เดี๋ยวก็ไปแล้ว…เวียดนาม

เรื่องและภาพประกอบ โดย ไอโกะ ฮามาซากิ | 25 ก.พ. 2563 | อ่านแล้ว 1312 ครั้ง


“ไม่…Marriage Story ไม่ใช่หนังแบบที่ฉันชอบ 1917 หรอ…ก็ดี แต่ฉันว่าก็ยังไม่ใช่ อุปสรรคถูกซัดเข้ามาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไปหน่อย ถ้าเป็นอุปสรรคที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ฉันก็ไม่ชอบหรอก ความยากลำบากต้องมาอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะโลกกำหนดมาแบบนั้น”

ฉันเดินผ่านช่องแคบๆ มาตามทาง ตรงเข้าช่องที่มีรั้วล้อมกรอบ ยืนหลังเส้น และเดินไปยืนในที่ที่เขาให้ยืน คนตรงหน้าใช้ภาษามือส่งสัญญะเพื่อพูดคุยออกคำสั่งกับฉัน ฉันใช้มือขวาดึงร่นหน้ากากอนามัยไว้ใต้คาง เพื่อให้ ‘เขา’ คนแปลกหน้าตรวจสอบใบหน้าของฉันตามใจชอบจนพอใจ เขาอนุญาต ประตูล่องหนถูกเปิดต้อนรับ ฉันก้าวขาผ่านเข้าสู่อีกประเทศอย่างรวดเร็ว ไม่มีใบตรวจคนเข้าเมืองให้กรอกอย่างที่เคยเป็นมา แค่ 2 ปี เทคโนโลยีก็พัฒนาไปไวเช่นนี้ แค่ 2 ปีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนพัดพาให้ฉันกลับมาที่นี่อีกครั้งเป็นครั้งที่ 2

ในวันที่ชนชั้นปรสิตได้รางวัลออสการ์ ฉันก็กลับมาที่เวียดนามอีกครั้ง พาตัวเองมานั่งลงในร้านกาแฟอีกครั้ง และสั่งกาแฟมะพร้าวอีกครั้ง วิถีชีวิตของฉันที่จะใช้ที่นี่ ถูกดำเนินไปตามขั้นตอนอย่างที่เคยเป็นมา อย่างที่ฉันเคยชอบ ทำแบบที่เคยทำซ้ำๆ ทำแบบที่เคยจดจำว่าชอบเช่นนี้

กาแฟมะพร้าวถูกวางลงตรงหน้าบนโต๊ะเตี้ยๆ ร้านแห่งนี้ก็มีลักษณะคล้ายกับร้านกาแฟทั่วไปในเวียดนาม โต๊ะตัวเตี้ย เก้าอี้ตัวเตี้ย วางกระจัดกระจายทั้งในร้านและนอกร้าน ชาวต่างชาติที่นั่งโต๊ะข้างๆ มีเพียงรั้วเตี้ยๆ ของร้านคั่นกลาง หันมามองที่โต๊ะฉันซ้ำไปซ้ำมา ฉันเดาว่า เธอคงสนใจสิ่งที่อยู่ในแก้วใส แล้วเธอก็เอ่ยถาม ว่าฉันกำลังดื่มอะไรอยู่

หญิงชราเดินข้ามทางม้าลายแล้วตรงมาที่โต๊ะของชาวต่างชาติ เธอพยักพเยิดยื่นสิ่งของที่ขายไปตรงหน้าพวกเขา แม้จะถูกปฏิเสธเท่าไหร่ หญิงชราก็ไม่มีทีท่าว่าจะเดินหนีจากไปง่ายๆ เธอยืนอยู่ตรงนั้น แม้ชาวต่างชาติจะเลิกสนใจเธอ และหันไปสนทนาด้วยภาษาที่พวกเขาเข้าใจกันเอง และถึงแม้ในตอนนี้ หญิงชราจะกลายเป็นสิ่งที่ดูแปลกแตกต่างออกไปจากพื้นที่ตรงนั้น เธอก็ยังยืนหยัดที่จะยืนอยู่ เพื่อขายของในสิ่งที่เธอนำมาบนตะกร้าพลาสติกสีแดง 

ห่อบรรจุภัณฑ์หลุดร่อนเปิดออก หญิงชราใช้นิ้วชี้แต้มลงบนลิ้น แล้วมาขยี้ลงบนกระดาษ ใช้นิ้วรีดไถไปมาให้ทุกอย่างกลับคืนสภาพดังเดิม สินค้าถูกส่งลงในตะกร้าสีแดง และชาวต่างชาติลุกออกจากร้านไปแล้ว

