
งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองและจิตวิทยาอธิบายว่าความเกลียดชังไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกผลิตและส่งต่อผ่านกลไกที่มีผู้ได้ประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่รายงานของ ADL และ TTP พบว่าแพลตฟอร์มอย่าง YouTube และ X ยังคงขึ้นโฆษณาแบรนด์ดังข้างเนื้อหาของกลุ่มเกลียดชัง และเปิดช่องให้กลุ่มเหล่านี้ระดมทุนผ่านฟีเจอร์ปกติของแพลตฟอร์ม ส่วนข่าวสืบสวนของสำนักข่าว TBIJ ในสหราชอาณาจักรปี 2026 แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI และคริปโตเคอร์เรนซีเข้ามาเร่งให้วงจรนี้ทำงานเร็วขึ้น จนเกิดคำเรียกรวมว่า Hate Economy | ภาพจาก: TBIJ
คำว่า Hate Economy ถูกใช้อธิบายระบบที่ความเกลียดชังทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางสังคมหรืออารมณ์ของปัจเจกบุคคล แต่กลายเป็นกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตั้งแต่นักการเมืองที่ใช้เรื่องเล่าความเกลียดชังเพื่อระดมคะแนนเสียง แพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ได้รายได้จากโฆษณาและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ไปจนถึงบุคคลรายย่อยที่ผลิตเนื้อหาต่อต้านกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อหารายได้โดยตรง งานวิจัยทางวิชาการและรายงานเชิงสืบสวนหลายชิ้นในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาให้ภาพประกอบกันว่ากลไกนี้ทำงานอย่างไร
รากฐานของความเกลียดชัง จากอารมณ์สู่เครื่องมือทางการเมือง
เอ็ดเวิร์ด แอล. เกลเซอร์ (Edward L. Glaeser) นักเศรษฐศาสตร์ อธิบายในงานวิจัยที่เผยแพร่ครั้งแรกโดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ (National Bureau of Economic Research: NBER) เมื่อปี 2002 และตีพิมพ์ในวารสาร Quarterly Journal of Economics เมื่อปี 2005 ว่าสิ่งที่กำหนดระดับและเป้าหมายของความเกลียดชังไม่ใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดที่กลุ่มนั้นเคยก่อในอดีต แต่เป็นดุลยภาพที่นักการเมืองผลิตเรื่องเล่าเกี่ยวกับความผิดในอดีตและอนาคตของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกรับฟังเรื่องเล่าดังกล่าว ปริมาณความเกลียดชังที่ถูกผลิตขึ้นจึงขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มชนกลุ่มน้อยได้หรือเสียประโยชน์มากเพียงใดจากนโยบายของแต่ละพรรค กลุ่มที่มีฐานะยากจนมากหรือร่ำรวยมากจึงมักเป็นเป้าหมายที่ถูกเกลียดชังได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น เกลเซอร์ยังระบุว่ารัฐธรรมนูญที่เข้มแข็งและจำกัดขอบเขตนโยบายต่อชนกลุ่มน้อยสามารถลดระดับความเกลียดชังในสังคมได้ ส่วนความต้องการเสพเรื่องเล่าความเกลียดชังจะลดลงหากประชาชนมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มที่ถูกเกลียดชังเป็นประจำ ยกเว้นในกรณีที่ปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นไปในลักษณะข่มเหงกัน
งานวิจัยของ แอกเนตา ฟิชเชอร์ (Agneta Fischer) และคณะ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Emotion Review เมื่อปี 2018 อธิบายด้านจิตวิทยาว่าความเกลียดชังต่างจากความโกรธตรงที่เป้าหมายของความโกรธถูกมองว่าสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ แต่เป้าหมายของความเกลียดชังถูกมองว่ามีลักษณะนิสัยที่เป็นอันตรายและคงที่ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงครั้งเดียว เป้าหมายของอารมณ์ความเกลียดชังจึงมุ่งไปที่การกำจัดฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะในทางความคิด