ทำไมสื่อต่างชาติกัดไม่ปล่อยกรณีทายาทกระทิงแดง

ณรรธราวุธ เมืองสุข | 28 ก.ค. 2563 | อ่านแล้ว 8205 ครั้ง


ตั้งแต่ปี 60-61 ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าชื่อ Redbull มูลค่านับแสนล้านของบริษัท เรดบูล จีเอ็มบีเอช (Red Bull GmbH) ของนายดีทริช เมเทสซิทซ์ (Mr.Dietrich Mateschitz) พยายามใช้สื่อทุกช่องทางสื่อสารกับผู้บริโภคว่า เป็นคนละผลิตภัณฑ์กับกระทิงแดงของไทย ซึ่งกำลังมีข่าวฉาวกรณีลูกชายของตระกูลพัวพันอาญาแผ่นดินกรณีชนตำรวจเสียชีวิต และใช้อภิสิทธิ์ลูกคนรวยหนีคดี แต่สื่อฝรั่งไปคุ้ยข้อมูลพบว่า ตระกูลอยู่วิทยาคือผู้ถือหุ้นใหญ่เรดบูล นำไปสู่การชูแคมเปญ just say no redbull ที่ส่งผลกับยอดขายเครื่องดื่มชนิดนี้ทั้งในยุโรปและอเมริกาอย่างมาก

แคมเปญ just say no redbull ถูกดำเนินการอย่างต่อเนื่องและทรงพลัง ผู้บริโภคบอยคอตไม่ซื้อ ไม่อุดหนุนผลิตภัณฑ์ที่มีตรากระทิงแดง 2 ตัวกระโจนเข้าหากัน แม้แต่ทีมฟอร์มูล่า วัน เรดบูล เรซซิ่ง ก็ได้รับผลกระทบจากแคมเปญนี้ไปด้วย มีการเรียกร้องให้แฟนๆ เลิกสนับสนุน และชูป้ายประท้วงเรียกร้องให้ตระกูลอยู่วิทยารับผิดชอบต่อการกระทำของทายาทตระกูล สื่อมวลชนอังกฤษก็ไม่นิ่งนอนใจ ติดตามไปถึงบ้านพักของนายบอส อยู่วิทยา กดดันจนกระทั่งเจ้าตัวหนีมาหลบอยู่ในสิงคโปร์

ในโลกตะวันตก วัฒนธรรมอภิสิทธิ์ชนถือเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ ใครทำผิดควรได้รับโทษ ไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวย การเลือกปฏิบัติคือการหยามเกียรติชนิดไม่เห็นหัวประชาชน จับได้ไล่ทันเขาจะบี้เอาเป็นเอาตาย เราจึงเห็นคนดัง คนรวยระดับมหาเศรษฐีมากมายที่ติดคุกเพราะถูกประชาชนและสื่อกัดไม่ปล่อย อย่างบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีนั่นก็เสียคนจนแทบไม่มีที่ยืน บิล คอสบี้ นักแสดงตลกชื่อดังก็มาติดคุกตอนแก่เพราะล่วงละเมิดทางเพศ ฮาวีย์ ไวน์สตีน ผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลในฮอลลีวู๊ดก็ไม่รอดเงื้อมมือกฎหมายเพราะสันดานดิบทางเพศแก้ไม่ตก เจฟฟรีย์ เอปสตีน พระสหายเจ้าชายแอนดรูว์ ถึงกับฆ่าตัวตายในเรือนจำด้วยความอับอายที่เป็นธุระจัดหาเด็กๆ ไปสนองตัณหา ลากเอาเจ้าชายสายปาร์ตี้เสียผู้เสียคน พาราชวงศ์มัวหมองไม่ใช่น้อย

ตัดภาพมาที่ประเทศไทย เรื่องอภิสิทธิ์ชน คนจน-รวยราวกับฉากหนังเกรดบีของฝรั่งที่สะท้อนสังคมไทย สื่อฝรั่งจึงให้ความสำคัญมาก เกาะติดและหาแหล่งข่าวเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวคดีอย่างต่อเนื่อง อย่าแปลกใจที่ว่าทำไมการปิดคดีชนแล้วหนีของบอส อยู่วิทยาจึงไปปรากฏในสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง CNN ก่อน ในขณะที่สื่อไทยได้แต่แปลข่าวมาออกกันทีหลังทั้งที่เป็นเรื่องของบ้านตัวเอง เพราะความกลัว ความเกรงใจ (ระบอบอุปภัมป์) หรือเพราะความศักดิ์สิทธิ์อันแสนเปราะบางแตะต้องไม่ได้ของกระบวนการยุติธรรมไทย มันก็เป็นได้ทุกคำตอบ ยอมรับเถอะว่าสื่อไทยกลัวอิทธิพล กลัวโดนฟ้อง ขนาดเรื่องเพชรซาอุหลายปีก่อนพัวพันกับนายตำรวจใหญ่คนหนึ่ง(ที่นายพลพี่น้องคู่นี้ยังมีบทบาทในปัจจุบัน) ยังต้องกระซิบกันข้างหูเลย เพราะเห็นเขาขู่เอาจริง พอสื่อไม่กล้าแตะ ความสนใจของสังคมก็ไม่ต่อเนื่อง แคมเปญที่จะเรียกร้องมันจึงไม่มีพลัง

ไม่ได้เชิดชูว่าฝรั่งดีทุกอย่าง แต่ต้องยอมรับว่าสังคมเขาสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมไว้สูงกว่าบ้านเรา เรื่องความรับผิดชอบสำคัญมาก พวกใช้อภิสิทธิ์ชนแบบนี้ถ้าอยู่ต่างประเทศโดนเหยียบเละเทะ แต่อยู่ประเทศไทยคือผู้ยิ่งใหญ่

พวกที่พยายามกวาดขยะซุกใต้พรมแล้วเชิดชูว่าบ้านเราดีอย่างนั้น วัฒนธรรมดีอย่างนี้ ปกป้องและยื้อยุดไม่ยอมให้ปฏิรูปโครงสร้างสังคมสุดฤทธิ์เพราะขลาดกลัวตะวันตกและกระแสเสรีนิยม ก็เท่ากับเหยียบหัวคนจนๆ เหยียบหัวใจเหยื่อที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปิดทางให้อภิสิทธิ์ชนมีที่ยืนอย่างมั่นคงองอาจในสังคมนี้ต่อไป

 


*เผยแพร่ครั้งแรกในเฟสบุ๊ก Nattharavut Kunishe Muangsuk
ที่มาภาพประกอบหน้าแรก: ผู้จัดการออนไลน์

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