พลังภาคีกำแพงเพชรตั้งเป้าดันกล้วยไข่สู่รายได้ร้อยล้าน ฟื้นจาก 513 ไร่สู่ 3,000 ไร่

กองบรรณาธิการ TCIJ 4 ต.ค. 2569 | อ่านแล้ว 120 ครั้ง

พลังภาคีกำแพงเพชรตั้งเป้าดันกล้วยไข่สู่รายได้ร้อยล้าน ฟื้นจาก 513 ไร่สู่ 3,000 ไร่

จากพื้นที่ปลูกกว่า 40,000 ไร่เมื่อสิบกว่าปีก่อน เหลือเพียง 513 ไร่ในปี พ.ศ. 2566 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียน 163 ราย ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรร่วมกับเกษตรกร 20 ราย ด้วยการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เพิ่มผลผลิตจากเครือละ 4-5 กิโลกรัมเป็น 7.5 กิโลกรัม จากไร่ละ 1.5 ตันเป็น 2.3 ตัน เกิดแผนพัฒนากล้วยไข่ พ.ศ. 2566-2570 และตั้งล้งตีนเต่า ตั้งเป้าขยายพื้นที่ 3,000 ไร่ สร้างมูลค่า 350-500 ล้านบาทต่อปี

จากพืชเศรษฐกิจสำคัญของกำแพงเพชร ด้วยพื้นที่ปลูกมากกว่า 40,000 ไร่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ทำให้พื้นที่ปลูกกล้วยไข่ของจังหวัดกำแพงเพชรในปี พ.ศ. 2566 เหลือเพียง 513 ไร่ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเพียง 163 ราย และขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เพียง 75 รายเท่านั้น ส่วนใหญ่ปลูกแซมพืชอื่นรายละ 1-2 ไร่ มีเกษตรกรที่ยังยึดเป็นอาชีพหลักเพียง 3-4 ราย สวนทางกับความต้องการที่สูงถึงปีละ 300 ตัน

สาเหตุที่เกษตรกรในกำแพงเพชรเลิกปลูกกล้วยไข่ เกิดจากการไม่มีลานรับซื้อกลาง ทำให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2556 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ บัวเทศ จึงทำงานร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่จำนวน 20 ราย เพื่อปรับวิถีการปลูก เพิ่มคุณภาพการดูแล การจัดการแปลงปลูกและการปรับดินให้มีคุณภาพดีขึ้น รวมถึงระบบการให้ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริมตามช่วงอายุการเจริญเติบโตของกล้วยไข่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า ที่สำคัญคือทำให้กล้วยไข่ที่ผลิตได้มีน้ำหนักเพิ่มจากเครือละ 4-5 กิโลกรัมเป็น 7.5 กิโลกรัม ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มจาก 1.5 ตันต่อไร่เป็น 2.3 ตันต่อไร่

ทีมวิจัยยังทำงานด้านการจำแนกสายพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้ ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ คือความหวานจัด กลิ่นหอมชัด เนื้อสัมผัสหนึบไม่เปรี้ยว มีจุดกระสีดำบนผิวเมื่อสุกงอมเรียกว่า Sugar Spot หรือความหวานทะลุเปลือก แต่มีจุดอ่อนคือเปลือกบางและสุกไว ต่างจากกล้วยไข่สายพันธุ์อื่นที่มาจากจังหวัดตากและนครสวรรค์ที่เข้ามาวางขายในกำแพงเพชร

ทีมวิจัยเสนอข้อมูลและข้อเสนอแนะต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร จนเกิดเป็นแผนพัฒนากล้วยไข่จังหวัดกำแพงเพชร ปี พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระยะยาว 5 ปีฉบับแรกของจังหวัด ขณะเดียวกันเกษตรกร 20 รายรวมตัวกันจัดตั้งล้งตีนเต่า เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดรับซื้อที่ประกันราคาให้สมาชิกขั้นต่ำกิโลกรัมละ 16 บาท บางช่วงเพิ่มเป็น 25 บาท เมื่อปี 2568 และนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์รวบรวมและคัดเกรดผลผลิต และการสร้างโรงคัดแยกและบรรจุผักหรือผลไม้สดที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 386 พ.ศ. 2560 พร้อมกับการยกระดับมาตรฐานจากกล้วยไข่ GI ไปสู่ GAP

นอกจากนี้ มีการจัดตั้งธนาคารหน่อแท้ รับซื้อหน่อพันธุ์แท้จากสมาชิก เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้ไม่ให้สูญหายหรือปะปน พร้อมดึงคนรุ่นใหม่กลุ่ม Smart Farmer มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรรุ่นเก่าที่มีภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้าน และผลิตกล้วยไข่อินทรีย์ส่งให้เครือข่ายโรงแรม 9 แห่งในกรุงเทพมหานครในราคากิโลกรัมละ 90 บาท ขณะที่ผลผลิตเกรดรองได้รับการประสานจากพาณิชย์จังหวัด หอการค้า และกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นำไปแปรรูปเป็นเบเกอรีและกล้วยทอดสุญญากาศส่งขายต่างจังหวัด ล้งตีนเต่ายังรับซื้อต้นกล้วยเหลือทิ้งกิโลกรัมละ 50 สตางค์ นำมาหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีของกลุ่มจากเดิมปีละ 1,000,000 บาทเหลือเพียง 200,000 บาท

