ผลสำรวจธุรกิจปี 2563 ชี้ 'ร้านกาแฟ-ชานมไข่มุก' ติดโผความเสี่ยงสูง เพราะมีมากเกินความต้องการ

กองบรรณาธิการ TCIJ 24 ธ.ค. 2562 | อ่านแล้ว 1954 ครั้ง

ผลสำรวจธุรกิจปี 2563 ชี้ 'ร้านกาแฟ-ชานมไข่มุก' ติดโผความเสี่ยงสูง เพราะมีมากเกินความต้องการ

หอการค้าเผยธุรกิจแพลตฟอร์ม ยืน 1 ปี 2563 ตามพฤติกรรมผู้บริโภค ส่วนธุรกิจเช่าหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ร่วง ส่วนธุรกิจร้านกาแฟ-ชานมไข่มุกติดโผความเสี่ยงเจ๊งสูง เหตุมีมากเกินความต้องการ ที่มาภาพประกอบ: thaihealth.or.th

เว็บไซต์ข่าวสด รายงานเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2562 ว่านางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลสำรวจสรุป 10 อันดับธุรกิจรุ่งและร่วงปี 2563 ว่า 10 อันดับธุรกิจร่วงปี 2563 ประกอบด้วย 1. ธุรกิจเช่าหนังสือ 2. ธุรกิจผลิตโทรศัพท์พื้นฐานและเครื่องโทรสาร 3. ธุรกิจร้านให้บริการอินเตอร์เน็ต 4. ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และวารสาร 5. ธุรกิจหัตถกรรมและเฟอร์นิเจอร์ไม้ 6. ธุรกิจการค้าแบบดั้งเดิม 7. ธุรกิจคนกลาง 8. ธุรกิจอินเตอร์เน็ตประเภทฮาร์ดดิสไดร์ 9. ธุรกิจดั้งเดิมไม่มีการดีไซน์และใช้แรงงานมาก เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น และ 10. ธุรกิจร้านถ่ายรูป

นอกจากนี้ ในปี 2563 ยังมีธุรกิจที่มีความเสี่ยงคือ ธุรกิจร้านกาแฟ ที่ทำเลไม่ดี และไม่มีแฟรนไชส์ ธุรกิจร้านชาไข่มุก ธุรกิจคลินิกเสริมความงาม ธุรกิจเบอเกอรี่ เป็นต้น โดยธุรกิจร่วงเหล่านี้ผู้ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน เนื่องจากมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟ ร้านชานมไข่มุก ที่มีจำนวนมากจนเกินความต้องการ

โดยปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ กลายเป็นธุรกิจดาวร่วง เกิดจากจากปัจัยภาวะเศรษฐกิจปี 2562 คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะขยายตัวเพียง 2.5% การส่งออกจะหดตัว 5.1% รวมถึงปัจจัยด้านอื่นๆ โดยเฉพาะความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนการทำสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมปี 2562 ไม่ดีเท่าที่ควร

รวมทั้ง ยังมีปัจจัยบั่นทอนธุรกิจปี 2563 ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงสงครามการค้าสหรัฐและจีน เบร็กซิต มองว่าเศรษฐกิจจีนจะมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 6% ขณะที่ความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนคาดว่าจะแข็งค่าเฉลี่ย 29.75-30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุนของต่างชาติ และปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงินที่เพิ่มความเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ รวมถึงต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นที่มาจากค่าจ้างขั้นต่ำ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ส่วน 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่งปี 2563 นั้นประกอบด้วย 1. ธุรกิจแพลตฟอร์ม (ธุรกิจตัวกลางหรือตลาดกลางด้านอิเล็กทรอนิกส์) 2. ธุรกิจเทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์ รวมทั้งผู้ให้บริการด้านโครงข่าย 3. ธุรกิจเกม 4. ธุรกิจด้านขนส่งโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต 5. ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม รวมถึงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 6. ธุรกิจฟาสฟู้ดส์ 7. ธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 8. ธุรกิจด้านพลังงาน 9. ธุรกิจก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน และ 10. ธุรกิจเครื่องสำอางและบำรุงผิว เป็นต้น

โดยมีปัจจัยสนับสนุนด้านส่งเสริมธุรกิจ ได้แก่ ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจปี 2563 จีดีพีประเทศขยายตัว ประมาณ 3.1% หรืออยู่ระหว่าง 2.7-3.4% ส่งออกขยายตัว 1.8% หรืออยู่ระหว่าง 0.1-3.4% เงินเฟ้อเฉลี่ย 1.0% หรืออยู่ระหว่าง 0.8-1.2% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.1% หรืออยู่ระหว่าง 3.9-4.6% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.0% หรืออยู่ระหว่าง 3.6-4.3% อัตราการขยายตัวนอกภาคการเกษตรขยายตัว 3.2% หรืออยู่ระหว่าง 2.7-3.7% อัตราการขยายตัวในภาคเกษตรขยายตัว 2.8% หรือระหว่าง 1.8-3.4%

“ในปีหน้าแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงในภาวะภาพรวมเศรษฐกิจโลก แต่ไทยยังเป็นประเทศน่าสนใจด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ต่ำกว่า 41-42 ล้านคน รวมถึงภาครัฐต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งการลงทุนภาครัฐจะเป็นตัวเร่งกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจให้ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี เป็นต้น ธนาคารกลางทั่วโลกจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้การลงทุนปี 2563 เป็นไปตามเป้าหมายวางไว้” นางเสาวณีย์ กล่าว

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในปีหน้าธุรกิจที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม หรือธุรกิจออนไลน์ และเดลิเวอรี่จะเติบโตมากขึ้น ตามพฤติกรรมของผู้ยริโภค รวมทั้งธุรกิจที่ปรึกษากฎหมาย บัญชี จะมีความโดดเด่น เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน เช่น การจัดเก็บภาษี การเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงอาร์เซป การที่จะมีต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีต่างๆ จะมีมากขึ้น เป็นต้น

รวมทั้งศูนย์ฯ มองว่าเศรษฐกิจปีหน้าอยู่ในอาการฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 2 หลังจากที่งบประมาณแผ่นดินมีการใช้จ่ายออกไป และไม่คิดว่าค่าเงินบาทจะแข็งตัวไปมากกว่านี้ โดยคาดว่าจะไม่หลุด 30 บาทเร็วเกินไป รวมทั้งคาดว่าจีนกับสหรัฐจะได้ข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ในเรื่องของสงครามการค้า ส่วนเบร็กซิต ก็น่าจะมีทางออกร่วมกันที่ชัดเจน ซึ่งจากปัจจัยต่างๆ ก็คาดว่าจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกดีขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์ ดังนั้น จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 กำลังฟื้นตัวขึ้นและส่งผลให้ดอกเบี้ยไม่ได้เพิ่มขึ้นไปมาก แม้จะมีปัจจัยทางการเมืองที่หลายฝ่ายมองว่าอาจะมีปัญหาการชุมนุมนอกสภา แต่เชื่อว่าจะอยู่ภายใต้กฎหมาย แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้ปรับครม. ต่อเนื่อง แต่จะปรับหรือไม่ปรับ นักการเมืองทุกคนต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์อยู่แล้ว ซึ่งเห็นได้ชัดเศรษฐกิจปีหน้าเติบโต 3.1% ได้อย่างแน่นอน

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