เป็นฉัน...ที่กลายเป็นความสนใจแห่งใหม่ของหญิงชรา แม้ฉันจะจดจ้องเธอตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ตอนที่ก้าวย่างด้วยเท้าขวาข้ามทางม้าลายมา แต่วินาทีนี้ฉันกลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอด้วยซ้ำ ฉันสมเพชปนละเหี่ยใจตนเองอยู่หน่อยๆ มีหลากหลายสิ่งอย่างให้ครุ่นคิดกับภาพที่อยู่ตรงหน้า แต่ก็ต้องเสแสร้งสนใจสิ่งอื่น ทั้งๆ ที่ฉันจดจ่ออยู่กับหญิงชรา คอยลอบมองเธอ แอบมองการเคลื่อนไหวของเธอ แอบมองสิ่งที่อยู่ในตะกร้าสีแดง เธอเข้ามาใกล้ ยืนประชิดที่ขอบโต๊ะ ฉันโบกมือปฏิเสธ สายตาก้มมองแก้วที่อยู่บนโต๊ะ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนไถดูข่าวรางวัลออสการ์บนหน้าฟีด

‘ชนชั้นปรสิตทลายกำแพงทางวัฒนธรรมแล้ว'

‘ชนชั้นปรสิตหนังที่ก้าวข้ามซับไตเติล' 

หญิงชราเดินไปอีกฝั่งของร้าน เธอก้มลงหยิบชามอาหารสีฟ้าที่วางอยู่บนพื้น เธอนั่งลงตรงทางเท้า กินอาหารที่เหลืออยู่ในชาม

ฉันเงยหน้าอีกที หญิงชราก็มาหยุดอยู่ที่โต๊ะของฉัน เธอเอื้อมมือข้ามรั้ว ฉันกระชากกระเป๋ากอดไว้กับตัวในทันที เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายฉันตอบสนองอย่างรวดเร็ว เป็นท่าทีที่บ่งบอกว่าลึกๆ แล้วใจของฉันคิดอะไร หญิงชราหยิบทิชชู่ไปจากกล่องบนโต๊ะของฉัน เธอเช็ดปาก เธอเช็ดมือ เธอมองฉัน…

ฉันเลือกที่นี่เพราะอากาศเย็น ฉันชอบอากาศเย็น เพราะมันแตกต่างจากอากาศที่ฉันสัมผัสจนคุ้นชินอยู่ทุกวัน ฉันตักกาแฟเย็นเข้าปาก มองดูหญิงชราที่ข้ามทางม้าลายกลับไป แล้วหายลับไปจากสายตา ฉันคงไม่ได้เจอเธออีกตลอดไป

เช้าที่ไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่องลงมา มีเพียงแต่หมอกและฝุ่น ผ้าที่ซักไว้ทั้งเย็น ทั้งอับชื้น ฉันคงต้องซักอีกครั้ง แล้วใช้ไดร์เป่าให้แห้งแทน พลันนึกในใจ "คนที่นี่ตากผ้ากันอย่างไรให้แห้ง" จากระเบียงที่ลอบมองลงไป ฉันเห็นบ้านตึกแถวหลังนั้น ตากผ้าตัวเดิมมา 2 วันแล้ว

อาคารที่นี่ลึกลับและซับซ้อน เพราะทุกครั้งที่ฉันลอบมองเข้าไปในซอยแคบๆ ระหว่างตึก ฉันก็จะเห็นอีกตึกเรียงรายอยู่ข้างใน บางหลืบบางซอก ก็มืดสนิทชวนฉงน พื้นที่ที่ไม่ถูกเปิดเผยมีเสน่ห์เชิญชวนเสมอ ฉันอยากค้อมตัวลงแล้วเดินเข้าไปในนั้น แต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้ เพราะฉันจะก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ที่คนนอกอย่างฉันเข้าไปไม่ได้ ไม่ใช่ที่สำหรับท่องเที่ยว แค่สายตาก็มากพอแล้ว

ฉันพบหนูตัวแรกในกรงของหมีขอ แล้วก็พบหนูตัวถัดมาในกรงถัดมา หนูอีกตัว อีกตัว และอีกตัว ฉันเฝ้ามองช่องทางที่หนูวิ่งเข้าออกแทนการเฝ้ามองสัตว์ที่อยู่ในกรง สัตว์พวกนี้ไม่สนใจหนูที่อยู่ในกรงของตัวเองสักนิด พวกมันนอนเหือดแห้งเหนื่อยหน่าย เป็นเพียงก้อนก้อนหนึ่งที่มีไว้ประดับกรง โดยมีทิวทัศน์ทะเลสาบอันสวยงามตกแต่งอยู่ด้านหลัง

เสียงของเสือโคร่งขู่คำราม กระชากเสียงดังลั่นทั่วสวนสัตว์ ฉันเดินไปตามทางจากเสียงที่ได้ยิน

"..............."