นพพล เทพประถม เกษตรกรผู้บุกเบิกงานอนุรักษ์กล้วยไข่กำแพงเพชรและก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร กล่าวว่า งานวิจัยช่วยสร้างระบบการผลิตให้มีมาตรฐาน ผลผลิตเท่าเทียมกันทุกแปลง มีรอบการให้น้ำให้ปุ๋ยให้เกษตรกรทั้ง 20 รายปฏิบัติอย่างชัดเจน ผลลัพธ์คือผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น สินค้ามีคุณภาพสม่ำเสมอ และการทำตลาดง่ายขึ้น นำไปสู่การจับคู่ธุรกิจกับห้างค้าปลีกระดับประเทศหลายแห่ง จากเดิมที่เคยส่งผลผลิตได้เพียง 30-40 ตัน เพิ่มเป็นปีละ 60-80 ตันภายในเวลา 2 ปี

นพพลกล่าวว่า กลุ่มยังร่วมกับกลุ่มแม่บ้านแปรรูปกล้วยไข่ ทำให้กล้วยไข่หวีตีนเต่า ซึ่งเป็นหวีสุดท้ายล่างสุดของเครือที่ผลไม่เท่ากันและไม่นิยมวางขาย มีรสชาติเข้มข้น หวานอร่อยที่สุด เป็นที่รู้จักด้วยการนำไปทำแกงมัสมั่นกล้วยไข่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งยังเกิดแนวคิดพัฒนากล้วยไข่ในน้ำเชื่อมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา หากสำเร็จจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้อีกทาง

สุธิดา ทับทิมศรี จากสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า หนึ่งในกระบวนการวิจัยคือเปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกรจากการปลูกกล้วยไข่เพราะปลูกง่ายและมีนายทุนออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน ซึ่งเป็นการสะสมหนี้สินโดยไม่รู้ตัว มาเป็นการปลูกกล้วยไข่ที่สามารถปลดภาระหนี้สินได้ ผ่านการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีธุรกิจ ที่สามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้นจากไร่ละ 2,000 กว่าบาทเป็น 17,500 บาทได้จริง

สุธิดาระบุว่า หน้าที่ของงานวิชาการคือเข้าไปค้ำจุนให้ฐานความสุขของชาวบ้านมั่นคงและอยู่รอดได้ ปัจจุบันยังเดินหน้าเก็บข้อมูลสถิติของคู่ค้าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำต่อเนื่องอีก 1-2 ปี โดยมีภาพฝันที่จะเห็นชุมชนปลูกกล้วยไข่เติบโตอย่างมั่งคั่ง เกษตรกรมีรายได้ดูแลครอบครัวอย่างน้อย 30,000 บาทต่อเดือน ปลดภาระหนี้สิน ลูกหลานไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปเผชิญการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรม แต่สามารถกลับมาต่อยอดอาชีพร่วมกับครอบครัว นำไปสู่การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ได้

ด้านธนวรรธน์ พัชรศักดิ์สกล ประธาน Smart Farmer กำแพงเพชร เครือข่าย Young Smart Farmer ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ที่เห็นศักยภาพของพืชชนิดนี้กล่าวว่า กล้วยไข่เป็นสินค้าเกษตรมีอายุจำกัด การทำเกษตรยุคใหม่จึงต้องหาตลาดให้เจอก่อนลงมือปลูก เพื่อให้สามารถคำนวณวันเก็บเกี่ยวและวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ การปลูกกล้วยไข่อินทรีย์ที่มีตลาดรองรับแน่นอน คืออนาคตของกล้วยไข่กำแพงเพชร

ธนวรรธน์กล่าวว่า ปัจจุบันคนที่ปลูกกล้วยไข่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ องค์ความรู้เหล่านั้นอาจหายไปพร้อมกับเขา ถ้าไม่รีบสืบสานไว้ แต่จะสืบสานได้ก็ต้องสร้างมูลค่าทางการตลาด และถ้าสร้างมูลค่าได้ คุณค่าก็จะตามมา หรือถ้ารักษาคุณค่าได้ มูลค่าก็ตามมาเช่นกัน สุดท้ายต้องทำให้คนรุ่นใหม่กลับมาเห็นคุณค่าก่อน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ บัวเทศ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวทิ้งท้ายว่า จากมูลค่าของกล้วยไข่ในพื้นที่ปลูก 513 ไร่เมื่อปี 2566 หากขายสดจะอยู่ที่ 11 ล้านบาทที่ราคากิโลกรัมละ 10 บาท การยกระดับสู่มาตรฐาน GAP ทำให้มูลค่าเพิ่มเป็น 18 ล้านบาท และการทำเกษตรอินทรีย์จะเพิ่มมูลค่าของกล้วยไข่ใน 513 ไร่ให้เป็น 53 ล้านบาท หากสามารถขยายพื้นที่ปลูกได้ 3,000 ไร่ตามเป้าหมายของจังหวัด มูลค่ารวมอาจเป็น 350-500 ล้านบาทต่อปีได้ โดยเฉพาะหากสามารถเจาะตลาดญี่ปุ่นที่มีความต้องการกล้วยไข่ปีละ 8,000 ตันได้ร้อยละ 20 ก็จะมีเงินเข้าสู่จังหวัดได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

การทำงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายผู้ประกอบการกล้วยไข่กำแพงเพชรบนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ซึ่งดำเนินงานในกรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ได้รับทุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ
Like this article:
Social share: