เผยบริษัทไทย 48% ตกเป็นเหยื่อการทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

กองบรรณาธิการ TCIJ 29 ส.ค. 2561

เผยบริษัทไทย 48% ตกเป็นเหยื่อการทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

PwC เผยผลสำรวจปี 2561 พบ 48% ของบริษัทไทยได้รับผลกระทบจากการทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากการสำรวจเมื่อปี 2559 ที่มาภาพประกอบ: Money Channel

เว็บไซต์ Money Channel รายงานเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2561ว่านายวรพงษ์ สุธานนท์ หุ้นส่วนสายงาน Forensic services บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการทุจริต (Shining a light on fraud: Economic CrimeSurveyin Thailand) ประจำปี 2561 ซึ่ง PwC เป็นผู้จัดทำรายงานดังกล่าวขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยในปีนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 522 ราย โดยกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมาจากองค์กรธุรกิจหลายประเภท ทั้งบริษัทจดทะเบียน บริษัทเอกชน และหน่วยงานภาครัฐในประเทศว่าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 48% ของบริษัทในประเทศไทยตกเป็นเหยื่อการทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สูงกว่าผลการสำรวจเมื่อปี 2559 ที่มีเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของบริษัทในประเทศไทยเท่านั้นที่ยอมรับว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในองค์กรซึ่งแม้จะเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ถือว่าเป็นสัญญาณบวกของประเทศมากกว่าที่จะมองว่าเป็นสัญญาณเตือนภัย

“ตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้แม้ว่าจะน่าวิตก แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนประกอบกับประสบการณ์ทำงานของ PwC แล้วสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรในประเทศไทยเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงด้านการทุจริตและสามารถตรวจพบเหตุทุจริตได้เพิ่มขึ้น มากกว่าที่จะสื่อว่าจำนวนของเหตุทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจมีสูงขึ้น ซึ่งนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ทั้งนี้ ผลการสำรวจในประเทศไทยในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การทุจริตที่ตรวจพบได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทเห็นถึงจุดบอดที่มีการทุจริตซ่อนอยู่ และรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อป้องกันการทุจริตในองค์กร

นายวรพงษ์ กล่าวต่อว่า “การทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ และทุกภาคอุตสาหกรรมทั้งยังเกิดขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบ ด้วยวิธีการที่ซับซ้อนจึงทำให้ตรวจจับได้ยาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์กรจะต้องต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น แต่หากตระหนักว่า อาชญากรรมทางเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อบริษัท และรับได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ก็ถือเป็นก้าวแรกที่จะชนะสงครามได้แล้ว แม้ว่าจะยังหาตัวผู้กระทำผิดไม่พบก็ตาม ดังนั้น คำถามสำคัญที่ทุกองค์กรควรกระตุ้นเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาคือ คุณทราบหรือไม่ว่าการทุจริตมีผลกระทบต่อบริษัทของคุณอย่างไร และ คุณกำลังหลับหูหลับตาสู้ หรือสู้แบบลืมตาอยู่ มิใช่เพียงแค่ตั้งคำถามว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นในบริษัทหรือไม่เท่านั้น”

ทั้งนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า การยักยอกสินทรัพย์ (Asset misappropriation) ยังคงเป็นประเภทของการทุจริตที่พบได้มากที่สุดในประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยคิดเป็น 62% สูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ 45% เช่นเดียวกับ ตัวเลขการประพฤติผิดทางธุรกิจของไทย (Business misconduct) คิดเป็น 40%สูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ 28%นี่สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายป้องกันการทุจริตในองค์กรยังมีช่องโหว่ ซึ่งกลายเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้มีการแสวงหาประโยชน์จากพื้นที่สีเทา หรือความไม่ชัดเจนของนโยบายดังกล่าว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cybercrime) จะเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวล แต่มีเพียง 1 ใน 5 หรือ 21%ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่ทราบว่า บริษัทของตนตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์ในช่วง2 ปีที่ผ่านมาโดย 11% จัดให้ภัยไซเบอร์เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบร้ายแรงที่สุดต่อองค์กรในเวลานี้ และเกือบ 1 ใน 3หรือ 32%คาดว่า ในอีกสองปีข้างหน้า อาชญากรรมทางไซเบอร์จะกลายเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบร้ายแรงที่สุด

ทั้งนี้ 71% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า บริษัทของพวกเขามีความพยายามในระดับปานกลาง ถึงระดับมากในการปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจเพื่อป้องกันการทุจริต หรืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดจากคนภายในองค์กร ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 83% อย่างไรก็ตาม มีเพียง 23% เท่านั้นที่บอกว่า บริษัทให้ความสำคัญมากในการยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของพนักงาน ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเช่นกันที่ 34% และแม้ว่า 70% ของการทุจริตร้ายแรงที่สร้างความเสียหายทางการเงินให้กับองค์กรจะมีสาเหตุมาจากพนักงานก็ตาม

“เมื่อบริษัทต่างๆ เข้าใจว่าการทุจริตรวมถึงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็จำเป็นจะต้องจัดให้มีการควบคุมและป้องกันภัยคุกคามเหล่านี้ โดยการพัฒนาบุคลากร การปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ และการลงทุนในเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่างๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายวรพงษ์ กล่าวเสริม

“แม้ว่าหลายๆ บริษัทจะมีการดำเนินการดังกล่าวแล้วก็ตาม เรายังหวังว่าจะมีจำนวนบริษัทที่มีมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น”

ด้านนายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร และหุ้นส่วน บริษัทPwCประเทศไทย กล่าวว่า เปอร์เซ็นต์การรับรู้การทุจริตที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทในประเทศไทยมีความตระหนัก และเข้าใจถึงผลกระทบของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในเวทีโลก และความสามารถในการดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติมากขึ้นกว่าในอดีต

“ระดับของการรับรู้ รวมทั้งการยอมรับถึงปัญหา และหาแนวทางแก้ไขอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จะเป็นก้าวสำคัญของธุรกิจ ที่นำไปสู่การป้องกันตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว และยังสะท้อนว่า ไทยให้ความสำคัญต่อการวางภาพลักษณ์ ผ่านการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศยังคงเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ”

“ผลการสำรวจครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ทุกภาคส่วนมีการหารือกันในเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตมากขึ้น ชี้ให้เห็นว่า ไทยเปิดรับวัฒนธรรมการทำธุรกิจการบริหารงานแบบโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนมากขึ้น ซึ่งทาง PwC ประเทศไทย ต้องการจะที่ผลักดันให้บรรยากาศเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากจะเป็นผลดีต่อการดำเนินธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม” นายศิระ กล่าวทิ้งท้าย

 

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับ TCIJ ออนไลน์
www.facebook.com/tcijthai

ป้ายคำ