
เวทีเสวนา"วิชาการุณยฆาตเคลื่อน" ในงาน Death Fest 2026 แพทย์และนักการเมืองถกประเด็น "การุณยฆาต" อย่างรอบด้าน ตั้งแต่ความแตกต่างระหว่าง Palliative Care กับการยุติชีวิต บทเรียนจากระบบ MAID ของแคนาดา ไปจนถึงความท้าทายเชิงกฎหมาย ศาสนา และทรัพยากรในบริบทไทย พร้อมชวนสังคมร่วมพิจารณาเส้นทางสู่ "การตายอย่างมีศักดิ์ศรี" บนฐานความเป็นมนุษย์
ในงาน Death Fest 2026 เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2569 มีเวทีเสวนาหัวข้อ "วิชาการุณยฆาตเคลื่อน" โดยมีวิทยากรสามคน ได้แก่ นพ.อดิศร โวหาร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พญ.อิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร แพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลนครพิงค์ และเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
เวทีนี้มุ่งให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความหมาย ความแตกต่าง และขอบเขตของแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการยุติชีวิต ทั้ง Palliative Care, Medical Assistance in Dying (MAID), Assisted Dying, Euthanasia และ Physician-Assisted Suicide รวมถึงชวนสังคมไทยพิจารณาความเป็นไปได้และความท้าทายหากจะมีการพัฒนาระบบบริการที่เกี่ยวข้องในบริบทของประเทศไทย บนฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความรับผิดชอบร่วมกัน
ถอดรหัสความเข้าใจผิด การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่การฆ่า
ก่อนจะก้าวไปถึงเรื่องการหยุดยั้งชีวิต สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำคือความเข้าใจเรื่องการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care ซึ่งมักถูกสับสนกับการุณยฆาต พญ.อิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร อธิบายว่า Palliative Care คือการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ารักษาไม่หาย โดยมุ่งเน้นที่ความสุขสบาย การจัดการอาการรบกวน และคุณภาพชีวิตทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว หัวใจสำคัญคือ "ไม่เร่งการตายให้เร็วขึ้น และไม่ยื้อการตายให้ยาวออกไป" แต่เป็นการยอมรับความตายตามธรรมชาติ
นพ.อดิศร โวหาร เสริมว่า Palliative Care เปรียบเสมือน "Extra layer of support" หรือการดูแลชั้นพิเศษที่เสริมทับการรักษาหลัก หากผู้ป่วยมะเร็งมีความทุกข์ทางกายหรือใจ ทีมนี้จะเข้ามาช่วยเยียวยาโดยไม่ไปขัดขวางการรักษาหลักที่มีเป้าหมายเพื่อยืดชีวิต
ประเด็นที่มักเกิดความคลาดเคลื่อนที่สุดคือเรื่อง Passive Euthanasia หรือการการุณยฆาตเชิงรับ ในอดีตมักใช้เรียกการไม่ปั๊มหัวใจหรือการถอดเครื่องช่วยหายใจ แต่ในปัจจุบันวงการจริยธรรมการแพทย์พยายามยกเลิกคำนี้ เพราะมีวัตถุประสงค์ต่างจากการุณยฆาตอย่างสิ้นเชิง การถอดถอนเครื่องพยุงชีพคือการ "อนุญาตให้ความตายดำเนินไปตามธรรมชาติ" เพื่อไม่ให้รบกวนคุณภาพชีวิตในช่วงท้าย ในขณะที่การุณยฆาตในความหมายปัจจุบันหมายถึง Active Euthanasia หรือการกระทำเพื่อ "จบชีวิต" เพื่อยุติความทรมาน ณ เดี๋ยวนั้น ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีการอนุญาตให้กระทำได้
นิยามที่หลากหลาย จาก "Mercy Killing" สู่การ "ตายอย่างมีศักดิ์ศรี"
คำว่า "การุณยฆาต" มีที่มาจากรากศัพท์ Euthanasia โดย Eu แปลว่าดี และ Thanatos แปลว่าความตาย รวมกันจึงหมายถึง "การตายดี" ทว่าในบริบทไทย คำนี้มักถูกผูกโยงกับคำว่า Mercy Killing หรือการฆ่าด้วยความเมตตา ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจต่อทั้งผู้กระทำและผู้รับ
