จับตา: 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC

ทีมข่าว TCIJ : 29 ก.ค. 2561 | อ่านแล้ว 1076 ครั้ง


10 อุตสาหกรรมที่จะได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ได้แก่ ‘5 อุตสาหกรรม First S-Curve’ และอีก ‘5 อุตสาหกรรม New S-Curve’ ที่มาภาพ: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ที่เผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ระบุว่าด้วยความโดดเด่นด้านความพร้อมของอุตสาหกรรมในพื้นที่และที่ตั้ง ทำให้ภาครัฐมีนโยบายผลักดันโครงการ ‘ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) เป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย โดยภาครัฐกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ให้เป็นพื้นที่นำร่องเพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ EEC เนื่องจากในปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี ที่สามารถต่อยอดได้ อีกทั้งพื้นที่ยังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์เชิงคมนาคมที่สำคัญ ทำให้มีศักยภาพและความพร้อมในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ เหนือพื้นที่อื่น ในระยะยาว EEC จึงเป็นความหวังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและการให้สิทธิประโยชน์เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ภาครัฐใช้ดึงดูดการลงทุนของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC การขนส่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของธุรกิจ ภาครัฐจึงเตรียมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมทุกรูปแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต ทั้งทางบก ได้แก่ รถไฟทางคู่เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลอง 19-แก่งคอย รถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง มอเตอร์เวย์เส้นทางพัทยา-มาบตาพุด ทางอากาศ ได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา และทางน้ำ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด และท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ซึ่งเมื่อโครงการเหล่านี้แล้วเสร็จจะสร้างความสะดวกทั้งในการส่งออกทางน้ำและการขนส่งภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งกระจายสินค้าจากภาคตะวันออกโดยรถไฟไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ทั้งนี้ รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทั้งด้านภาษีที่เหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การจัดตั้ง One Stop Service เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการอนุมัติและออกใบอนุญาต การประกาศเป็นเขตปลอดภาษี และการให้ Work Permit และ VISA แก่ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจของ World Economic Forum พบว่ายังมีปัจจัยอื่นที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจเพื่อลงทุนทำธุรกิจในไทยที่ภาครัฐสามารถพัฒนาเพิ่มเติม เช่น การสร้างความเชื่อมั่นด้านเสถียรภาพเชิงนโยบาย การเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรม การพัฒนาแรงงานที่มีศักยภาพ เป็นต้น

10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับการสนับสนุนประกอบด้วย 5 อุตสาหกรรม First S-Curve จำนวน 59 กิจการ และ 5 อุตสาหกรรม New S-Curve จำนวน 35 กิจการ โดยการพัฒนาต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-Curve) ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ (11 กิจการ) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (24 กิจการ) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (10 กิจการ) การแปรรูปอาหาร (3 กิจการ) และการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (11 กิจการ) ซึ่งปัจจุบัน ราว 80% ของเม็ดเงินลงทุนที่มาขอสิทธิประโยชน์จาก BOI กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมนี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ 

ส่วนการพัฒนา 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (3 กิจการ) การบินและโลจิสติกส์ (8 กิจการ) เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (7 กิจการ) ดิจิทัล (11 กิจการ) และการแพทย์ครบวงจร (6 กิจการ) โดยการพัฒนากิจการในกลุ่ม New S-Curve ถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในการสร้างเทคโนโลยีชั้นสูงและนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศระยะยาว ดังนั้น ราว 60% ของกิจการในกลุ่มดังกล่าวจึงได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นสูง (A1 และ A2) จาก BOI โดยเฉพาะกิจการในอุตสาหกรรมดิจิทัลและการบิน (รูปที่ 2)

EIC ประเมินว่า กิจการใน New S-Curve ที่มีศักยภาพ ได้แก่ กิจการซ่อมบำรุงอากาศยาน, กิจการผลิตพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และกิจการศูนย์ข้อมูล เนื่องจากมีตลาดรองรับและปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนในพื้นที่ โดยเมื่อพิจารณาจากปัจจัยสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยี, ห่วงโซ่อุปทาน, แรงงาน, โครงสร้างพื้นฐานรองรับ, การสนับสนุนจากทางภาครัฐ, และการแข่งขันในธุรกิจ พบว่าธุรกิจทั้ง 3 มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ในบริเวณ EEC

กิจการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance Repair and Overhaul: MRO) จากการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวถึง 13% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 32.6 ล้านคนในปี 2016 รวมถึงการพัฒนาอาคารผู้โดยสารใหม่ในสนามบินอู่ตะเภาให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านคนต่อปีจากราว 7 แสนคนในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณเที่ยวบินเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเป็น 1.8 หมื่นเที่ยวบินต่อปี ส่งผลต่อเนื่องไปยังความต้องการการซ่อมบำรุงเครื่องบินมากขึ้น ทำให้กิจการซ่อมบำรุงอากาศยานกลายเป็นหนึ่งในกิจการที่นักลงทุนให้ความสนใจ อีกทั้งไทยยังมีบุคลากรที่มีความสามารถตรวจสอบทั่วไป (A-check) จนถึงการตรวจเช็คเครื่องบินทุกส่วนอย่างละเอียด (D-check) จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ดึงดูดให้ Airbus ได้เข้ามาทำข้อตกลงกับการบินไทยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานเรียบร้อยแล้ว

กิจการผลิตพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้พลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคชาวเอเชียที่คาดว่าจะใช้พลาสติกชีวภาพกว่า 5.2 ล้านตันในปี 2018 จาก 0.3 ล้านตันในปี 2010 หรือเติบโตสะสมกว่า 43% ซึ่งในปัจจุบัน บริเวณภาคตะวันออกเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่แล้ว จึงสามารถต่อยอดได้ไม่ยากนัก นอกจากนี้แล้วกิจการดังกล่าว ยังได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐตามนโยบาย Bio Economy ที่สนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอีกด้วย

กิจการศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อเป็นที่ตั้งของ Server ในการใช้เก็บข้อมูลที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากการส่งผ่านข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือและการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตกับเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต โดยคาดว่าปริมาณข้อมูลที่ส่งผ่านทางโทรศัพท์มือถือจะมีการขยายตัวจาก 360 เพตะไบต์ ในปี 2015 เป็น 2,700 เพตะไบต์ ในปี 2020 หรือขยายตัวกว่า 7.5 เท่า ซึ่งในอนาคต การส่งผ่านข้อมูลมหาศาลระหว่างเครื่องจักรกระบวนการผลิตสินค้าตามแนวคิด Industry 4.0 ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างความต้องการในการเก็บข้อมูลมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ในบริเวณ EEC ยังมีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำ (Fiber Optic) ที่มีจุดขึ้นบกบริเวณ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่จะสนับสนุนการรับ/ส่งข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งในและระหว่างประเทศ ทำให้ไทยมีความพร้อมด้านการพัฒนาศูนย์ข้อมูลมากยิ่งขึ้น

ประเมินว่าใน 5 ปีแรก จะมีเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐและเอกชนราว 1.5 ล้านล้านบาทในพื้นที่ EEC ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังธุรกิจก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง นิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาทและการพัฒนาเมืองใหม่มูลค่า 4 แสนล้านบาท จะทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะปูนซีเมนต์และเหล็กได้รับประโยชน์ในระยะแรก ต่อมาเมื่อระบบคมนาคมในพื้นที่ EEC แล้วเสร็จ จะส่งผลให้การขนส่งสินค้ามีความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งและกระจายสินค้าทางรถไฟที่เชื่อมต่อระหว่างนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือขนส่งสินค้า ผนวกกับสิทธิพิเศษที่ภาครัฐมอบให้ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายราว 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่มีพื้นที่ที่พร้อมสำหรับการลงทุนราว 1.5 หมื่นไร่  รวมถึงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ ห้างค้าส่งค้าปลีก เพื่อรองรับบุคลากรที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่อีกด้วย

ในด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาอาคารผู้โดยสารใหม่ในสนามบินอู่ตะเภา, รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงระหว่าง 3 สนามบิน รวมถึง ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบที่เชื่อมโยงพัทยา-หัวหิน-กรุงเทพฯ จะเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามายังพื้นที่ EEC มากขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสของธุรกิจบริการไม่ว่าจะเป็น โรงแรม และร้านอาหาร ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาพื้นที่ EEC นั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่หลากหลายในพื้นที่และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันแก่ประเทศในอนาคตอีกด้วย

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