหรัฐฯ ได้ใช้กลยุทธ์หลากหลายรูปแบบเพื่อสั่นคลอนรัฐบาลโบลิวาร์ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนกลุ่มต่อต้านผ่าน USAID, การสนับสนุนรัฐประหารในปี 2002, จนถึงยุทธศาสตร์ "เจาะและแบ่งแยก" เพื่อโดดเดี่ยวชาเวซและปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจของสหรัฐฯ ต่อมาในปี 2015 ประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama) ได้วางรากฐานทางกฎหมายในการคว่ำบาตรโดยประกาศให้เวเนซุเอลาเป็น "ภัยคุกคามพิเศษ"
แคมเปญกดดันนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่การปิดกั้นตลาดการเงินในปี 2017, การกดดันธนาคารโลกให้ยึดทองคำสำรอง, ไปจนถึงการแต่งตั้ง ฮวน กวยโด (Juan Guaidó) เป็นประธานาธิบดีรักษาการในปี 2019 และปฏิบัติการลักพาตัวที่ล้มเหลวในปี 2020 จนกระทั่งล่าสุดในปี 2025 คณะกรรมการโนเบลได้มอบรางวัลสันติภาพให้กับ มาเรีย โคริน่า มาชาโด (Maria Corina Machado) พร้อมกดดันให้มาดูโรลงจากตำแหน่ง ตามมาด้วยการส่งกองเรือปิดล้อมและยึดเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือก่อนที่เครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ Chinook จะดับลงในวันที่ 3 มกราคม
เมื่ออินทรีโกรธและอนาคตที่ไร้ความแน่นอน
เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจดำเนินการฝ่ายเดียว ไม่ว่าโลกจะคัดค้านอย่างไรก็มักหยุดยั้งไม่ได้ เช่นเดียวกับสงครามอิรักในปี 2003 ครั้งนี้มหาอำนาจอย่างจีนและประเทศเพื่อนบ้านอย่างบราซิลและโคลอมเบียต่างออกมาเตือนว่า การทำสงครามในอเมริกาใต้จะสร้างความสั่นคลอนไปทั่วทั้งภูมิภาค แต่สหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นในสงครามแย่งชิงน้ำมันนี้ไม่ต่างจากอดีต การโจมตีครั้งนี้ถูกกำหนดเวลาให้ตรงกับสุนทรพจน์ประจำปีของทรัมป์เพื่อประกาศชัยชนะทางการเมือง แต่นักวิเคราะห์มองว่านี่ไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริง เพราะบทเรียนจากอิรัก อัฟกานิสถาน และลิเบีย ได้พิสูจน์แล้วว่า "สงครามเปลี่ยนระบอบ" มักจบลงด้วยความล้มเหลวและความรุนแรงที่ยืดเยื้อ
ผลลัพธ์เดียวที่คาดการณ์ได้จากการโจมตีเวเนซุเอลาคือความไม่มั่นคงระยะยาวที่จะแผ่ขยายไปทั่วละตินอเมริกา เช่นเดียวกับซากปรักหักพังที่เกิดขึ้นในแอฟริกาเหนือ ทรัมป์อาจได้รับเสียงปรบมือจากสภาคองเกรส แต่ราคาที่แท้จริงถูกจ่ายด้วยชีวิตพลเรือนที่ล้มตายและคนอีกหลายล้านคนที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากสงครามที่สหรัฐฯ กำหนดขึ้นมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

