วิกฤตการว่างงานในออสเตรเลียกำลังเริ่มต้น

แปลและเรียบเรียงโดย พัชณีย์ คำหนัก 1 ต.ค. 2563 | อ่านแล้ว 1203 ครั้ง

วิกฤตการว่างงานในออสเตรเลียกำลังเริ่มต้น

ออสเตรเลียกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 มาตรการปิดเมืองและจำกัดการใช้ชีวิตในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้คน 1.3 ล้านคนต้องตกงาน แม้เศรษฐกิจจะเริ่มเปิดอีกครั้ง แต่งานเหล่านั้นอย่างน้อย 400,000 ตำแหน่งจะไม่กลับมา 60% ของคนเหล่านี้ทำงานพาร์ทไทม์ ทว่าเมืองเมล์เบิร์นตอนนี้เผชิญการระบาดระลอกที่ 2 | ที่มาภาพ: solidarity.net.au

ออสเตรเลียกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930

มาตรการปิดเมืองและจำกัดการใช้ชีวิตในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้คน 1.3 ล้านคนต้องตกงาน แม้เศรษฐกิจจะเริ่มเปิดอีกครั้ง แต่งานเหล่านั้นอย่างน้อย 400,000 ตำแหน่งจะไม่กลับมา 60% ของคนเหล่านี้ทำงานพาร์ทไทม์ ทว่าเมืองเมล์เบิร์นตอนนี้เผชิญการระบาดระลอกที่ 2

ตัวเลขในไตรมาสแรกที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดโดยตรง ทำให้เห็นระบบเศรษฐกิจหดตัวลง 7% ในช่วง 3 เดือนจนถึง 30 มิถุนายนซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุด

แต่สถานการณ์จะเลวร้ายลง แม้ว่าตัวเลขการว่างงานอย่างเป็นทางการของเดือนสิงหาคมจะแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของงาน แต่ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจงานอิสระ (Gig economy) ชั่วโมงทำงานแทบไม่เพิ่มขึ้น โดยบอกว่าหลายคนที่รับงานเหล่านี้แทบจะไม่ได้ทำงาน และการว่างงานอย่างไม่เป็นทางการรวมคนที่ไม่หางานทำ อยู่ที่เกือบร้อยละ 9
อัตราการว่างงานคาดกันว่าจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาจแตะที่ร้อยละ 10 ในเดือนธันวาคม ถ้าไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสอีก

แรงงานคนหนุ่มสาวที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำในภาคการค้าปลีก บริการ อาหารและศิลปะ ได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุด แรงงานหญิงตกงานไม่ได้สัดส่วน
นายสก็อต มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรี ทำให้สถานการณ์แย่ลง ในขณะที่การว่างงานเพิ่มขึ้น เขาลดการจ่ายเงินช่วยเหลือคนหางานทำ (Jobseeker) ลง 300 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน การจ่ายเงินช่วยเหลือคนหางานจะถูกตัดสองขั้นตอน คือ $ 1,200 หลังเดือนกันยายนและ $ 1,000 ในปีหน้า

การจ่ายเงินช่วยเหลือคนหางานจะลดลง กลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด คือที่ 40 ดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าเส้นความยากจนในต้นปีหน้า

การลดภาษีให้คนรวย

แทนที่จะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนักที่สุด พรรคเสรีนิยมวางแผนที่จะลดภาษี สิ่งนี้จะใช้เงินมหาศาลถึง 28,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงสามปีแรก แต่ประโยชน์จะเข้ากระเป๋าคนรวย
คนรวยร้อยละ 20 จะได้รับผลประโยชน์ 91% สถาบันออสเตรเลียพบว่า ผู้เสียภาษีระดับล่างสุดร้อยละ 50 จะได้ประโยชน์เพียง 4% ผู้ที่ตกงานจะเสียโอกาสโดยสิ้นเชิง