อีกครั้ง และอีกครั้ง เสือยังคงขู่ร้องโหยหวนอย่างต่อเนื่อง ฉันพาตัวเองมาหยุดอยู่หน้ากรง เสือ 2 ตัวกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาน เสือตัวหนึ่งเดินมาหน้ากรง มันคำราม และยกตัวจะตะปบเหยื่อ แต่ติดอยู่ตรงที่กรงซีกใหญ่

ชายกลางคนกำลังทำท่าล่อหลอกเสืออยู่หน้ากรง เขาไม่มีทีท่าหวาดกลัวมันสักนิด มีเพียงใบหน้านึกขันยามมันโห่ร้องคำราม อวดช่องปากที่มีเขี้ยวขนาดใหญ่

"เขาคงเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ก็สัตวแพทย์" ฉันคิด ถ้าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ก็เหลือเพียงแต่คนเพี้ยน ไม่มีคนปกติที่ไหนจะปีนข้ามรั้วที่กั้นอาณาเขตไปยืนอยู่หน้ากรงเสือ เพียงเพื่อยั่วเย้า แกล้งแหย่ให้เสืออารมณ์แปรปรวน

เสียงของคุณป้าตะโกนมาไล่หลัง ด้วยภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ แต่น้ำเสียงดุร้ายไม่แพ้เสียงของเสือ คุณป้าเดินออกมาจากซุ้มขายของในสวนสัตว์ หยุดยืนอยู่หน้ากรงเสือ ตะโกนคำรามใส่ชายกลางคน

สงครามน้ำลายดำเนินไปได้เพียงครู่ ชายกลางคนกระโดดออกข้ามรั้ว เดินหนีไปจากสวนสัตว์ ...ฉันรู้แล้ว ฉันพึ่งพบคนเพี้ยน

 

ระยะทางกว่า 5 ชั่วโมง จากจุดสู่อีกจุดด้วยรถบัสรุ่นเก่า พาฉันมาอยู่ในเมืองที่มีหมอกลอยเป็นทะเลอยู่เบื้องหน้า และมีอ่างน้ำพุอยู่ใจกลางเมือง ไม่มีน้ำพุพวงพุ่งออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยว มีเพียงน้ำขังสีเขียวๆ และเศษซากขยะที่อยู่ใต้น้ำ แต่เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงมากลางเมฆหมอก แม้จะมีสิ่งที่เพียงตั้งไว้อยู่เฉยๆ รอกาลเวลาค่อยๆ กัดกร่อนมันให้ผุพังลงมา เมืองนี้ก็ยังคงสวยงามดั่งในฝันอยู่ดี

ฉันนั่งลงเกลี่ยเท้าไปมากลางแสงแดดและเงา เด็กหญิงพื้นเมือง 2 คนยืนอยู่ตรงหน้าฉัน ที่แขนของเธอห้อยพวงกำไลแบบผูก และโมบายประดิษฐ์ที่ดูเหมือนกับเครื่องราง ที่หลังของเธอมีทารกนอนหลับอยู่ เธอพูดอะไรบางอย่างกับฉันซ้ำไปซ้ำมา ขณะก้มมองมือตนเอง ฉันมองตามเธอ รอคอยที่จะเห็นใบหน้าของเด็กหญิงยามเธอเงยหน้าขึ้นมา แต่ฉันเห็นเพียงเล็บที่มีสีดำติดอยู่ตามซอก เด็กหญิงเดินจากฉันไปด้วยท่าทีเศร้าสร้อย ผิดหวัง เธออาจกำลังตัดพ้อสิ่งต่างๆ มากมายอยู่ในใจ แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ฉันคาดเดาไปฝ่ายเดียวเด็กหญิงจุ่มมือลงในอ่างน้ำพุ

ดูเหมือนว่าเด็กหญิงพื้นเมืองที่นี่จะแบกเด็กทารกไว้บนหลังอยู่ตลอดเวลา มีเพียงผ้าพื้นเมืองสีเข้มที่มัดติดกับเอวคอยช่วยประคองเด็กทารกไว้บนหลัง และดูเหมือนว่าเด็กพื้นเมืองที่นี่จะแบกสิ่งต่างๆ ไว้สำหรับชีวิตวันต่อๆ ไปตลอดเวลา