ทางสังคม หรือทางกายภาพ ฟิชเชอร์และคณะยังระบุว่าความเกลียดชังสามารถแพร่กระจายจากระดับบุคคลไปสู่ระดับกลุ่มได้ง่ายกว่าอารมณ์อื่น เพราะไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสมาชิกของกลุ่มเป้าหมาย เพียงมีความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์กับกลุ่มนั้นก็เพียงพอ และระบุว่าอินเทอร์เน็ตกับสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญในการทำให้เนื้อหาความเกลียดชังเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้ในเวลาอันสั้น งานวิจัยชิ้นนี้ยังระบุว่าความเกลียดชังเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ เพราะข้อความที่เรียบง่ายและกระตุ้นอารมณ์ได้มากมักถูกนำไปใช้ในโฆษณาหาเสียงและคำขวัญทางการเมือง
เมื่อความเกลียดชังมีลักษณะเป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นและมีทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ช่องทางที่จะเปลี่ยนความเกลียดชังให้กลายเป็นรายได้จึงเปิดกว้างขึ้น ทั้งสำหรับนักการเมือง แพลตฟอร์มเทคโนโลยี และบุคคลทั่วไปที่ผลิตเนื้อหา
กลไกทำเงิน โฆษณาและการระดมทุนบนแพลตฟอร์ม
รายงานเรื่อง Profiting from Hate: Platforms' Ad Placement Problem ที่จัดทำโดยองค์กรต่อต้านการหมิ่นประมาท (Anti-Defamation League: ADL) ร่วมกับโครงการความโปร่งใสด้านเทคโนโลยี (Tech Transparency Project: TTP) เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2023 ตรวจสอบว่าแพลตฟอร์ม YouTube, X, Facebook และ Instagram ขึ้นโฆษณาข้างผลการค้นหากลุ่มเกลียดชังหรือไม่ โดยใช้รายชื่อกลุ่มและขบวนการที่จัดอยู่ในหมวดกลุ่มคตินิยมคนขาวและกลุ่มต่อต้านยิวจากฐานข้อมูลของ ADL จำนวน 130 คำ ผลการตรวจสอบพบว่า YouTube มีปัญหามากที่สุด โดยขึ้นโฆษณาในผลการค้นหา 67 จาก 130 คำ รวมถึงโฆษณาของแบรนด์ใหญ่อย่าง Amazon, Walmart และ Wayfair นอกจากนี้ YouTube ยังสร้างช่องและวิดีโอแบบอัตโนมัติให้กับวงดนตรีแนวคตินิยมคนขาวหลายวง และขึ้นโฆษณาของแบรนด์อย่าง Microsoft, McDonald's, Disney และ Stella Artois บนวิดีโอเหล่านั้น ส่วน X ขึ้นโฆษณาในผลการค้นหา 40 จาก 130 คำ ขณะที่ Instagram มีเพียง 4 คำ และ Facebook มีเพียง 1 คำที่ปรากฏโฆษณา รายงานฉบับนี้เสนอให้แพลตฟอร์มปรับปรุงระบบวางตำแหน่งโฆษณา หยุดการสร้างเนื้อหาอัตโนมัติสำหรับกลุ่มเกลียดชัง และเปิดเผยข้อมูลด้านนโยบายโฆษณาให้โปร่งใสมากขึ้น พร้อมเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ปรับปรุงมาตรา 230 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแพลตฟอร์มจากเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น
อีกรายงานหนึ่งชื่อ Fundraising for Hate: Platforms' Revenue-Generating Opportunities ซึ่ง ADL และ TTP เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 ตรวจสอบว่ากลุ่มเกลียดชังใช้ฟีเจอร์ปกติของแพลตฟอร์มระดมทุนได้หรือไม่ ผลการตรวจสอบพบว่าใน 130 กลุ่มที่ศึกษา มี 50 กลุ่มที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ 55 แห่งซึ่งเปิดรับบริจาค ขายสมาชิกภาพ หรือขายสินค้า ตัวอย่างที่พบ ได้แก่ เพจ Facebook ของกลุ่ม Odinic Rite ที่ใช้ปุ่ม "Shop Now" ซึ่งเป็นฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มเองเชื่อมไปยังร้านค้าสินค้าของกลุ่ม เพจของกลุ่ม American Institute of Theology ที่ขายหนังสือต่อต้านยิวรวมถึงหนังสือ Mein Kampf และช่อง YouTube ของกลุ่ม Ku Klux