การลดภาษีไม่ได้ทำอะไรเพื่อสร้างงานหรือแก้ไขวิกฤตการว่างงานที่เกิดจากโรคระบาด ทั้งไม่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนชี้ให้เห็นว่า คนรวยมีแนวโน้มที่จะประหยัดเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโรคระบาดทำให้การทานอาหารนอกบ้านและความบันเทิงยากขึ้น ผู้ที่มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายมากที่สุดคือ ผู้ว่างงานและผู้มีรายได้น้อย

COVID-19 ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนใคร ยังไม่มีทางรู้ได้ว่าเมื่อใดอุตสาหกรรม เช่น ค้าปลีก ร้านอาหาร การท่องเที่ยวและสถานบันเทิงจะกลับมาเป็นปกติ เราอาจรอหกเดือนหรือหนึ่งปีกว่าจะมีวัคซีน

เศรษฐกิจอื่น ๆ ทั่วโลกก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศออสเตรเลียด้วยจากการค้าที่ลดลง สหรัฐฯ และยุโรปต่างได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นสองเท่าตามที่ IMF ระบุ ผลกระทบนั้นแน่นอนว่าจะกระทบจีนด้วยเช่นกัน แต่ล่าสุดฟื้นตัวได้รวดเร็ว

อัตราการเติบโตของประชากรในระดับสูง ซึ่งหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในออสเตรเลียมาจากปัจจัยการย้ายถิ่น แต่กำลังชะงักอย่างไม่มีกำหนด
Josh Frydenberg จากการคลังบอกว่า จะลดงบประมาณในวันที่ 6 ตุลาคม และทำแผนการใช้จ่ายของรัฐบาลในอนาคต

เราจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลมากขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตงาน แผนการของนายมอร์ริสันในการลดภาษี โจมตีสิทธิแรงงาน สร้างแรงจูงใจในการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าเขายังคงยึดมั่นนโยบายเสรีนิยมใหม่เช่นเคย

การระบาดครั้งใหม่ของไวรัสในรัฐวิกตอเรียอาจทำให้แผนของพวกเขาล่าช้าออกไป แต่มุ่งมั่นที่จะรีบ "ตวัดกลับ" เพื่อให้ธุรกิจดำเนินได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

ความเร่งรีบของพวกเขาในการลดค่าใช้จ่ายช่วยเหลือคนหางานและรักษางาน เป็นสัญญาณเพิ่มเติมของการที่รัฐบาลต้องการลดหนี้และจำกัดการใช้จ่ายของรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในแผนงบประมาณใหม่ด้วย

แต่รัฐบาลควรสร้างงานในภาครัฐ จัดการกับความล้มเหลวต่าง ๆ ที่เกิดจากโรคระบาด เราจำเป็นต้องยุติการจ้างงานไม่มั่นค งานชั่วคราว เพิ่มจำนวนพนักงานในระบบดูแลผู้สูงอายุและระบบสุขภาพของเรา

และแทนที่จะควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลนำเงินไปขยายเชื้อเพลิงฟอสซิลผ่านโครงการก๊าซใหม่ ๆ รัฐบาลควรเริ่มเปลี่ยนไปผลิตพลังงานหมุนเวียนและสร้างเศรษฐกิจที่ปราศจาการใช้คาร์บอน

รัฐบาลได้ใช้จ่ายเงินไปแล้วกว่า 100 พันล้านดอลลาร์เพื่อใช้มาตรการฉุกเฉินป้องกันการล่มสลายทางเศรษฐกิจ บางคนหวังว่าขนาดของวิกฤตจะช่วยบีบให้รัฐบาลเลิกใช้นโยบายเสรีนิยมใหม่ซึ่งใช้ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา แต่จากแผนงบประมาณของนายสก็อตต์ มอร์ริสันดังกล่าว ทำให้เราต้องต่อสู้อย่างจริงจังเพื่อผลักดันการใช้จ่ายเพื่อสร้างงาน ตลอดจนแก้ไขปัญหาวิกฤตสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โลกเรากำลังเผชิญ

ที่มา:
https://www.solidarity.net.au/economic-crisis/unemployment-crisis-just-beginning-as-economy-slumps

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