เด็กชายพื้นเมือง 2 คน ยืนอยู่รอบอ่างน้ำพุ เด็กชายชี้ชวนกันดูกล่องโฟมสีขาวที่ลอยอยู่ในอ่าง เด็กชายคนหนึ่งเดินแยกตัวออกมาที่กองขยะ เขาคุ้ย คุ้ย คุ้ยหาบางสิ่งบางอย่าง ก่อนหยิบก้อนหินขึ้นมาด้วยสองมือเล็กๆ เด็กชายรีบวิ่งกลับไปที่อ่างน้ำพุใจกลางเมือง ใส่หินลงไปในกล่องโฟม แล้วปีนขึ้นไปนั่งในกล่องโฟม ดูเหมือนว่าอ่างน้ำพุแห่งนี้จะเป็นมากกว่าที่มันถูกสร้างมาให้เป็น มีความหมายมากกว่าคนสร้างจะคาดคิด

เมืองในหุบเขาเฉลยบางสิ่งบางอย่างแก่ใจฉัน

เมืองในเมฆหมอกเฉลยบางสิ่งบางอย่างแก่ใจฉัน

ฉันแบกมันกลับไปยังที่ที่เดินทางด้วยรถบัส 5 ชั่วโมง

ตลอดเส้นทางคดเคี้ยวจนชวนเวียนหัว

ฉันอยากอาเจียน แต่ฉันอดกลั้น

ฉันอยากร้องไห้ แต่ฉันอดกลั้น

กลืนทุกสิ่งทุกอย่างลงไป

แล้วแสดงออกเฉกเช่นทุกอย่างปกติไม่เป็นไร 

ฉันคีบอาหารแสนอร่อยเข้าปาก ในร้านที่ได้รับตราการันตีอยู่หน้าประตู เป็นอีกครั้ง...ที่หญิงชราแปลกหน้า คล้องกระเป๋าอยู่เต็มแขนเดินเข้ามาในร้าน เสียงตะคอกจากเจ้าของร้านดังต้อนรับหญิงชรา ฉันตกใจ ทำตัวไม่ถูก สถานการณ์หยุดฉันไม่ให้คิดอะไรไปมากกว่านี้

หญิงชราเดินออกจากร้าน

ฉันคิดถึงใบหน้าของแม่

ฉันอยากกลับบ้าน

ลูกค้าบางส่วนเดินออกจากร้าน รุมซื้อกระเป๋าจากหญิงชราอยู่นานสองนาน เธอเดินหายไป และเดินกลับมา พร้อมกับกระเป๋าหลากหลายแบบ ที่มีให้เลือกมากกว่าเดิม มันคงตลกดีหากนี่เป็นเพียงฉากหนึ่งระหว่างหญิงชรากับชายเจ้าของร้านอาหาร แต่ฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่

2 ปีที่ผ่านมา เมืองยังคงเป็นเมืองในแบบที่ฉันเคยเห็น แต่สิ่งที่ฉันไม่เห็นคือร้านค้าที่ผลัดเปลี่ยน ร้านที่ปิดกิจการ ร้านถูกเปิดขึ้นมาใหม่ คือใบไม้ที่ผลัดเปลี่ยน ในสายตาคนนอกอย่างฉัน ฉันเห็นและรู้สึกได้เพียงว่ามันเป็นสิ่งที่เคยเป็นมา และจะคงเป็นเช่นนั้น ดำเนินไปเช่นนั้น แม้ฉันจะไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อรับรู้ แม้ชีวิตของใครบางคนที่นี่จะย่ำแย่ลงหรือจะดีขึ้น แต่นักท่องเที่ยวอย่างฉันจะไปรับรู้อะไร เพราะฉันไม่เคยอยู่เคียงข้าง ฉันเพียงมาแล้วไป ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ ฉันคุยภาษาเดียวกันกับพวกเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ มีเพียงแต่เงินที่เป็นตัวกลางระหว่างฉันกับเขา ใช้เงินจับจ่ายซื้อสิ่งของสวยงาม ซื้อความสุนทรีย์ในชั่วขณะ เพียงแค่นั้น ฉันหวังว่าฉันจะมีสุขอย่างที่เคยมี ได้รับอย่างที่เคยทำมาซ้ำๆ ได้นอนหลับบนเตียงที่แสนอ่อนนุ่ม บนผ้าที่ทอมาอย่างละเอียด ได้กินอาหารอร่อย ได้ชมทิวทัศน์สองข้างทาง ได้สัมผัสอากาศหนาว ทั้งหมดด้วยเงิน ด้วยสิ่งที่สังคมเรียกว่าท่องเที่ยว

แต่ฉันเป็นทุกข์ เพราะไม่ว่าฉันจะจากมาไกลเท่าไหร่ ฉันก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากช่องว่างตรงนั้นได้เลย ไม่ว่าสถานที่จะแตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ฉันเห็นมันอย่างแจ่มแจ้งด้วยสายตา ช่องว่างตรงนั้นเหมือนกันทุกที่ ช่องว่างตรงนั้นเป็นรูโหวงในตัวฉัน ฉันทำอะไรอยู่

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