ในต่างประเทศมีการใช้คำที่หลากหลายเพื่อเลี่ยงความหมายเชิงลบ สหรัฐอเมริกาบางรัฐใช้คำว่า "Dying with Dignity" หรือการตายอย่างมีศักดิ์ศรี ออสเตรเลียใช้ "Voluntary Assisted Dying" หรือการช่วยยุติชีพโดยสมัครใจ และแคนาดาใช้คำว่า "Medical Assistance in Dying" หรือ MAID ซึ่งไม่ว่าจะใช้คำใด เป้าประสงค์หลักคือการยุติความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยตามเจตจำนงของเขาเอง
บทเรียนจากแคนาดา เมื่อ MAID คือทางเลือกสุดท้าย
นพ.อดิศร ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานในแคนาดาว่า ระบบ MAID มีเกณฑ์ที่เข้มงวดมาก ผู้ขอรับบริการต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสิทธิการรักษาในประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถแสดงความต้องการได้ชัดเจน ณ เวลานั้น โรคที่เข้าเกณฑ์แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ โรคร้ายแรงระยะท้ายที่รักษาไม่หายและความตายอยู่ตรงหน้า และโรคที่แม้ยังไม่เสียชีวิตทันทีแต่ทำลายคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง เช่น อัมพาตทั้งตัวจากอุบัติเหตุ
กระบวนการของแคนาดาให้ความสำคัญกับสิทธิของตัวบุคคลเหนือครอบครัว แม้ญาติจะไม่ยินยอม แต่หากผู้ป่วยยืนยันและผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญสองคน กฎหมายจะคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วย ในขั้นตอนการประเมิน แพทย์ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยไม่ได้รับความกดดันจากคนรอบข้าง และต้องตรวจสอบว่าผู้ป่วยเข้าถึงทรัพยากรการดูแลพื้นฐานหรือ Palliative Care ที่ดีพอหรือยัง หากผู้ป่วยตัดสินใจจบชีวิต เขาสามารถเลือกวัน เวลา สถานที่ และบรรยากาศที่ต้องการได้ โดยแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นผู้ฉีดกลุ่มยานอนหลับและยาที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น
สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองของญาติในแคนาดา หลายครอบครัวสามารถก้าวผ่านความโศกเศร้าได้ดีเพราะมีการทำ "มุทิตาจิต" ยอมรับความต้องการของผู้ที่ตนรัก และมีการจัดปาร์ตี้บอกลาเพื่อสร้างความทรงจำสุดท้ายที่ดี ซึ่งแตกต่างจากครอบครัวที่ยังมีความขัดแย้งหรือกลัวการถูกตีตราจากสังคม
ความท้าทายในบริบทไทย ทรัพยากร ความเชื่อ และครอบครัว
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย พญ.อิสรีย์ ตั้งคำถามสำคัญว่า "เรากำลังพูดถึงการุณยฆาตบนพื้นฐานของ Palliative Care ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบหรือเปล่า?" แม้ระบบ Palliative Care ของไทยจะมีพื้นฐานที่ดีในระดับชุมชน แต่ยังขาดแคลนบุคลากร ทรัพยากร และยาบางประเภทที่จำเป็น ผู้ป่วยบางรายอาจขอจบชีวิตเพียงเพราะไม่มีเงินรักษาหรือไม่มีคนดูแล ซึ่งเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขก่อนที่จะขยับไปสู่เรื่องการุณยฆาต
