เตือนผู้ถือบัตร ATM แถบแม่เหล็ก 20 ล้านใบ รีบเปลี่ยนก่อนใช้งานไม่ได้หลัง 15 ม.ค. 2563

กองบรรณาธิการ TCIJ 24 ก.ย. 2562 | อ่านแล้ว 8032 ครั้ง

เตือนผู้ถือบัตร ATM แถบแม่เหล็ก 20 ล้านใบ รีบเปลี่ยนก่อนใช้งานไม่ได้หลัง 15 ม.ค. 2563

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตือนประชาชนเร่งเปลี่ยน 'บัตรแถบแม่เหล็ก' 20 ล้านใบ เป็น 'บัตรชิปการ์ด' ก่อนใช้งานไม่ได้ทั้งในตู้เอทีเอ็ม ซีดีเอ็ม เครื่องรูดบัตร หลังวันที่ 15 ม.ค. 2563 ประสานสถาบันการเงินประชาสัมพันธ์ประชาชน ย้ำต้องทำให้สะดวกที่สุด และไม่มีค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนบัตร

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ข่าวเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2562 ว่า น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบชำระเงินและเทคโนโลยีการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจาก ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสถาบันการเงิน ร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนบัตรเดบิตและบัตรเอทีเอ็มจากรูปแบบบัตรแถบแม่เหล็ก (magnatic card) ให้เป็นบัตรชิปการ์ด (chip card) ที่เป็นมาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2559

ข้อมูลล่าสุด พบว่าจำนวนบัตรแถบแม่เหล็ก (ทั้งบัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิต) ลดลงจาก 67 ล้านใบ เมื่อเดือน พ.ค. 2559 มาเหลืออยู่ที่ 20 ล้านใบ ณ เดือน ก.ค. 2562 ส่วนบัตรชิปการ์ด มีจำนวนเพิ่มขึ้น จาก 5 ล้านใบมาเป็น 52 ล้านใบ ทั่วประเทศ ดังนั้น เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยการทำธุรกรรมการเงิน ป้องกันความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น และเพื่อให้ผู้บัตรอิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้บัตรได้อย่างต่อเนื่อง

วันนี้ (17 ก.ย.) ธปท. จึงประกาศคิกออฟ ให้ธนาคารต่างๆ เริ่มต้นประชาสัมพันธ์คู่ขนานกับ ธปท. เพื่อให้ประชาชนที่ยังถือบัตรแถบแม่เหล็กจำนวน 20 ล้านใบทั่วประเทศ นำบัตรไปเปลี่ยนเป็นบัตรชิปการ์ดที่ธนาคารผู้ออกบัตร โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสาขาที่ออกบัตร ซึ่งการเปลี่ยนบัตรไม่ได้มีความซับซ้อน เพียงแค่หลักฐาน ประกอบด้วย นำบัตรประจำตัวประชาชน บัตรเดบิตหรือบัตรเอทีเอ็มใบเดิม และสมุดบัญชีเงินฝากไปยื่นกับเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อแจ้งขอเปลี่ยนเป็นบัตรชิปการ์ด โดยการเปลี่ยนบัตรจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ส่วนค่าธรรมเนียมรายปีบัตรชิปการ์ดเริ่มต้นที่ 250 บาท ตามแต่เงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน

ส่วนสถาบันการเงินใดนำเสนอบัตรชิปการ์ดที่มีประกันอุบัติเหตุเพิ่มเติม เป็นสิทธิของลูกค้าที่จะรับหรือปฏิเสธบัตร ซึ่งมีค่าธรรมเนียมตามต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นได้

"การเปลี่ยนบัตรนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะเรามีเป้าหมายให้เปลี่ยนบัตรแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ดให้หมดภายในสิ้นปี 2562 นี้ เพราะหลังวันที่ 15 ม.ค. 2563 บัตรแถบแม่เหล็กที่ประชาชนถืออยู่จะไม่สามารถใช้กับตู้เอทีเอ็ม หรือ เครื่องรูดบัตรตามร้านค้าต่างๆ ได้แล้ว" น.ส.สิริธิดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังวันที่ 15 ม.ค. 2563 หากประชาชนที่มีบัตรแถบแม่เหล็กยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นบัตรชิปการ์ด และต้องการกดเงินสดหรือโอนเงิน ก็จะต้องไปเบิกที่สาขาธนาคาร หรือโอนเงินผ่านโมบาย แบงกิ้ง หรือ อินเทอร์เน็ต แบงกิ้ง หรือตู้กดเงิน โดยไม่ใช้บัตร แทนการใช้บัตร ซึ่งอาจไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินในบางกลุ่ม

พร้อมกันนี้ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวว่า ปัจจุบันมีตู้เอทีเอ็มและซีดีเอ็มทั่วประเทศรองรับบัตรชิปการ์ดทั้งหมดทั้งสิ้น 67,000 ตู้ ขณะที่บัตรแถบแม่เหล็กที่ยังเหลืออยู่ในมือประชาชนจำนวน 20 ล้านใบนั้น แบ่งออกเป็นบัตรที่ยังใช้งาน (active) เฉลี่ย 1 ครั้งต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 หรือประมาณ 14 ล้านใบ ส่วนบัตรแถบแม่เหล็กที่ไม่มีการใช้งาน (inactive) มีสัดส่วนร้อยละ 30 หรือประมาณ 6 ล้านใบ

"ตอนนี้จากรายงานจากสถาบันการเงินต่างๆ พบว่า บัตรแถบแม่เหล็กที่มีจำนวน 20 ล้านใบ แบ่งเป็นอยู่ในกรุงเทพร้อยละ 30 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 26 ภาคกลางร้อยละ 19 ภาคเหนือร้อยละ 14 ภาคใต้ร้อยละ 12 และในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นบัตรที่ออกโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ซึ่งส่วนนี้ ได้หารือกับแบงก์แล้วว่า จะต้องเริ่มต้นประชาสัมพันธ์ไปให้ถึงประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่วันนี้ และทุกๆ เดือนหลังจากนี้จะต้องติดตามจำนวนการเปลี่ยนบัตร รวมถึงสถาบันการเงินต้องทำให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนบัตรได้สะดวกด้วย" น.ส.สิริธิดา กล่าว

ทั้งนี้ เหตุผลที่ ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสถาบันการเงิน ร่วมผลักดันการเปลี่ยนบัตรจากบัตรแถบแม่เหล็กง่ายมาเป็นบัตรชิปการ์ด เพราะบัตรแถบแม่เหล็กง่ายต่อการลอกข้อมูล ปลอมแปลงบัตร และโจรกรรมข้อมูล (skimming) เพื่อนำไปทำบัตรปลอมได้ ส่วนชิปการ์ดมีเทคโนโลยีที่ยอมรับในระดับสากลด้านความปลอดภัย ปลอมแปลงได้ยากกว่าบัตรแถบแม่เหล็ก

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