Klan International ที่มีลิงก์ "Donate to the Confederacy!" เชื่อมไปยังบัญชี PayPal รายงานยังพบว่าช่อง YouTube ของนักเคลื่อนไหวคตินิยมคนขาว ริชาร์ด สเปนเซอร์ (Richard Spencer) มีลิงก์รับบริจาคผ่านคริปโตเคอร์เรนซี และบน X มีผู้ใช้โพสต์ลิงก์ชักชวนบริจาคให้เว็บไซต์ GoyimTV ของเครือข่าย Goyim Defense League โดยตรง แม้ Facebook จะสามารถบล็อกการคลิกลิงก์บางส่วนได้ แต่ไม่ได้ลบโพสต์ที่มีลิงก์เหล่านั้นออกจากแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ใช้ยังคัดลอกลิงก์ไปเปิดในเบราว์เซอร์อื่นได้
รายงานทั้ง 2 ฉบับชี้ให้เห็นภาพเดียวกันว่า นอกจากแพลตฟอร์มจะได้รายได้จากโฆษณาที่ขึ้นข้างเนื้อหาของกลุ่มเกลียดชังแล้ว ฟีเจอร์พื้นฐานของแพลตฟอร์มเองยังกลายเป็นเครื่องมือที่กลุ่มเหล่านี้ใช้ระดมทุนได้โดยตรง
เมื่อ AI เข้ามาเร่งวงจร กรณีศึกษาจากสหราชอาณาจักรปี 2026
สำนักข่าวสืบสวนสอบสวนแห่งอังกฤษ (The Bureau of Investigative Journalism: TBIJ) เปิดตัวชุดรายงานชื่อ Hate Economy อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 พร้อมแคมเปญระดมทุนเพื่อขยายการรายงานเรื่องนี้ในสหราชอาณาจักร โดยอ้างถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น เช่น การจำลองมัสยิดขึ้นเผาในไอร์แลนด์เหนือ การจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าขู่ก่อเหตุต่อกิจกรรมของชาวมุสลิม และผู้สมัครรับเลือกตั้งในเมืองแมนเชสเตอร์ที่เรียกร้องให้จัดที่พักผู้ลี้ภัยแยกจากประชาชนทั่วไป แกเร็ธ เดวีส์ (Gareth Davies) ผู้สื่อข่าวของ TBIJ ระบุว่าเทคโนโลยี AI และสื่อสังคมออนไลน์ทำให้เนื้อหาความเกลียดชังถูกผลิตและแพร่กระจายได้เร็วกว่าเดิม พร้อมสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตเนื้อหาเหล่านั้น โดยยกตัวอย่างผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ในศรีลังกาและปากีสถานที่หารายได้จากเนื้อหาต่อต้านผู้อพยพ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของกลไกนี้คือกรณี Danny Bones ซึ่ง TBIJ รายงานครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2026 ว่าเป็นบุคลิกแร็ปเปอร์ที่สร้างขึ้นด้วย AI โดยกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า Node Project และมีหลักฐานว่าพรรคการเมืองขวาจัด Advance UK จ้าง Node Project ผลิตวิดีโอหาเสียง รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งซ่อมในเขต Gorton and Denton หลังการรายงานดังกล่าว TikTok ระงับบัญชีของ Node Project และ Instagram ลบวิดีโอหลายรายการฐานละเมิดนโยบายเนื้อหาเกลียดชัง ตามรายงานติดตามผลของ เอฟฟี เว็บบ์ (Effie Webb) ที่เผยแพร่ในเดือนเดียวกัน Node Project กลับใช้กระแสข่าวดังกล่าวเปิดตัวระบบสมาชิกภาพแบบเสียเงิน มีระดับ "Founding Member" ราคา 100 ปอนด์ และ "Early Member" ราคา 20 ปอนด์ พร้อมโพสต์เชิญชวนให้ผู้ติดตามบริจาคเงิน ซึ่งมีผู้จ่ายเงินเข้ามาแล้วมากกว่า 30 รายการภายในไม่กี่วัน
ควบคู่กันไป นักเก็งกำไรคริปโตเคอร์เรนซีที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Node Project ได้สร้างเหรียญดิจิทัลที่ใช้ชื่อ Danny Bones บนเครือข่าย Solana ผ่านแพลตฟอร์ม pump.fun ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการในสหราชอาณาจักร พร้อมตั้งกลุ่มบน X เพื่อชักชวนให้ซื้อเหรียญ โดยอ้างอิงกระแสข่าวที่ TBIJ รายงานเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อ ซิดธาร์ธ เวนกาตารามากฤษณัน (Siddharth