นอกจากนี้ บริบทสังคมไทยยังมีความท้าทายเรื่องความเชื่อทางศาสนาที่มองว่าการการุณยฆาตอาจเท่ากับการฆ่าตัวตายหรือผิดศีลธรรม และเรื่องบทบาทของครอบครัวที่มักมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแทนผู้ป่วย ในหลายกรณี แม้ผู้ป่วยจะแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า แต่ในวินาทีสุดท้าย ญาติอาจเป็นฝ่ายขอให้แพทย์ "ยื้อ" ชีวิตไว้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตายตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม กระแสสังคมเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะหลังจากมีการนำเสนอเรื่องนี้ผ่านสื่อบันเทิง เช่น ซีรีส์เรื่อง "การุณยฆาต" ซึ่งหมอแซมเป็นผู้ประพันธ์ ซีรีส์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตัวในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ยังทำให้คนรู้จัก Palliative Care มากขึ้น และทำให้นักศึกษาแพทย์สนใจเรียนรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายตั้งแต่ปีต้น
อัปเดตนโยบาย ก้าวต่อไปของ "การุณยฆาตเคลื่อน"
ในแง่ของนโยบาย เอกภพ สิทธิวัฒนะ สส. พรรคประชาชน ได้อัปเดตทิศทางการขับเคลื่อนในรัฐสภาว่ามีหลายพรรคการเมืองเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ พรรคประชาชนกำหนดนโยบายศึกษา MAID ทั้งในแง่กฎหมาย การแพทย์ และสังคม ควบคู่ไปกับการสนับสนุน Palliative Care ส่วนพรรคเพื่อไทยพูดถึงนโยบาย "อยู่ดีตายดี" ผ่านระบบบัตรทอง 30 บาท และพรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นการดูแลผู้สูงอายุโดยอาสาสมัครบริบาลในระดับปฐมภูมิ
ก้าวสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อคือการสร้างความชัดเจนใน 3 ด้าน ด้านแรกคือการยุติการทรมาน ต้องขยายความในมาตรา 12 ของ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติให้ชัดเจนว่าการปฏิเสธการยื้อชีวิตหรือการถอดเครื่องพยุงชีพสามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และกรมการแพทย์ควรจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับบุคลากรและประชาชน ด้านที่สองคือการช่วยยุติชีพที่ปัจจุบันยังติดข้อกฎหมายอาญา ต้องมีการพัฒนาเพื่อ "ปลดล็อก" และสร้างระบบบริการที่รองรับด้วยงานวิจัยและบุคลากรที่ผ่านการอบรม และด้านที่สามคือการขับเคลื่อนเชิงระบบ โดยมีข้อเสนอให้ระบุสิทธิการ "ตายดี" ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการผลักดัน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เพื่อให้สิทธิลูกจ้างลาไปดูแลผู้ป่วยระยะท้ายหรือลาไปบอกลา
สู่ระบบความตายที่มี "กรุณา"
การเคลื่อนไหวเรื่องการุณยฆาตในไทยไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การฉีดยาให้ตาย แต่คือการ "เคลื่อน" ใน 3 มิติพร้อมกัน มิติแรกคือการเคลื่อนใจ เปลี่ยนความกลัวเป็นความรู้เพื่อให้เราเลือกการตายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตนเองและคนรัก มิติที่สองคือการเคลื่อนวาจา ตกลงร่วมกันที่จะใช้คำศัพท์ที่เป็นกลางและลดการตีตรา เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สบายใจที่จะพูดคุยเรื่องนี้ และมิติที่สามคือการเคลื่อนกาย ลงมือทำจริง ทั้งการดูแลคนใกล้ชิด การผลักดันกฎหมาย และการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึง Palliative Care สำหรับคนไทยทุกคน
สุดท้ายแล้ว เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การสนับสนุนให้คนตายมากขึ้น แต่คือการสร้าง "ระบบความตายที่มีกรุณา" ที่ซึ่งคุณภาพชีวิตในวาระสุดท้ายได้รับการปกป้องอย่างสมเกียรติความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเลือกจากไปตามธรรมชาติหรือเลือกใช้สิทธิในรูปแบบอื่นที่กฎหมายจะรองรับในอนาคต เพราะ "การแสดงออกถึงความรักอย่างหนึ่ง คือการที่เรายอมรับเอาความทุกข์ของคนที่เรารักมาเป็นความทุกข์ของเราเอง" และยอมให้เขาได้จากไปในแบบที่เขาต้องการ
www.facebook.com/tcijthai
ป้ายคำ