Venkataramakrishnan) นักวิเคราะห์จากสถาบันเพื่อการเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Dialogue: ISD) ให้สัมภาษณ์ TBIJ ว่ารูปแบบนี้เป็นแบบแผนที่พบได้ทั่วไป คือมูลค่าเหรียญจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อมีกระแสข่าว แล้วลดลงภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง Node Project ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเหรียญดังกล่าว แต่ยอมรับว่ากำลังพัฒนาเหรียญของตนเองในชื่อ NODE เพื่อใช้เป็นช่องทางระดมทุน นอกจากนี้ Spotify ยังยืนยันกับ TBIJ ว่าบัญชีของ Danny Bones มีสิทธิ์รับส่วนแบ่งรายได้จากแพลตฟอร์มได้ตามปกติ และ Node Project ได้เผยแพร่เพลงใหม่ชื่อ YooKay ซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านผู้อพยพชัดเจนกว่าผลงานก่อนหน้า พร้อมมิวสิกวิดีโอที่สร้างด้วย AI แสดงภาพการก่อความรุนแรงบุกยึดรัฐสภา แม้จะมีข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการยุยงให้เกิดความรุนแรงกำกับไว้ตอนต้นวิดีโอ มัตเตโอ แบร์กามินี (Matteo Bergamini) จากองค์กร Shout Out UK ให้สัมภาษณ์ TBIJ ว่ายิ่งเนื้อหามีความรุนแรงมากเท่าใด ก็ยิ่งมีการแชร์และมีส่วนร่วมมากเท่านั้น และการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มบางแห่งเชื่อมโยงโดยตรงกับรายได้
กรณีนี้ยังถูกนำไปใช้ในการพิจารณาเชิงนโยบาย โดย แมตต์ บิชอป (Matt Bishop) ประธานร่วมของกลุ่มรัฐสภาข้ามพรรคด้านความรู้เท่าทันการเมืองและสื่อ ให้ความเห็นว่ากรณี Danny Bones แสดงให้เห็นช่องโหว่ของกฎหมายที่เปิดให้ตัวละครสังเคราะห์ถูกใช้หลีกเลี่ยงบรรทัดฐานประชาธิปไตยเพื่อหารายได้ ขณะที่ Shout Out UK เรียกร้องให้มีกฎหมายที่ชัดเจนขึ้น เพื่อไม่ให้เนื้อหาที่ออกแบบมาบ่อนทำลายประชาธิปไตยหรือเผยแพร่ความเกลียดชังผ่านการดัดแปลงด้วย AI มีสิทธิ์รับรายได้จากโฆษณาหรือส่วนแบ่งกำไรของแพลตฟอร์ม
ภาพรวมจากทั้งงานวิจัยเชิงทฤษฎีและกรณีศึกษาจากปี 2023 ถึง 2026 แสดงให้เห็นว่า Hate Economy ประกอบด้วยหลายชั้น เริ่มจากฐานทางจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ทำให้ความเกลียดชังถูกผลิตขึ้นอย่างมีเป้าหมาย ต่อเนื่องไปถึงกลไกของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เปลี่ยนความเกลียดชังให้เป็นรายได้ผ่านโฆษณาและฟีเจอร์ระดมทุน และล่าสุดคือการเข้ามาของเทคโนโลยี AI และคริปโตเคอร์เรนซีที่ทำให้กระบวนการเปลี่ยนความเกลียดชังเป็นเงินเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นและมีผู้เล่นหลากหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น
ที่มา:
The Political Economy of Hatred (Edward L. Glaeser, NBER, September 2002)
Political Economy of Hatred (Edward L. Glaeser, Quarterly Journal of Economics, February 2005)
Why We Hate (Agneta Fischer, Eran Halperin, Daphna Canetti and Alba Jasini, Emotion Review, 2 August 2018)
Profiting from Hate: Platforms' Ad Placement Problem (ADL, 27 September 2023)
Fundraising for Hate: Platforms' Revenue-Generating Opportunities (ADL, 30 November 2023)
The hate economy in action: how an AI rapper tried to cash in on our coverage (Effie Webb, The Bureau of Investigative Journalism, 26 March 2026)
Dismantling the Hate Economy of racism and anti-migrant prejudice in the UK (Gareth Davies, The Bureau of Investigative Journalism, 15 July 2026)
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

